ที่ดินสิ่งปลูกสร้าง

ภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง คือ ภาษีที่ผู้ครอบครองอสังหาริมทรัพย์ต้องเสียให้กับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) ไม่ว่าจะเป็นเจ้าของบ้าน ที่ดิน คอนโดมิเนียม หรือสิ่งปลูกสร้างใดๆ ทั้งที่ใช้ และไม่ได้ใช้ประโยชน์ โดยภาษีที่ได้รับการชำระนั้น จะนำเงินไปใช้พัฒนาท้องถิ่นของตนเอง

โดยภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างถูกประกาศเมื่อมีนาคม 2562 ที่ผ่านมา และมีผลบังคับใช้ตั้งแต่ 1 มกราคม 2563 เป็นต้นไป และยกเลิกภาษีโรงเรือนและภาษีบำรุงท้องที่ฉบับเก่าที่ใช้มานานหลายสิบปี โดยการชำระภาษีตามประกาศใหม่ครั้งแรกนี้ เลื่อนมาเดือน สิงหาคม 2563 จากเดิมต้องเสียภาษีภายในเดือนเมษายน 2563 

ผู้มีหน้าที่เสียภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง

  • เจ้าของที่ดิน / เจ้าของสิ่งปลูกสร้าง
  • เจ้าของห้องชุด
  • ผู้ครอบครองทรัพย์สิน หรือทำประโยชน์ในทรัพย์สินของรัฐ (ที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง)

บุคคลดังต่อไปนี้ มีหน้าที่ชำระภาษีแทนผู้เสียภาษี

  • ผู้จัดการมรดกหรือทายาท ในกรณีที่ผู้เสียภาษีถึงแก่ความตาย
  • ผู้จัดการทรัพย์สิน ในกรณีที่ผู้เสียภาษีเป็นผู้ไม่อยู่ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ว่าด้วยสาบสูญ
  • ผู้แทนโดยชอบธรรม ผู้อนุบาลหรือผู้พิทักษ์ ในกรณีที่ผู้เสียภาษีเป็นผู้เยาว์ คนไร้ความสามารถ หรือคนเสมือนไร้ความสามารถ แล้วแต่กรณี
  • ผู้แทนของนิติบุคคล ในกรณีที่ผู้เสียภาษีเป็นนิติบุคคล
  • ผู้ชำระบัญชี ในกรณีที่ผู้เสียภาษีเป็นนิติบุคคลเลิกกันโดยมีการช าระบัญชี
  • เจ้าของรวมคนหนึ่งคนใด ในกรณีที่ทรัพย์สินที่ต้องเสียภาษีเป็นของบุคคลหลายคนรวมกัน

ผู้มีหน้าที่จัดเก็บภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง

  • องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (เทศบาล กรุงเทพ และเมืองพัทยา)

อำนาจในการจัดเก็บภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง

  • คณะกรรมการวินิจฉัยภาษีที่ดินและ สิ่งปลูกสร้าง

5 ความหมายสำคัญที่ควรรู้!!

.ร.บ. ภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง พ.ศ. 2562 ตามมาตรา 5 ให้ความหมายของคำ

