ค่าใช้จ่ายจ่ายล่วงหน้า

ค่าใช้จ่ายจ่ายล่วงหน้า คือ (Prepaid expenses)

ค่าใช้จ่ายจ่ายล่วงหน้า หมายถึง ค่าใช้จ่ายที่มีการชำระเงินเป็นที่เรียบร้อย แต่ยังไม่ถึงวันที่ได้รับบริการ หรือ ของนั้น ๆ ยกตัวอย่างที่เห็นได้ชัด คือค่าเช่า เมื่อกิจการต้องรับรู้ค่าใช้จ่ายภายในสินเดือนสิ้นเดือน และรู้ว่าต้องจ่ายแน่ ๆ จึงอาจบันทึกบัญชีไว้ เป็นค่าใช้จ่ายจ่ายล่วงหน้า และเมื่อถึงต้นเดือนค่อยรับรู้ค่าใช้จ่าย

ค่าใช้จ่ายจ่ายล่วงหน้า
ค่าใช้จ่ายจ่ายล่วงหน้า

การบันทึกบัญชี ค่าใช้จ่ายล่วงหน้า ทำได้ 2 วิธี  คือ

1.บันทึกไว้เป็นสินทรัพย์ เมื่อจ่ายเงินสดจะลงไว้ในบัญชีค่าใช้จ่ายล่วงหน้า เมื่อสิ้นงวดบัญชีให้โอนส่วนที่เป็นของงวดบัญชีปัจจุบันเป็นค่าใช้จ่าย

2.บันทึกไว้เป็นค่าใช้จ่าย เมื่อจ่ายเงินสดจะลงบัญชีไว้เป็นค่าใช้จ่ายทั้งจำนวน เมื่อสิ้นงวดบัญชีให้โอนส่วนที่เป็นของงวดบัญชีถัดไปเป็นค่าใช้จ่ายล่วงหน้า

บันทึกบัญชีค่าใช้จ่ายล่วงหน้า
บันทึกบัญชีค่าใช้จ่ายล่วงหน้า

ทั้งนี้เมื่อมีการจ่ายค่าใช้จ่ายที่ยังไม่เกิดขึ้น ก็ต้องดูวันและเวลา ให้ดี เพราะการบันทึกบันชีเกี่ยวกับค่าใช้จ่ายจ่ายล่วงหน้า ต้องดูวันที่จ่ายและวันที่ได้รับสิทธิ์หักค่าใช้จ่าย ว่ากระบวนการนี้เกิดขึ้นหรือยัง 

vertify

Cash bill

บิลเงินสด หมายถึง ( Cash bill )

หากจะพูดเรื่องบิลเงินสด สามารถกล่าวถึงได้หลากหลายทาง ไม่ว่าจะทางภาษี ทางบัญชี ค่าใช้จ่าย และแบ่งย่อยหัวข้อให้พูดได้อีกหลายเรื่อง เพราะมีผลกระทบกับหลายส่วนในระบบ ซื้อ-ขาย ภายในประเทศไทย

ส่วนใหญ่กิจการที่จะออกบิลเงินสด

    • จะไม่อยู่ในระบบภาษีมูลค่าเพิ่ม เนื่องจากกิจการไม่จำเป็นต้องออกใบกำกับภาษีมูลค่าเพิ่ม จึงไม่จำเป็นต้องระบุรายละเอียดของกิจการของตนที่หัวบิลใบเสร็จให้ยุ่งยาก หรือบางรายกิจการอาจทำรายละเอียดของกิจการตนไว้ แต่!! ก็ไม่มีเลขที่ผู้เสียภาษีนิติบุคคลอยู่ในบิลนั้น
Cash bill
Cash bill

บิลเงินสด เป็นเอกสารที่ไม่สามารถระบุรายละเอียดของผู้จ่ายชำระได้ แต่สามารถระบุชื่อผู้รับได้ จึงไม่สามารถนำมาเป็นค่าใช้จ่ายทางภาษีได้ แต่ก็สามารถนำมาลงเป็นค่าใช้จ่ายทางบัญชีได้ (แต่ต้องเป็นค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวข้องกับกิจการเท่านั้น !! ) ในการลงบันทึกบัญชี หากกิจการต้องการลงบัญชี ก็สามารถทำได้ แต่ต้องไม่นำมาเป็นค่าใช้จ่ายทางภาษีเด็ดขาด!!

