บัญชีเบื้องต้น

หลักการบัญชีเบื้องต้น

หลักการบัญชีเบื้องต้น เรียกได้ว่า เป็นหัวใจหลักของผู้ประกอบอาชีพนักบัญชี เพราะหลักการบัญชีเบื้องต้นคือพื้นฐานข้อมูล และความรู้ทางการบัญชีที่ผู้ประกอบอาชีพนักบัญชีจะต้องเรียนรู้ เพื่อให้ตนสามารถเข้าใจบทบาทหน้าที่ของหน่วยงานบัญชีในองค์กร หลักการและวิธีการทางบัญชีตามวงจรการบัญชีที่ถูกต้อง

บัญชีเบื้องต้น
บัญชีเบื้องต้น

อีกทั้ง สามารถจัดทำงบการเงินและสามารถวิเคราะห์ข้อมูลเบื้องต้นจากงบการเงินได้ และไม่เพียงแต่พนักงานทำบัญชีเท่านั้นที่ต้องมีความรู้เกี่ยวกับหลักการบัญชีเบื้องต้น ผู้บริหาร เจ้าของกิจการรวมถึงนักลงทุน ก็ต้องมีความรู้เบื้องต้นของหลักการบัญชีดังต่อไปนี้เพื่อใช้ในการสอบทานความถูกต้องของงบการเงิน

คำนิยามเบื้องต้นที่ต้องรู้หากต้องการศึกษาหลักการบัญทึกบัญชี

สมการบัญชี

สมการบัญชี คือ สินทรัพย์ = หนี้สิน + ส่วนของผู้ถือหุ้น(ทุนส่วนเจ้าของกิจการ)
โดยสินทรัพย์ หมายถึง เงินสดหรือสินทรัพย์อื่นที่บริษัทฯ อาจขาย หรือเปลี่ยนสภาพเป็นเงินสด หรือใช้หมดไปภายในระยะเวลา 1 ปี ในขณะที่หนี้สิน หมายความถึง หนี้สินที่มีระยะเวลาการชำระเงินเกินกว่า 1 ปี หรือ. เกินกว่ารอบระยะเวลาการดำเนินงานตามปกติของกิจการ และส่วนของผู้ถือหุ้น คือ แหล่งที่มาของเงินทุน จาก เจ้าของธุรกิจ หรือก็คือเงินลงทุน

กำไร-ขาดทุน เบ็ดเสร็จ

กำไร-ขาดทุน เบ็ดเสร็จ หมายถึง รายงานทางการเงินที่ทำขึ้นเพื่อแสดงผลกรดำเนินงานของกิจการในงวดเวลาหนึ่ง เพื่อแสดงผลกำไร เสมอตัว หรือขาดทุนของกิจการ โดยมีสมการทางบัญชี คือ รายได้ – ค่าใช้จ่าย = กำไร (ขาดทุน) สำหรับปี
* รายได้ หมายถึง ผลตอบแทนที่กิจการได้รับจากการขายสินค้าหรือบริการตามปกติของกิจการรวมทั้ง ผลตอบแทนอื่นๆ ที่ไม่ได้เกิดจากการดำเนินงานตามปกติ เช่น การขายเครื่องจักร ดอกเบี้ย เป็นต้น
* ค่าใช้จ่าย หมายถึง ต้นทุนส่วนที่หักออกจากรายได้ ซึ่งเป็นรายการที่หักออกจากรายได้ โดยทั่วไป คือ ต้นทุนขาย ค่าแรงงาน ค่าเสื่อมราคา เป็นต้น

รายการบัญชี

รายการบัญชี

รายการบัญชี คือ เหตุการณ์ทางการเงินที่มีผลต่อการเปลี่ยนแปลงขึ้นลงของสินทรัพย์ หนี้สินและส่วนของผู้ถือหุ้น เช่น “การซื้อทรัพย์สิน , การถอนทุน , การชำระหนี้ ,การขายสินค้าหรือบริการให้กับลูกค้า”
โดยรายการบัญชีจะส่งผลกระทบต่อสมการบัญชีเสมอ  ซึ่งรายการบัญชีหนึ่งที่เกิดขึ้นจะต้องเกิดคู่กับการเปลี่ยนแปลงของอีกรายการหนึ่งหรือหลายรายการและทำให้สมการดุล (ค่าของทั้งสองข้างสมการเท่ากัน) ซึ่งเรียกการบันทึกบัญชีแบบนี้ว่า “ระบบบัญชีคู่” ที่จะถูกบันทึกทั้ง 2 ด้านในรูปแบบของด้านเดบิตและด้านเครดิต

