ภาษีหัก ณ ที่จ่าย

ภาษีหัก ณ ที่จ่าย (Withholding tax) คือ เงินที่รัฐบาลจัดเก็บจากบุคคลหรือกิจการ ที่ประกอบธุรกิจเกี่ยวกับการให้บริการ เนื่องจาก ภาษีมูลเพิ่ม (VAT) ที่รัฐบาลจัดเก็บจากสินค้าไม่สามารถใช้ได้กับธุรกิจให้บริการ เพราะรัฐไม่สามารถทราบได้ถึงจำนวนเงินที่ผู้รับบริการ จ่ายให้กับ ผู้ให้บริการ เนื่องจากเงินที่จ่ายมาจากความพึ่งพอใจในให้บริการของทั้ง 2 ฝ่าย

“ภาษีเงินได้หัก ณ ที่จ่าย เป็นการจัดเก็บภาษีล่วงหน้ากำหนดให้ผู้จ่ายเงินได้มีหน้าที่หักภาษีจากเงินที่จ่ายให้แก่ผู้รับทุกครั้งที่จ่าย ซึ่งการหักภาษีต้องเป็นไปตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขที่กำหนด หลังจากนั้นให้นำเงินส่งกรมสรรพากร”
“ภาษีเงินได้หัก ณ ที่จ่าย เป็นการจัดเก็บภาษีล่วงหน้ากำหนดให้ผู้จ่ายเงินได้มีหน้าที่หักภาษีจากเงินที่จ่ายให้แก่ผู้รับทุกครั้งที่จ่าย ซึ่งการหักภาษีต้องเป็นไปตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขที่กำหนด หลังจากนั้นให้นำเงินส่งกรมสรรพากร”

อัตราภาษีที่ต้องคำนวณ ภาษีเงินได้หัก ณ ที่จ่าย

  • กรณีผู้รับเป็นผู้มีหน้าที่เสียภาษีเงินได้ บุคคลธรรมดา (ภ.ง.ด.3)
  • กรณีผู้รับเป็นผู้มีหน้าที่เสียภาษีเงินได้ นิติบุคคล (ภ.ง.ด.53)

ผู้มีหน้าที่หักภาษี เงินได้ ณ ที่จ่าย ต้องปฏิบัติอย่างไร?

  1. มีและใช้เลขประจำตัวผู้เสียภาษีอากร (เว้นแต่บุคคลธรรมดาที่ไม่ต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่ม ให้ใช้เลขประจำตัวประชาชนแทน)
  2. หักภาษี ณ ที่จ่ายทุกคราวที่จ่ายเงินได้ ซึ่งมีกฎหมายกำหนดให้หักภาษี ณ ที่จ่าย
  3. ออกหนังสือรับรองการหักภาษี ณ ที่จ่าย ให้แก่ผู้ถูกหักภาษี ในกรณีที่เป็นรัฐบาล องค์การ ของรัฐบาล เทศบาล สุขาภิบาล หรือองค์การบริหาร ราชการส่วนท้องถิ่นอื่น ให้เจ้าพนักงานผู้จ่ายเงินได้ ออกใบรับสำหรับค่าภาษีที่ได้หักไว้ให้แก่ผู้รับเงิน
  4. นำส่งภาษีที่ได้หักไว้ภายใน 7 วัน นับแต่วันสิ้นเดือนของเดือนที่จ่ายเงินต่อสำนักงาน สรรพากรพื้นที่สาขาในท้องที่ที่ผู้มีหน้าที่หักภาษี เงินได้ ณ ที่จ่ายมีสำนักงานตั้งอยู่

หนังสือรับรองหัก ณ ที่จ่าย

การออกหนังสือรับรองการหักภาษี ณ ที่จ่าย ตามมาตรา 50 ทวิแห่งประมวลรัษฎากร ให้ออกหนังสือรับรองการหักภาษี ณ ที่จ่าย อย่างน้อยต้องมีข้อความตามแบบที่อธิบดีกรมสรรพากรกำหนด
การออกหนังสือรับรองการหักภาษี ณ ที่จ่าย ตามมาตรา 50 ทวิแห่งประมวลรัษฎากร ให้ออกหนังสือรับรองการหักภาษี ณ ที่จ่าย อย่างน้อยต้องมีข้อความตามแบบที่อธิบดีกรมสรรพากรกำหนด