หากกิจการที่เราดำเนินการอยู่ อยู่ในระบบภาษีมูลค่าเพิ่ม

ไม่ควร!! ซื้อสินค้าจากกิจการที่ไม่ได้อยู่ในระบบภาษีซื้อมูลค่าเพิ่ม เพราะผู้ขาย ไม่สามารถออกใบกำกับภาษีแบบเต็มรูปแบบให้กับเราได้ จึงออกเอกสารที่เป็น “บิลเงินสด” ให้กับเรา ทำให้เราเสียเปรียบในระบบการค้าทางด้านภาษี เพราะกิจการเราของเราอยู่ในระบบภาษีมูลค่าเพิ่ม (มีแต่ภาษีขายไม่มีภาษีซื้อ ) แต่หากบางกรณีที่กิจการกำลังดำเนินงานอยู่และเกิดค่าใช้จ่ายบางอย่างที่!! จำเป็นจะต้องซื้อสินค้าจากร้านที่ไม่ได้อยู่ในระบบภาษีมูลค่าเพิ่ม เราก็สามารถนำ โดยออกเอกสาร “ใบรับรองที่กรมสรรพากรกำหนด (ใบสำคัญรับ/จ่าย/ใบแทน)” ใช้แทนใบเสร็จรับเงินไปก่อน โดยในใบนั้นจะต้องลงรายละเอียดผู้ซื้อผู้รับและข้อมูลให้ครบถ้วน ก็สามารถนำมาเป็นค่าใช้จ่ายทางบัญชี หรือ ทางภาษีได้

Start a business

การบันทึกบัญชี

ในการประกอบธุรกิจไม่ว่าจะเป็นขนาดเล็ก ขนาดย่อม ไปจนถึงขนาดใหญ่ ย่อมต้องมีการบันทึกบัญชีเสมอ เพื่อที่จะสามารถรู้รายละเอียดและความเคลื่อนไหวเกี่ยวกับรายการอันเนื่องมาจากการดำเนินกิจการในการขายสินค้าหรือบริการในธุรกิจของตน ซึ่งการบันทึกบัญชีนั้นควรทำเป็นประจำและต่อเนื่องกันไป เพราะหากมีการจัดทำบันทึกบัญชีไม่ต่อเนื่องแล้ว ก็อาจส่งผลให้มีความคลาดเคลื่อนเกี่ยวกับการบันทึกรายการต่างๆ ในการดำเนินธุรกิจได้นั่นเอง

การทำบัญชีมีความสำคัญต่อผู้ประกอบกิจการอย่างไร?

ข้อมูลทางบัญชีสามารถทำให้เจ้าของกิจการทราบความเป็นไปทั้งหมดเกี่ยวกับสถานะการเงินว่า เงินสดได้มาเท่าไหร่และจ่ายออกไปเท่าไหร่ มีเจ้าหนี้ ลูกหนี้ คงค้างอยู่เท่าไหร่ ซึ่งการทำบัญชีที่ดีจะจะต้องมีความสมบูรณ์และง่ายแก่การเข้าใจ เพราะจะทำให้เจ้าของกิจการสามารถมองออก และการที่ผู้ประกอบกิจการมีความเข้าใจเรื่องบัญชีจะช่วยลดความเสี่ยงที่เกิดขึ้นได้ แต่หากจ้างพนักงานมาทำบัญชีแต่ทำงานไม่เป็น ก็อาจถูกสรรพากรปรับและสร้างความเสียหายให้แก่ผู้ประ กอบการ หรือหากออกงบการเงินให้เป็นผลขาดทุนทำให้ไม่ต้องไปเสียภาษี ซึ่งเป็นข้อมูลที่ไม่ตรงกับความเป็นจริง และเจ้าของกิจการไม่สามารถปัดความรับผิดชอบไปให้พนักงานบัญชี หรือสำนักงานบัญชีที่ได้ว่าจ้างมาทำบัญชีได้ เพราะนอกจากเจ้าของกิจการจะไม่รู้ความเป็นไปแท้จริงที่เกิดกับธุรกิจแล้ว ยังอาจจะได้รับโทษทั้งทางแพ่งและอาญากับทางราชการอีกด้วย

หากเจ้าของกิจการ จบปริญญาตรีทางบัญชี ให้ไปขึ้นทะเบียนกับกรมพัฒนาธุรกิจการค้า เพื่อเซ็นเป็นผู้ทำบัญชีเอง

การบันทึกบัญชีสามารถแบ่งออกได้เป็น 2 ระบบคือ

1.ระบบบัญชีเดี่ยว (Single – entry bookkeeping or single – entry system)