  • ด้านเดบิต

    คือด้านบัญชีฝั่งซ้าย ใช้บันทึกรายการบัญชีการเพิ่มขึ้นของสินทรัพย์ การลดลงของหนี้สิน การลดลงของส่วนผู้ถือหุ้นและการเกิดขึ้นของค่าใช้จ่าย

  • ด้านเครดิต

    คือด้านบัญชีฝั่งขวา ใช้บันทึกรายการบัญชีการลดลงของสินทรัพย์ การเพิ่มขึ้นของหนี้สิน การเพิ่มขึ้นของส่วนผู้ถือหุ้นและการเกิดขึ้นของค่าใช้จ่าย

ซึ่งหลักการบันทึกบัญชีคู่ นอกจากจะต้องทำความรู้จักกับคำว่าเดบิต เครดิตแล้ว ยังต้องทำการแยกหมวดบัญชีออกมาเป็น 5 ประเภท

หมวดบัญชี

หมวดบัญชีออกมาเป็น 5 ประเภท

  1. หมวดบัญชีสินทรัพย์หากมีค่าเพิ่มขึ้นบันทึกด้านเดบิต แต่หากวิเคราะห์แล้วลดลงจะบันทึกไว้ด้านเครดิต
  2. หมวดบัญชีหนี้สินหากมีค่าเพิ่มขึ้นบันทึกด้านเครดิต แต่หากวิเคราะห์แล้วลดลงจะบันทึกไว้ด้านเดบิต
  3. ส่วนบัญชีของผู้ถือหุ้นหากมีค่าเพิ่มขึ้นบันทึกด้านเครดิต แต่หากวิเคราห์แล้วลดลงจะบันทึกไว้ด้านเดบิต
  4. ส่วนบัญชีของรายได้หากมีค่าเพิ่มขึ้นบันทึกด้านเครดิต แต่หากวิเคราห์แล้วลดลงจะบันทึกไว้ด้านเดบิต
  5. ส่วนบัญชีของรายจ่ายหากมีค่าเพิ่มขึ้นบันทึกด้านเดบิต แต่หากวิเคราะห์แล้วลดลงจะบันทึกไว้ด้านเครดิต

และเมื่อวิเคราะห์รายการบัญชี จำแนกการขึ้นลงของเดบิตเครดิตได้แล้ว ให้ทำการบันทึกรายการค้าในบัญชีรูปตัวที ซึ่งด้านซ้ายจะเป็นเดบิตและด้านขวาเป็นเครดิต ซึ่งผลการบันทึกรายการบัญชีทั้งด้านเดบิตและด้านเครดิตจำนวนเงินจะต้องเท่ากันตามหลักการบัญชีคู่ทุกครั้ง
จากนั้นทำการรวมยอดในแต่ละหมวดบัญชี โดยสมการบัญชีต้องดุลทุกครั้งตามหลัก :  สินทรัพย์ = หนี้สิน + ส่วนของผู้ถือหุ้น การบันทึกบัญชีนั้น ๆ จึงจะถือว่าถูกต้อง ซึ่งการลงบันทึกรายการบัญชีแบบนี้จะทำให้เราวิเคราะห์ภาพรวมของบัญชีทั้งหมดได้และสร้างเป็นงบการเงินฉบับทดลอง
จากนั้นนำมาปรับปรุงให้ถูกต้อง จนกลายเป็นงบการเงินฉบับที่ถูกต้อง มีความแม่นยำและน่าเชื่อถือ สามารถนำส่งกรมพัฒนาธุรกิจการค้าได้ ทำให้วงจรบัญชีของกิจการนั้นๆสมบรูณ์
ดังนั้น จะเห็นได้ว่า หลักการบัญชีเบื้องต้น เป็นความรู้เกี่ยวกับการจดบันทึกรายการค้าต่าง ๆ ที่เกิดขึ้น ที่เกี่ยวกับการรับเงิน และการจ่ายเงิน หรือสิ่งของที่มีมูลค่าเป็นตัวเงินไว้ในสมุดบัญชีอย่างสม่าเสมอ โดยหากนักบัญชีมีความรู้ความเข้าใจที่ถูกต้องก็จะสามารถจัดแยกประเภทได้เป็นระเบียบ ถูกต้องตามหลักการ และสามารถแสดงผลการดำเนินงาน พร้อมทั้งฐานะการเงินของกิจการในระยะเวลาใดระยะเวลาหนึ่งได้ เพื่อให้เป็นประโยชน์ต่อการตัดสินใจเชิงเศรษฐกิจ