การออกหนังสือรับรองการหักภาษี ณ ที่จ่าย ตามมาตรา 50 ทวิ แห่งประมวลรัษฎากร ให้ออกหนังสือรับรองการหักภาษี ณ ที่จ่าย อย่างน้อยต้องมีข้อความตามแบบที่อธิบดีกรมสรรพากรกำหนด

(ดูตัวอย่าง) ให้แก่ผู้ถูกหักภาษี ณ ที่จ่าย 2 ฉบับมีข้อความตรงกัน โดยหนังสือรับรองการหักภาษี ณ ที่จ่าย ต้องมีข้อความด้านบนแต่ละฉบับดังนี้

  • ฉบับที่ 1 มีข้อความว่า “สำหรับผู้ถูกหักภาษี ณ ที่จ่ายใช้แนบพร้อมกับแบบแสดงรายการ”
  • ฉบับที่ 2 มีข้อความว่า “สำหรับผู้ถูกหักภาษี ณ ที่จ่ายเก็บไว้เป็นหลักฐาน”

กำหนดเวลาออกหนังสือรับรองการหักภาษี ณ ที่จ่าย

  1. กรณีจ่ายเงินเดือน ค่าจ้าง ค่านายหน้า บำเหน็จ ฯลฯ กรณีจ่ายเงินได้พึงประเมนประเภทเงินเดือน ค่าจ้าง ค่านายหน้า บำเหน็จ บำนาญ ตามมาตรา 40 (1) (2) แห่งประมวลรัษฎากร  ให้ออกหนังสือรับรองการหักภาษี ณ ที่จ่าย ภายในวันที่ 15 กุมภาพันธ์ ของปีถัดจากปีภาษี (กรณีผู้ถูกหักภาษี ณ ที่จ่ายทำงานจนถึงสิ้นปีภาษี) หรือภายใน 1 เดือน นับแต่วันที่ผู้ ถูกหักภาษี ณ ที่จ่ายออกจากงานในระหว่างปีภาษี
  2. กรณีจ่ายเงินได้อื่น ๆ กรณีจ่ายเงินได้พึงประเมนประเภทอื่นๆ ตามมาตรา 40 (3) (4) (5) (6) (7) หรือ (8) แห่ง ประมวลรัษฎากรให้ออกหนังสือรับรองการหักภาษี ณ ที่จ่ายในทันทีทุกครั้งที่มีการหักภาษี ณ ที่จ่าย