เป็นการบันทึกบัญชีแบบง่าย โดยบันทึกบัญชีเพียงด้านเดียว ซึ่งอาจจะเป็นด้านเดบิตหรือด้านเครดิต เป็นการบันทึกบัญชีเฉพาะรายการในบัญชีเงินสดเท่านั้น หรือรายการบัญชีที่สำคัญๆ จะไม่ได้บันทึกทุกรายการเคลื่อนไหวที่เกี่ยวเนื่องกับกิจการ ดังนั้นการบันทึกบัญชีแบบเดี่ยวนี้จึงไม่ใช่การบันทึกบัญชีแบบทางการ ที่สามารถแสดงรายการทุกรายการที่เกี่ยวเนื่องกับกิจการได้ อีกทั้งการบันทึกบัญชีแบบนี้นิยมใช้กับกิจการที่มีขนาดเล็ก ซึ่งอาจจะมีเจ้าของดำเนินกิจการเพียงคนเดียวหรือเป็นธุรกิจที่ไม่มีความซับซ้อนทางโครงสร้างธุรกิจ  ที่ต้องติดต่อประสานงานหรือมีรายการเคลื่อนไหวทางรายการในปริมาณมาก โดยเจ้าของกิจการมักเป็นผู้บันทึกบัญชีเอง และการบันทึกบัญชีชนิดนี้ไม่เหมาะกับธุรกิจที่มีขนาดย่อมไปจนถึงขนาดใหญ่ เพราะการบันทึกรายการไม่ครบถ้วนเหมือนการบันทึกบัญชีแบบคู่ ดังนั้นจึงไม่สามารถบ่งชี้ทุกรายการในกิจการได้นั่นเอง จึงอาจทำให้มีปัญหาในการเก็บรวบรวมข้อมูลได้ เมื่อถึงกำหนดที่เจ้าของกิจการต้องการตรวจสอบความถูกต้องทางบัญชี ก็จะไม่สามารถตรวจสอบได้ทุกรายการ รวมทั้งยังไม่สามารถจัดทำงบการเงินได้ด้วย

2.ระบบบัญชีคู่  (Double – entry bookkeeping or double – entry system)

เป็นระบบการบันทึกบัญชีที่มีความละเอียดในการบันทึกมากกว่าการบันทึกบัญชีแบบเดี่ยว จึงทำให้ต้องเก็บรวบรวมรายละเอียดทุกรายการที่เกี่ยวเนื่องกับการดำเนินกิจการ ซึ่งมีการบันทึกบัญชีทั้ง 2 ด้าน คือด้านเดบิตและด้านเครดิตในเวลาเดียวกัน ดังนั้นต้องบันทึกทุกรายการที่เคลื่อนไหวในแต่ละวัน ซึ่งการบันทึกบัญชีแบบคู่นี้เจ้าของกิจการควรทำการบันทึกทุกวัน เพราะมีรายการที่ค่อนข้างเยอะและมีขั้นตอนการบันทึกที่ละเอียดมากกว่า แต่หากไม่สามารถทำการบันทึกเป็นรายวันได้ ก็ไม่ควรเว้นระยะเกิน 3 วัน เพราะอาจทำให้การเก็บข้อมูลเพื่อบันทึกบัญชีมีความคลาดเคลื่อนได้นั่นเอง
การบันทึกบัญชีระบบคู่นี้ เป็นวิธีที่ใช้ในการบันทึกบัญชีต่างๆ ซึ่งประกอบด้วยรายการในสมุดรายวันทั่วไป รายการในสมุดบัญชีแยกประเภท รวมทั้งเอกสารหลักฐานต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับการดำเนินกิจการ ซึ่งการบันทึกด้วยระบบนี้สามารถใช้ได้กับทั้งกิจการขนาดเล็กไปจนถึงขนาดใหญ่ โดยการบันทึกบัญชีระบบคู่นี้ จะต้องทำการบันทึกบัญชีทั้งด้านเครดิตและด้านเดบิตทั้ง 2 ด้านเสมอ โดยบันทึกด้านเครดิตบัญชีหนึ่งและบันทึกด้านเดบิตบัญชีหนึ่ง ด้วยจำนวนเงินที่เท่ากัน ซึ่งจะทำให้ทั้งสองฝั่งเกิดเงินดุลที่สมบูรณ์นั่นเอง
จุดประสงค์หลักของการบันทึกบัญชีระบบคู่นี้ก็คือ เพื่อสามารถนำบัญชีนี้เสนอรายงานทางบัญชีในแต่ละเดือน หรือสามารถสรุปยอดดุลในแต่ละช่วงเวลาที่ต้องการตรวจสอบได้ ซึ่งการบันทึกบัญชีระบบคู่นี้จะเป็นไปตามหลักสมการที่ว่า “สินทรัพย์เท่ากับหนี้สินและทุนรวมกัน” นั่นเอง