การบัญชี

การบัญชี และ การทำบัญชี

สองคำมีความความสัมพันธ์กัน กล่าวคือ การทำบัญชี ( BooK Keeping ) เป็นส่วนหนึ่งของการบัญชี ( Accounting ) การทันทึกรายการทางบัญชีมีอายุมากกว่า 7,000 ปี เริ่มตั้นแต่ยุตเมโสโพเตเมีย ที่คนเริ่มจดบันทึกการเติบโตของพืชพันธุ์และฝุนสัตว์ ( อ้างอิงจาก Wikipedia )

การทำบัญชี เป็นเรื่องของการ บันทึกรายการข้อมูลทางบัญชี ลงในสมุดบัญชีของกิจการอย่างชัดเจน เช่นบันทึกลงในสมุดรายวัน การผ่านรายการจากสมุดรายวันไป สมุดแยกประเภทที่เกี่ยวข้องกับรายการ มีการปรับปรุงบัญชี และการปิดบัญชีจนไปถึงการยกยอดคงเหลือแต่ละรายการ และจัดทำงบการเงิน ผู้มีหน้าที่รับผิดชอบกระบวนการบัญชีดังกล่าว เรียกว่า ผู้ทำบัญชี (  Book Keeper ) 

การบัญชี เป็นเรื่องของการออกแบบระบบการบันทึกรายการ การจัดทำรานงานการเงินโดยอาศัยข้อมูลจาก “การทำบัญชี” 

การบัญชี เป็นศิลปะของการรวบรวมข้อมูลการบันทึก จำแนก และสรุปข้อมูลในรูปแบบตัวเลขเงิน เป็นผลงานขั้นสุดท้ายของการบัญชี การให้ข้อมูลทางการเงินแก่ผู้ที่สนใจและเป็นประโยชน์กับหลายฝ่ายสำหรับงานของการทำบัญชี คือเรื่องของการบันทึกรายการค้าหรือข้อมูลทางบัญชีโดยผู้ที่ทำบัญชีมีหน้าที่บันทึกข้อมูลตัวเลขต่างๆรวมถึงการจัดระบบบัญชีของกิจการควบคุมและตรวจสอบบัญชี

vertify

ระบบบัญชีคู่

ระบบบัญชีคู่

ระบบบัญชีคู่ (Double – entry bookkeeping or double – entry system) เป็นวิธีการบันทึกรายการบัญชีต่าง ๆ  

หลักๆประกอบด้วยไปด้วย  

    • สมุดรายวันทั่วไป  
    • สมุดบัญชีแยกประเภท  
    • เอกสารที่เกี่ยวข้อง 

การบันทึกบัญชีคู่

    • การบันทึกเหล่านี้มีระบบการและประเพณีปฏิบัติต่าง ๆ ใช้ได้กับจการขนาดเล็ก และ ขนาดใหญ่ เพื่อวัตถุประสงค์ในการเสนอรายงานทางการเงินได้ถูกต้องตามที่ควรและทันต่อเหตุการณ 
    • การบันทึกบัญชีตามระบบบัญชีคู่แต่ละรายการจะเกี่ยวข้องกับบัญชีสองด้าน คือ บันทึกด้านเดบิตบัญชีหนึ่ง และ บันทึกด้านเครดิตในอีกบัญชีหนึ่งด้วยจำนวนเงินที่เท่ากัน ทำให้เกิดการดุลขึ้นในตัวเอง  การจัดทำรายละเอียดของยอดบัญชีต่าง ๆ ประกอบกันเป็นยอดรวมทั้งสิ้น จึงออกมาเป็น “งบทดลอง 