วิธีจัดทำหนังสือรับรองการหักภาษี ณ ที่จ่าย

  1. จัดทำเป็นภาษาไทยหรือภาษาอังกฤษ แต่ถ้าทำเป็นภาษาต่างประเทศอื่นต้องมีคำแปลภาษา ไทยกำกับ ส่วนตัวเลขให้ใช้เลขไทยหรือเลขอารบิค หมายเลขลำดับของหนังสือรับรองการหักภาษี ณ ที่จ่าย และหมายเลขลำดับของเล่ม (หาก ไม่ได้จัดทำเป็นเล่ม จะไม่มีหมายเลขลำของเล่มก็ได้)
  2. ให้จัดทำสำเนาคู่ฉบับ (ฉบับที่ 3 นอกเหนือจากฉบับที่ 1 และ2 ) ไว้ด้วย เพื่อใช้เป็น หลักฐานในกรณีที่ได้ออกหนังสือรับรองการหักภาษี ณ ที่จ่าย ให้แก่ผู้ถูกหักภาษี ณ ที่จ่ายแล้ว แต่ชำรุด สูญหาย ให้ผู้มีหน้าที่ ออกหนังสือรับรองการหักภาษี ณ ที่จ่าย โดยการออกใบแทนหนังสือรับรองการหักภาษี
        • การออกใบแทน ต้องมีข้อความว่า “ใบแทน” และลงลายมือชื่อรับรองด้วย
  3. รายการประเภทเงินได้พึ่งประเมินที่จ่ายในหนังสือรับรองภาษี ณ ที่จ่าย จะระบุประเภทเงินได้พึ่งประเมินที่จ่ายเพียงประเภทเดียว โดยจะไม่ระบุประเภทอื่นด้วยก็ได้
  4. กรณีผู้มีหน้าที่ ออกหนังสือรับรองการหักภาษี ณ ที่จ่าย ซึ่งได้มีการหักภาษี ณ ที่จ่ายจากเงิน ได้พึงประเมินตามมาตรา 40 (1) แห่งประมวลรัษฎากร (เงินเดือน ค่าจ้าง ฯลฯ) และได้มีการหักเงินได้ดังกล่าวเขากองทุนสำรองเลี้ยงชีพ กองทุนประกันสังคม กองทุน บำเหน็จบำนาญข้าราชการ (กบข.) และกองทุนสงเคราะห์ตามกฎหมายว่าด้วยโรงเรียนเอกชน จะระบุ จำนวนเงินที่ได้หักจากเงินได้ดังกล่าวของผู้มีเงินได้เข้ากองทุนดังกล่าวในแต่ละประเภทภาษีในหนังสือรับรองการ หักภาษี ณ ที่จ่ายก็ได้
  5. การลงชื่อของผู้มีหน้าที่หักภาษีเงินได้ ณ ที่จ่าย ในหนังสือรับรองการหักภาษี ณ ที่จ่าย จะใช้ วิธีประทับลายมือชื่อ ด้วยตรายาง หรือจะพิมลายมือชื่อโดยเครื่องคอมพิวเตอร์ที่ได้มีการเก็บลายมือไว้ก็ได้ (SCAN)
  6. กรณีจ่ายเงินได้ตามมาตรา 50 (4) แห่งประมวลรัษฎากร เฉพาะกรณีที่จดแจ้งการหักภาษีไว้ ในฎีกาเบิกเงินและได้ออกใบรับรองการหักภาษี ณ ที่จ่าย ตามระเบียบของทางราชการแล้ว ให้ยกเว้นการ ออกหนังสือรับรองการหักภาษี ณ ที่จ่าย

การกรอกรายการในหนังสือรับรองการหักภาษี ณ ที่จ่าย

ผู้มีหน้าที่หักภาษี ณ ที่จ่าย

  1. ให้กรอกเลขประจำตัวประชาชน หรือเลขประจำตัวผู้เสียภาษีอากร ชื่อ ที่อยู่ ของผู้มีหน้าที่หัก
  2. ให้กรอกเลขประจำตัวประชาชน หรือเลขประจำตัวผู้เสียภาษีอากร ชื่อ ที่อยู่ ของผู้ถูกหัก
  3. ทำเครื่องหมาย “ 3” ลงในช่อง “…” หน้าประเภทแบบยื่นรายการภาษีเงินได้หัก ณ ที่จ่าย
  4. และกรอกรายละเอียดตามประเภทที่จ่ายเงินได้ และต้องการหักภาษี ณ ที่จ่าย

การลงลายมือชื่อ

  • ให้ลงลายมือชื่อผู้จ่ายเงินหรือผู้ที่ได้รับมอบหมาย
  • ระบุ วัน เดือน ปี ที่ออกหนังสือรับรองฯ
  • ประทับตรานิติบุคคล (ถ้ามี)
  • ประเภทที่ต้อง

ค่าใช้จ่ายที่ต้องทำ หัก ณ ที่จ่าย มีอะไรบ้าง

หัก 1% สำหรับค่าขนส่ง

ทุกๆ ครั้งที่มีการขายของและขนส่ง โดยที่บริษัทหรือนิติบุคคลที่ให้บริการจะต้องขึ้นทะเบียนเป็นผู้ให้บริการขนส่ง เช่น บริการขนส่งสินค้าจากบริษัท โลจิสติกส์ เป็นต้น จะต้อง หัก ณ ที่จ่าย 1% แต่ถ้าคุณยังไม่ได้ขึ้นทะเบียนเป็นนิติบุคคลก็ยังไม่ต้องหัก