การบันทึกบัญชีระบบคู่สามารถแบ่งออกเป็นหมวดหมู่ได้ ดังนี้
1.หมวดบัญชีสินทรัพย์

เป็นรายการค้าที่ส่งผลเกี่ยวกับสินทรัพย์ให้มีจำนวนเพิ่มขึ้นหรือลดลง ซึ่งต้องเป็นรายการที่เกิดเนื่องจากการดำเนินกิจการ ซึ่งการวิเคราะห์ว่าจะบันทึกไว้ด้านเดบิตหรือด้านเครดิต จำต้องวิเคราะห์ก่อนว่าเป็นรายการค้าที่ทำให้สินทรัพย์เพิ่มขึ้นหรือลดลง หากเป็นรายการค้าที่ทำให้สินทรัพย์เพิ่มขึ้นก็บันทึกไว้ด้านเดบิต แต่ตรงกันข้ามหากทำให้สินทรัพย์ลดลงก็บันทึกไว้ด้านเครดิต

 2.หมวดบัญชีหนี้สิน

ใช้หลักการวิเคราะห์เหมือนกับหมวดบัญชีสินทรัพย์เช่นกัน คือหากรายการค้าใดทำให้มีหนี้สินเพิ่มขึ้น ก็ให้บันทึกไว้ด้านเครดิต แต่หากรายการใดทำให้มีหนี้สินลดลงก็ให้บันทึกไว้ด้านเดบิต

3.หมวดบัญชีต้นทุน

หากรายการค้าใดมีผลโดยตรงทำให้ทุนของกิจการเพิ่มขึ้นก็บันทึกไว้ด้านเครดิต แต่หากทำให้ทุนลดลงก็ให้บันทึกไว้ด้านเดบิต

4.หมวดบัญชีรายได้

เป็นการวิเคราะห์สมการบัญชีจากบัญชีรายได้และบัญชีทุน หากรายได้เพิ่มขึ้นก็ให้บันทึกบัญชีด้านเครดิต แต่หากรายได้ลดลงก็ให้บันทึกบัญชีด้านเดบิตนั่นเอง

5.หมวดบัญชีค่าใช้จ่าย

วิเคราะห์จากสมการบัญชีเช่นเดียวกัน ถ้าค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้นให้บันทึกรายการทางด้านเดบิต แต่หากค่าใช้จ่ายลดลงก็ให้บันทึกรายการด้านเครดิต
การบันทึกรายการบัญชีจึงมีความสำคัญต่อทุกกิจการ ซึ่งเจ้าของกิจการควรเลือกระบบการบันทึกบัญชีให้สอดคล้องกับประเภทของกิจการด้วย เพื่อให้บรรลุวัตถุประสงค์ของการทำบัญชีโดยแท้จริงสำหรับกิจการนั้นๆ นั่นเอง

การทำบัญชีของธุรกิจเปิดใหม่

ก่อนเริ่มกิจการให้ระวังเรื่องการทำบัญชี ซึ่งรายการบัญชี คือการบันทึกเหตุการณ์ที่กิจการได้เกี่ยวข้องทางการเงินที่เกิดขึ้นเป็นประจำทุกวัน  ซึ่งเจ้าของกิจการรู้ดีที่สุดว่าได้จ่ายเงินให้ใคร เพื่ออะไร และจำนวนเงินเท่าไร โดยจะต้องมีการบันทึกด้วยความเข้าใจเพราะหากแค่จดๆไว้ไม่เป็นระเบียบก็ไม่สามารถนำข้อมูลมาใช้ได้ เพราะว่ากิจการที่เป็นนิติบุคคลจะต้องมีหน้าที่ส่งงบการเงินให้กับกระทรวงพาณิชย์ทุกๆ ปี หากงบเริ่มต้นวันที่ 1 มกราคม และสิ้นสุดวันที่ 31 ธันวาคม กิจการจะต้องนำส่งงบการเงินภายใน 150 วันของปีถัดไป  ซึ่งงบการเงินจะต้องได้รับการรับรองจากผู้สอบบัญชีภาษีอากร หรือผู้สอบบัญชีรับอนุญาต  และยังต้องเสียภาษีให้กรมสรรพากรสองครั้งต่อปี  ครั้งแรกคือจะต้องนำส่งภายในเดือนสิงหาคม ครั้งที่สองจะต้องส่งภายในเดือนพฤษภาคม ยกเว้นกิจการที่เพิ่งเริ่มเปิดเป็นปีแรกไม่ต้องนำส่งภาษีครึ่งปีในเดือนสิงหาคม