ดังนั้น รายการค้าทุกรายการต้องบันทึกโดยเดบิตบัญชีหนึ่ง และเครดิตอีกบัญชีหนึ่งด้วยจำนวนเงินที่เท่ากันเสมอ เรียกว่า บัญชีนั้นได้ดุลกัน แต่ในบางครั้งรายการค้าที่เกิดขึ้นในเวลาเดียวกันมีหลายบัญชี อาจบัญชี อาจบันทึกบัญชีโดยเดบิตหรือเครดิตบัญชีหลายบัญชีรวมกันได้ เรียกว่า การรวมรายการ (Compound entry) แต่จำนวนเงินรวมของเดบิตและเครดิตจะต้องเท่ากันเสมอ นอกจากนั้นเมื่อบันทึกรายการค้าเรียบร้อยแล้วยอดคงเหลือของแต่ละบัญชีที่มียอดดุลเดบิต เมื่อนำมารวมกันจะเท่ากับยอดคงเหลือของแต่ละบัญชีที่มียอดดุลเครดิต ซึ่งเป็นไปตามหลักสมการบัญชีที่ว่า สินทรัพย์ เท่ากับ หนี้สินและทุนรวมกัน 

***หมายเหตุ หลักการบันทึกบัญชีหลักการบันทึกรายการทางบัญชี (Recording transaction) แบ่งเป็น 2 ระบบ คือ 1.ระบบบัญชีเดี่ยว 2.ระบบบัญชีคู่ 

เพิ่มเติม ระบบบัญชีเดี่ยว (Single – entrybookkeepingorsingle – entrysystem)

เป็นวิธีการบันทึกบัญชีเพียงด้านเดียวเท่านั้นคือ ด้านเดบิตหรือด้านเครดิต ระบบบัญชีเดี่ยวนี้จะบันทึกเฉพาะรายการในบัญชีเงินสด หรือ บัญชีที่สำคัญบางบัญชี เช่น บัญชีลูกหนี้หรือบัญชีเจ้าหนี้เท่านั้น โดยไม่ได้ใช้การบันทึกรายการตามระบบบัญชีคู่ที่ต้องบันทึกรายการบัญชีทั้งด้านเดบิตและเครดิต การบันทึกบัญชีตามระบบบัญชีเดี่ยวนี้นิยมใช้ในกิจการขนาดเล็กที่เจ้าของเป็นผู้ควบคุมและจดบันทึกเอง สำหรับธุรกิจขนาดย่อมขึ้นไปไม่ควรนำระบบบัญชีเดี่ยวมาใช้ เนื่องจากจะมีปัญหาในการเก็บรวบรวมข้อมูล การตรวจสอบความถูกต้องของข้อมูลทางการบัญชี และการจัดทำงบการเงิน 

ประวัติความเป็นมาของระบบบัญชี 

              การบัญชีเกิดขึ้นตั้งแต่สมัยสุเมเรียนในดินแดนเมโสโปเตเมีย ในช่วงแรกๆก็เป็นแค่การเก็บข้อมูลเกี่ยวกับปริมาณผลผลิตทางการเกษตร กับมูลค่าเหล่านั้น ส่วนวิชาการบัญชีที่มีพื้นฐานเหมือนกับระบบคณิตศาสตร์ (ระบบบัญชีคู่ ซึ่งหมายถึงการบันทึกข้อมูลทางด้านการเงินโดยมีการบันทึกทั้งด้านบวก (เดบิต หรืออาจเรียกว่าการบันทึกบัญชีทางด้านซ้าย) กับ ด้านลบ (เครดิต หรืออาจเรียกว่าการบันทึกบัญชีทางด้านขวา) โดยที่การบันทึกแต่ละครั้งจะต้องมียอดรวมด้านบวกรวมกับด้านลบเป็นศูนย์) เกิดขึ้นในประเทศอิตาลีก่อนปี ค.ศ. 1543 โดย Luca Pacioli ได้พิมพ์หนังสือชื่อว่า Vennice ซึ่งเป็นหนังสือเกี่ยวกับการบันทึกบัญชี โดยพื้นฐานของการบัญชีทั้งหมดมาจากสมการว่า “สินทรัพย์=หนี้สิน+ทุน” ส่วนรายได้และค่าใช้จ่ายถือเป็นส่วนหนึ่งของทุน 