หัก 2% สำหรับค่าโฆษณา

การโฆษณาสินค้าตามสื่อโฆษณาต่างๆ ผ่านเอเจนซี บริษัทรับโฆษณา เพื่อช่วย “ประกาศ” ให้แบรนด์หรือสินค้าเป็นที่รู้จักผ่านสื่อสิ่งพิมพ์ หรือช่องทางโซเชียลมีเดียต่างๆ เช่น Facebook, Instagram ที่ไม่ใช่บริการด้านการตลาด ทำหัก ณ ที่จ่าย 2%

หัก 3% สำหรับจ้างรับเหมาหรือบริการต่างๆ

ค่าบริการที่เกิดขึ้นในกิจการทุกอย่างจะต้องมีการ หัก ณ ที่จ่าย 3% เช่น บริการรับจ้างทำของ จ้างทำนามบัตร จ้างทำกราฟิก จ้างช่างภาพมาถ่ายรูป จ้างบล็อกเกอร์รีวิวสินค้า จ้างตกแต่งภายใน บริการสถานที่ ซอฟต์แวร์ โทรศัพท์ อินเทอร์เน็ต ก็เข้าข่ายนี้ เพราะถือเป็นการให้บริการ

หัก 5% สำหรับค่าเช่าอสังหาริมทรัพย์

คนที่ไม่มีสถานที่เป็นของตนเอง หากจะดูว่าเป็นค่าเช่าหรือค่าบริการให้ดูจากสิทธิในการถือกุญแจ ถ้าเช่าสถานที่เพื่อจัดสัมมนา หรือจัดอีเวนต์ชั่วคราวถือเป็นค่าบริการ ทำหัก ณ ที่จ่าย 3% แต่ถ้าเราถือกุญแจจะถือเป็นค่าเช่าสถานที่ต้องหัก ณ ที่จ่ายจากเจ้าของที่ดิน 5%

นอกจากนี้ยังมีค่าใช้จ่ายอื่นๆ อีกที่ต้องหัก 5% เช่น เช่ารถยนต์ ค่าจ้างนักแสดง ดารา นักร้อง อาชีพเพื่อการบันเทิง และเงินรางวัลจากการแข่งขันหรือการชิงโชคต่างๆ ด้วย

ไม่หัก สำหรับยอดที่ไม่เกิน 1,000 บาท

สำหรับยอดเล็กๆ ที่ไม่ถึง 1,000 บาท เช่น จ้างทำรูป หรือนามบัตรเพียงครั้งเดียว ทางกรมสรรพากรมีข้อกำหนดว่าไม่ต้องทำการหักภาษี ณ ที่จ่าย

หากไม่นำส่ง หรือ ส่งไม่ครบถ้วน

  1. ถ้าผู้จ่ายเงินซึ่งมีหน้าที่หักภาษี ณ ที่จ่าย มิได้หักและนำเงินส่ง หรือได้หักและนำเงินส่งแล้ว แต่ไม่ครบจำนวนที่ถูกต้อง ผู้จ่ายเงินต้องรับผิด ร่วมกับผู้มีเงินได้ในการเสียภาษีที่ต้องชำระตาม จำนวนเงินภาษีที่มิได้หักและนำส่ง หรือตามจำนวน เงินที่ขาดไปแล้วแต่กรณี ในกรณีที่ผู้จ่ายเงินได้ หักภาษีไว้แล้ว ให้ผู้มีเงินได้ซึ่งต้องเสียภาษี พ้นความรับผิดที่จะชำระเงินภาษีเท่าจำนวนที่ผู้จ่าย เงินได้หักไว้ และให้ผู้จ่ายเงินรับผิดชำระภาษีจำนวน นั้นแต่ฝ่ายเดียว (มาตรา 54 แห่งประมวลรัษฎากร)
  2. ถ้าผู้จ่ายเงินซึ่งมีหน้าที่หักภาษี ณ ที่จ่าย ไม่นำเงินภาษีที่ตนมีหน้าที่หักไปนำส่งภายใน กำหนดเวลา จะต้องรับผิดเสียเงินเพิ่มอีกร้อยละ 5 ต่อเดือน หรือเศษของเดือนของเงินภาษีที่ต้องเสีย หรือนำส่งโดยไม่รวมเบี้ยปรับ

vertify