vertify

บัญชีร้านค้า

บัญชีร้านค้า

ปัจจุบันการทำธุรกิจเป็นเรื่องที่ง่ายในธุรกิจขนาดเล็ก โดยเฉพาะธุรกิจออนไลน์ซึ่งเป็นที่นิยมเป็นอย่างมาก เนื่องจากมีช่องทางการสื่อสารที่รวดเร็ว ไม่ต้องลงทุนมากในเรื่องของการสร้างหน้าร้าน และมีเครื่องมืออำนวยความสะดวกในการติดต่อสื่อสารกับลูกค้าได้ง่ายขึ้น
ซึ่งผู้ประกอบการเหล่านี้โดยส่วนใหญ่แล้ว หากยังไม่จดทะเบียนบริษัท ก็จะทำธุรกิจในรูปแบบของบุคคลธรรมดา และใช้การเสียภาษีโดยหักค่าใช้จ่ายในการคำนวณเงินได้สุทธิเพื่อเสียภาษีได้ 2 รูปแบบคือ อัตราเหมา หรือหักตามจริง หากผู้ประกอบธุรกิจท่านใดต้องการหักค่าใช้จ่ายตามจริง

Merchant account
Merchant account

กรมสรรพากรกำหนดให้ผู้ประกอบการที่ทำธุรกิจในรูปแบบบุคคลธรรมดาที่ไม่ได้จดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มจัดทำบัญชีแสดงรายได้และรายจ่ายประจำวัน
ด้วยเหตุนี้การทำบัญชีสำหรับร้านค้าจึงเป็นเรื่องที่จำเป็นอย่างมาก ซึ่งผู้ประกอบการขนาดเล็กหลายๆ รายอาจจะเข้าใจผิดคิดว่าการทำบัญชีนั้นมีไว้สำหรับบริษัทใหญ่หรือเพื่อร้านค้าทั่วไปอย่างเดียวเท่านั้น แต่ที่จริงแล้วพ่อค้าแม่ค้าออนไลน์ก็สามารถทำบัญชีให้กับร้านได้เหมือนกัน ซึ่งการทำบัญชีให้ร้านนั้นนอกจากจะเป็นการสรุปยอดขายและรายจ่ายในทุกๆ เดือนแล้ว ยังช่วยให้เรามีข้อมูลสรุปรายได้ที่ชัดเจนแน่นอนนอกเหนือจากตัวเลขที่ระบบของเว็บไซต์บันทึกเอาไว้อีกด้วย

การทำบัญชีร้านค้า มีหลักการ 3 ข้อง่าย ๆ ดังนี้

  1. ทำเอกสารให้อ่านง่ายและหมั่นบันทึกยอดรับ-จ่ายทุกวัน

การทำบัญชีทุกประเภท หากคุณทำบัญชีด้วยตัวเองอาจเลือกทำตารางในแบบที่เราเข้าใจง่าย เลือกดูข้อมูลได้ง่าย และยิ่งข้อมูลละเอียดเท่าไรก็ยิ่งทำให้เราสามารถสรุปรายการต่างๆ และมองเห็นความเคลื่อนไหวของตัวเลขสถิติของร้านได้ง่ายยิ่งขึ้น นอกจากนี้อย่าลืมบันทึกยอดรายรับและรายจ่ายของร้านทุกวันให้เป็นนิสัย โดยควรจดบันทึกเป็นประจำทุกวัน ไม่ควรมาจดย้อนหลังเพราะอาจทำให้เกิดความผิดพลาดของข้อมูลและตัวเลขได้

  1. ซื่อสัตย์กับตัวเองและจดบันทึกทุกครั้งที่งบประมาณของร้านมีการเคลื่อนไหว

หลายครั้งที่เจ้าของร้านมักจะชอบหยิบยืมหรือใช้เงินปนกันระหว่างเงินส่วนตัวและเงินของร้าน ด้วยเพราะคิดว่านั่นก็คือเงินของคุณ แต่อย่างไรก็ตามการนำเงินงบประมาณของร้านไปใช้อาจทำให้เมื่อถึงเวลาสรุปยอดประจำเดือนหรือประจำปี ตัวเลขรายรับรายจ่ายที่ได้อาจไม่ตรงกับความเป็นจริง เพราะฉะนั้นเพื่อป้องกันเหตุการณ์ดังกล่าว เราจึงต้องทำการจดบันทึกทุกครั้งที่นำเงินออกจากกองกลางของร้านไม่ว่าจะนำไปใช้จ่ายด้วยเหตุผลอะไรก็ตาม หากต้องการทำบัญชีอย่างถูกต้องและครบถ้วน ก็ต้องจดบันทึกรายการต่างๆ ด้วยความซื่อสัตย์