การบัญชี แบ่งออกเป็น ยุค ตามระยะเวลาที่เปลี่ยนแปลงดังนี้ 

  1. ยุคก่อนระบบบัญชีคู่ เกิดขึ้นก่อน ค.ศ. 3000 ปี จนถึงศตวรรษที่ 13 มีการจดบันทึกข้อมูลทางบัญชี เนื่องจากการลงทุนในการค้า สภาพเศรษฐกิจและการเมืองจากระบบการแลกเปลี่ยนมาเป็นระบบการซื้อขาย และมีการพัฒนาทางเทคโนโลยี การจัดบันทึกข้อมูลทางบัญชีในยุคนี้ได้จดบันทึกไว้บนแผ่นขี้ผึ้ง 
  2. ยุคระบบบัญชีคู่ (Double Entry Book – keeping) ในปลายศตวรรษที่ 13 ในยุคนี้มีการลงทุนทางการค้าในรูปของการค้าร่วม หรือห้างหุ้นส่วน เริ่มมีการก่อตั้งธนาคารมีเรือใบในการขนส่งสินค้า และมีการพิมพ์หนังสือลงในกระดาษ ค.ศ. 1202 ได้ค้นพบการจัดบันทึกบัญชีตามหลักบัญชีคู่ทีสมบูรณ์ชุดแรก ที่เมืองเจนัว ประเทศอิตาลี ในปี ค.ศ. 1340 ซึ่งเป็นศูนย์กลางทางการค้า ต่อมาในศตวรรษที่ 15 อิตาลีเริ่มเสื่อมอำนาจลงศูนย์การค้าได้เปลี่ยนไปยังประเทศในยุโรป เช่น สเปน โปรตุเกส และเนเธอร์แลนด์การบันทึกข้อมูลทางบัญชีในยุคนี้ได้มีการหาผลการดำเนินงานเมื่อสิ้นงวดบัญชี 
  3. ยุคปัจจุบันในศตวรรษที่ 20 มีการปฏิวัติอุตสาหกรรมทำให้ความต้องการทางบัญชีมีมากขึ้น และวัตถุประสงค์ของข้อมูลทางบัญชีเปลี่ยนไปจากเดิมผู้บริหารเป็นผู้ใช้ข้อมูลมาเป็นผู้ลงทุนเจ้าหนี้ และรัฐบาลเป็นผู้ใช้ข้อมูลทางการบัญชี 

หลักการบันทึกบัญชีตามระบบบัญชีคู่

การบันทึกบัญชีตามระบบบัญชีคู่ของแต่ละหมวดบัญชี มีหลักดังนี้ 

  1. หมวดบัญชีสินทรัพย์ 
    รายการค้าใดที่วิเคราะห์แล้วมีผลทำให้สินทรัพย์เพิ่มขึ้นจะบันทึกไว้ทางด้านเดบิตส่วนรายการค้าใดที่วิเคราะห์แล้วมีผลทำให้สินทรัพย์ลดลงจะบันทึกไว้ทางด้านเครดิต
  2. หมวดบัญชีหนี้สิน 
    รายการค้าใดที่วิเคราะห์แล้วมีผลทำให้หนี้สินเพิ่มขึ้นจะบันทึกไว้ทางด้านเครดิตส่วนรายการค้าใดที่วิเคราะห์แล้วมีผลทำให้หนี้สินลดลงจะบันทึกไว้ทางด้านเดบิต
  3. หมวดบัญชีทุน 
    รายการค้าใดที่วิเคราะห์แล้วมีผลทำให้ทุนเพิ่มขึ้นจะบันทึกบัญชีไว้ทางด้านเครดิตส่วนรายการค้าใดที่วิเคราะห์แล้วมีผลทำให้ทุนลดลงจะบันทึกไว้ทางด้านเดบิต
  4. หมวดบัญชีรายได้ 
    จากการวิเคราะห์สมการบัญชี ถ้าบัญชีรายได้เพิ่มขึ้นมีผลทำให้บัญชีทุนเพิ่ม ดังนั้น การวิเคราะห์ยึดตามหลักหมวดบัญชีทุน กล่าวคือ ถ้ารายได้เพิ่มขึ้นจะบันทึกบัญชีด้านเครดิต ถ้ารายได้ลดลงจะบันทึกบัญชีทางด้านเดบิต
  5. หมวดบัญชีค่าใช้จ่าย 
    จากการวิเคราะห์สมการบัญชี ถ้าบัญชีค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้นมีผลทำให้บัญชีทุนลดลงดังนั้นหลักการวิเคราะห์ยึดตามหลักหมวดบัญชีทุนเช่นกัน กล่าวคือ ถ้าค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้นจะบันทึกทางด้านเดบิตถ้าค่าใช้จ่ายลดลงจะบันทึกทางด้านเครดิต 

ตัวอย่างการบันทึกระบบบัญชีคู่