  1. สรุปยอดบัญชีทุกเดือนและทำสรุปรายปี

การสรุปยอดบัญชีทุกๆ เดือนจะทำให้เรามองเห็นภาพรวมรายรับและรายจ่ายของร้านค้าออนไลน์ของเรา นอกจากนี้ยังทำให้เมื่อถึงเวลาทำสรุปยอดรายปีก็สามารถรวบรวมข้อมูลและทำสรุปได้ง่ายขึ้นอีกด้วย

โดยรูปแบบของการทำตารางรายรับ-รายจ่ายสามารถทำได้ง่ายๆ ดังนี้

เริ่มต้นการสร้างตารางด้วย excel file หรือในสมุดจดโดย จะต้องมีส่วนประกอบสำคัญ  5  ส่วน  แบ่งเป็น

  • ส่วนที่ 1  ช่องวัน เดือน ปี   ให้เขียนวันที่มีรายการรับเงินและจ่ายเงิน
  • ส่วนที่ 2  ช่องรายการ   ให้บันทึกรายละเอียดของรายการรับเงิน และ รายการจ่ายเงินที่เกิดขึ้นประจำวัน
  • ส่วนที่ 3  ช่องรายรับ   ให้บันทึกจำนวนเงินที่ได้รับเข้ามา  เช่น  ขายสินค้า  , กู้ยืมเงิน  เป็นต้น
  • ส่วนที่ 4  ช่องรายจ่าย    แบ่งเป็น  รายจ่ายซื้อสินค้า และ รายจ่ายอื่นๆ
  • ส่วนที่ 5  ช่องลงยอดรวมรายเดือน ให้รวมเงินในแต่ละเดือนสิ้นเดือนให้รวมเงินที่ได้รับและจ่ายไป ในบันทึกรวมเขียนชื่อเดือนกำกับไว้  เมื่อลงรายการครบทุกช่องแล้ว  นำตัวเลขสรุปตอนสิ้นเดือนซึ่งนอกจากเราจะทราบรายได้  รายจ่าย  กำไร(ขาดทุน) ในแต่ละเดือนแล้วเรายังสามารถนำไปแสดงรายได้ในการยื่นเสียภาษีได้อย่างถูกต้อง สะดวก  รวดเร็ว  โดยให้รวมบัญชีเงินสด รับ-จ่าย สรุปยอดทุกเดือนตั้งแต่เดือน มกราคม – ธันวาคม นำไปยื่นแบบแสดงรายการภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาด้วยแบบ ภ.ง.ด.90 และรายรับครึ่งปี ตั้งแต่เดือน มกราคม – มิถุนายน  นำไปยื่นแบบแสดงรายการภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาด้วยแบบ ภงด.94  อย่าลืมเก็บเอกสารประกอบค่าใช้จ่ายบิล,ใบแจ้งหนี้ใบสำคัญจ่าย และเอกสารรับเงิน เช่น ใบเสร็จรับเงิน,ใบนำฝากธนาคาร,สำเนารายการเคลื่อนไหวบัญชีธนาคาร แยกเป็นหมวดหมู่รายเดือนให้เรียบร้อย

ดาวน์โหลด แบบฟอร์มบัญชีร้านค้า 

ระบบบัญชีคู่

ระบบบัญชีคู่

ระบบบัญชีคู่ (Double – entry bookkeeping or double – entry system) เป็นวิธีการบันทึกรายการบัญชีต่าง ๆ  

หลักๆประกอบด้วยไปด้วย  

    • สมุดรายวันทั่วไป  
    • สมุดบัญชีแยกประเภท  
    • เอกสารที่เกี่ยวข้อง 

การบันทึกบัญชีคู่

    • การบันทึกเหล่านี้มีระบบการและประเพณีปฏิบัติต่าง ๆ ใช้ได้กับจการขนาดเล็ก และ ขนาดใหญ่ เพื่อวัตถุประสงค์ในการเสนอรายงานทางการเงินได้ถูกต้องตามที่ควรและทันต่อเหตุการณ 
    • การบันทึกบัญชีตามระบบบัญชีคู่แต่ละรายการจะเกี่ยวข้องกับบัญชีสองด้าน คือ บันทึกด้านเดบิตบัญชีหนึ่ง และ บันทึกด้านเครดิตในอีกบัญชีหนึ่งด้วยจำนวนเงินที่เท่ากัน ทำให้เกิดการดุลขึ้นในตัวเอง  การจัดทำรายละเอียดของยอดบัญชีต่าง ๆ ประกอบกันเป็นยอดรวมทั้งสิ้น จึงออกมาเป็น “งบทดลอง 

ดังนั้น รายการค้าทุกรายการต้องบันทึกโดยเดบิตบัญชีหนึ่ง และเครดิตอีกบัญชีหนึ่งด้วยจำนวนเงินที่เท่ากันเสมอ เรียกว่า บัญชีนั้นได้ดุลกัน แต่ในบางครั้งรายการค้าที่เกิดขึ้นในเวลาเดียวกันมีหลายบัญชี อาจบัญชี อาจบันทึกบัญชีโดยเดบิตหรือเครดิตบัญชีหลายบัญชีรวมกันได้ เรียกว่า การรวมรายการ (Compound entry) แต่จำนวนเงินรวมของเดบิตและเครดิตจะต้องเท่ากันเสมอ นอกจากนั้นเมื่อบันทึกรายการค้าเรียบร้อยแล้วยอดคงเหลือของแต่ละบัญชีที่มียอดดุลเดบิต เมื่อนำมารวมกันจะเท่ากับยอดคงเหลือของแต่ละบัญชีที่มียอดดุลเครดิต ซึ่งเป็นไปตามหลักสมการบัญชีที่ว่า สินทรัพย์ เท่ากับ หนี้สินและทุนรวมกัน 

***หมายเหตุ หลักการบันทึกบัญชีหลักการบันทึกรายการทางบัญชี (Recording transaction) แบ่งเป็น 2 ระบบ คือ 1.ระบบบัญชีเดี่ยว 2.ระบบบัญชีคู่ 

เพิ่มเติม ระบบบัญชีเดี่ยว (Single – entrybookkeepingorsingle – entrysystem)

เป็นวิธีการบันทึกบัญชีเพียงด้านเดียวเท่านั้นคือ ด้านเดบิตหรือด้านเครดิต ระบบบัญชีเดี่ยวนี้จะบันทึกเฉพาะรายการในบัญชีเงินสด หรือ บัญชีที่สำคัญบางบัญชี เช่น บัญชีลูกหนี้หรือบัญชีเจ้าหนี้เท่านั้น โดยไม่ได้ใช้การบันทึกรายการตามระบบบัญชีคู่ที่ต้องบันทึกรายการบัญชีทั้งด้านเดบิตและเครดิต การบันทึกบัญชีตามระบบบัญชีเดี่ยวนี้นิยมใช้ในกิจการขนาดเล็กที่เจ้าของเป็นผู้ควบคุมและจดบันทึกเอง สำหรับธุรกิจขนาดย่อมขึ้นไปไม่ควรนำระบบบัญชีเดี่ยวมาใช้ เนื่องจากจะมีปัญหาในการเก็บรวบรวมข้อมูล การตรวจสอบความถูกต้องของข้อมูลทางการบัญชี และการจัดทำงบการเงิน 

ประวัติความเป็นมาของระบบบัญชี 

              การบัญชีเกิดขึ้นตั้งแต่สมัยสุเมเรียนในดินแดนเมโสโปเตเมีย ในช่วงแรกๆก็เป็นแค่การเก็บข้อมูลเกี่ยวกับปริมาณผลผลิตทางการเกษตร กับมูลค่าเหล่านั้น ส่วนวิชาการบัญชีที่มีพื้นฐานเหมือนกับระบบคณิตศาสตร์ (ระบบบัญชีคู่ ซึ่งหมายถึงการบันทึกข้อมูลทางด้านการเงินโดยมีการบันทึกทั้งด้านบวก (เดบิต หรืออาจเรียกว่าการบันทึกบัญชีทางด้านซ้าย) กับ ด้านลบ (เครดิต หรืออาจเรียกว่าการบันทึกบัญชีทางด้านขวา) โดยที่การบันทึกแต่ละครั้งจะต้องมียอดรวมด้านบวกรวมกับด้านลบเป็นศูนย์) เกิดขึ้นในประเทศอิตาลีก่อนปี ค.ศ. 1543 โดย Luca Pacioli ได้พิมพ์หนังสือชื่อว่า Vennice ซึ่งเป็นหนังสือเกี่ยวกับการบันทึกบัญชี โดยพื้นฐานของการบัญชีทั้งหมดมาจากสมการว่า “สินทรัพย์=หนี้สิน+ทุน” ส่วนรายได้และค่าใช้จ่ายถือเป็นส่วนหนึ่งของทุน 

การบัญชี แบ่งออกเป็น ยุค ตามระยะเวลาที่เปลี่ยนแปลงดังนี้ 

  1. ยุคก่อนระบบบัญชีคู่ เกิดขึ้นก่อน ค.ศ. 3000 ปี จนถึงศตวรรษที่ 13 มีการจดบันทึกข้อมูลทางบัญชี เนื่องจากการลงทุนในการค้า สภาพเศรษฐกิจและการเมืองจากระบบการแลกเปลี่ยนมาเป็นระบบการซื้อขาย และมีการพัฒนาทางเทคโนโลยี การจัดบันทึกข้อมูลทางบัญชีในยุคนี้ได้จดบันทึกไว้บนแผ่นขี้ผึ้ง 
  2. ยุคระบบบัญชีคู่ (Double Entry Book – keeping) ในปลายศตวรรษที่ 13 ในยุคนี้มีการลงทุนทางการค้าในรูปของการค้าร่วม หรือห้างหุ้นส่วน เริ่มมีการก่อตั้งธนาคารมีเรือใบในการขนส่งสินค้า และมีการพิมพ์หนังสือลงในกระดาษ ค.ศ. 1202 ได้ค้นพบการจัดบันทึกบัญชีตามหลักบัญชีคู่ทีสมบูรณ์ชุดแรก ที่เมืองเจนัว ประเทศอิตาลี ในปี ค.ศ. 1340 ซึ่งเป็นศูนย์กลางทางการค้า ต่อมาในศตวรรษที่ 15 อิตาลีเริ่มเสื่อมอำนาจลงศูนย์การค้าได้เปลี่ยนไปยังประเทศในยุโรป เช่น สเปน โปรตุเกส และเนเธอร์แลนด์การบันทึกข้อมูลทางบัญชีในยุคนี้ได้มีการหาผลการดำเนินงานเมื่อสิ้นงวดบัญชี 
  3. ยุคปัจจุบันในศตวรรษที่ 20 มีการปฏิวัติอุตสาหกรรมทำให้ความต้องการทางบัญชีมีมากขึ้น และวัตถุประสงค์ของข้อมูลทางบัญชีเปลี่ยนไปจากเดิมผู้บริหารเป็นผู้ใช้ข้อมูลมาเป็นผู้ลงทุนเจ้าหนี้ และรัฐบาลเป็นผู้ใช้ข้อมูลทางการบัญชี 

หลักการบันทึกบัญชีตามระบบบัญชีคู่

การบันทึกบัญชีตามระบบบัญชีคู่ของแต่ละหมวดบัญชี มีหลักดังนี้ 

  1. หมวดบัญชีสินทรัพย์ 
    รายการค้าใดที่วิเคราะห์แล้วมีผลทำให้สินทรัพย์เพิ่มขึ้นจะบันทึกไว้ทางด้านเดบิตส่วนรายการค้าใดที่วิเคราะห์แล้วมีผลทำให้สินทรัพย์ลดลงจะบันทึกไว้ทางด้านเครดิต
  2. หมวดบัญชีหนี้สิน 
    รายการค้าใดที่วิเคราะห์แล้วมีผลทำให้หนี้สินเพิ่มขึ้นจะบันทึกไว้ทางด้านเครดิตส่วนรายการค้าใดที่วิเคราะห์แล้วมีผลทำให้หนี้สินลดลงจะบันทึกไว้ทางด้านเดบิต
  3. หมวดบัญชีทุน 
    รายการค้าใดที่วิเคราะห์แล้วมีผลทำให้ทุนเพิ่มขึ้นจะบันทึกบัญชีไว้ทางด้านเครดิตส่วนรายการค้าใดที่วิเคราะห์แล้วมีผลทำให้ทุนลดลงจะบันทึกไว้ทางด้านเดบิต
  4. หมวดบัญชีรายได้ 
    จากการวิเคราะห์สมการบัญชี ถ้าบัญชีรายได้เพิ่มขึ้นมีผลทำให้บัญชีทุนเพิ่ม ดังนั้น การวิเคราะห์ยึดตามหลักหมวดบัญชีทุน กล่าวคือ ถ้ารายได้เพิ่มขึ้นจะบันทึกบัญชีด้านเครดิต ถ้ารายได้ลดลงจะบันทึกบัญชีทางด้านเดบิต
  5. หมวดบัญชีค่าใช้จ่าย 
    จากการวิเคราะห์สมการบัญชี ถ้าบัญชีค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้นมีผลทำให้บัญชีทุนลดลงดังนั้นหลักการวิเคราะห์ยึดตามหลักหมวดบัญชีทุนเช่นกัน กล่าวคือ ถ้าค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้นจะบันทึกทางด้านเดบิตถ้าค่าใช้จ่ายลดลงจะบันทึกทางด้านเครดิต 

ตัวอย่างการบันทึกระบบบัญชีคู่