  • “ภาษี” หมายความว่า ภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง “ผู้เสียภาษี” หมายความว่า บุคคลธรรมดาหรือนิติบุคคลซึ่งเป็นเจ้าของที่ดินหรือสิ่งปลูกสร้าง หรือเป็นผู้ครอบครองหรือท าประโยชน์ในที่ดินหรือสิ่งปลูกสร้างอันเป็นทรัพย์สินของรัฐ ซึ่งเป็นผู้มีหน้าที่ เสียภาษีตามพระราชบัญญัตินี้ และให้หมายความรวมถึงผู้มีหน้าที่ช าระภาษีแทนผู้เสียภาษี ตามพระราชบัญญัตินี้ด้วย
  • “ที่ดิน” หมายความว่า พื้นดิน และให้หมายความรวมถึงพื้นที่ที่เป็นภูเขาหรือที่มีน้ำด้วย
  • “สิ่งปลูกสร้าง” หมายความว่า โรงเรือน อาคาร ตึก หรือสิ่งปลูกสร้างอย่างอื่น ที่บุคคล อาจเข้าอยู่อาศัยหรือใช้สอยได้ หรือที่ใช้เป็นที่เก็บสินค้าหรือประกอบการอุตสาหกรรมหรือพาณิชยกรรม และให้หมายความรวมถึงห้องชุดหรือแพที่บุคคลอาจใช้อยู่อาศัยได้หรือที่มีไว้เพื่อหาผลประโยชน์ด้วย
  • “ห้องชุด” หมายความว่า ห้องชุดตามกฎหมายว่าด้วยอาคารชุดที่ได้ออกหนังสือแสดงกรรมสิทธิ์ ห้องชุดแล้ว
  • “องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น” หมายความว่า เทศบาล องค์การบริหารส่วนตำบล กรุงเทพมหานคร เมืองพัทยา และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นอื่นตามที่มีกฎหมายจัดตั้ง แต่ไม่หมายความรวมถึง องค์การบริหารส่วนจังหวัด

ที่ดินและสิ่งปลูกสร้างที่ไม่ต้องเสียภาษี

ที่ดินหรือสิ่งปลูกสร้าง ที่ได้รับยกเว้นการจัดเก็บภาษี มีดังนี้

    • หน่วยงานของรัฐกิจการสาธารณะ
    • องค์การสหประชาชาติ ทบวงการชำนัญพิเศษขององค์การ (ดูสนธิสัญญา หรือความตกลงอื่นร่วมด้วย)
    • สถานทูตหรือสถานกงสุลของต่างประเทศ
    • สภากาชาดไทย
    • ศาสนสมบัติไม่ว่าของศาสนาใด สุสานสาธารณะ หรือฌาปนสถานสาธารณะ
    • มูลนิธิหรือองค์การหรือสถานสาธารณกุศลตามที่รัฐมนตรีว่าการ กระทรวงการคลังประกาศกำหนด
    • ส่วนกลางที่ใช้ประโยชน์ร่วมกันของเจ้าของอาคารชุด

ทั้งนี้ต้องเป็นทรัพย์สินที่ไม่ได้ใช้หาผลประโยชน์ 

อัตราภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง

อัตราภาษี

การจัดเก็บภาษีแบ่งได้ 4 ประเภท

  1. ที่ดินเกษตรกรรม (เพดานภาษี 15 %)
  2. ที่ดินอยู่อาศัย (เพดานภาษี 30 %)
  3. ที่ดินอื่น ๆ พาณิชยกรรม (เพดานภาษี 20 %)
  4. ที่ดินรกร้างไม่ใช้ประโยชน์ตามแต่สภาพ (เพดานภาษี 20 %)

ที่ดินหรือสิ่งปลูกสร้างใช้ประโยชน์ แบ่งออกเป็น 3 ประเภท

    • ที่ดินเกษตรกรรม (เพดานภาษี 15 %)
    • ที่ดินอยู่อาศัย (เพดานภาษี 30 %)
    • ที่ดินรกร้าง และที่ดินอื่น ๆพาณิชยกรรม (เพดานภาษี 20 %)
      • ที่ดินเกษตรกรรม   การทำนา ทำไร่ ทำสวน เลี้ยงสัตว์ เลี้ยงสัตว์น้ำ และกิจการอื่นตามหลักเกณฑ์ที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังและรัฐมนตรีว่าการ กระทรวงมหาดไทยร่วมกันประกาศกำหนด
      • ที่ดินอยู่อาศัย ให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์ที่รัฐมนตรีว่าการ กระทรวงการคลังและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยร่วมกันประกาศกำหนด
      • ที่ดินรกร้าง และที่ดินอื่น ๆ ให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์ที่กำหนดในกฎกระทรวง

ที่ดินหรือสิ่งปลูกสร้างไม่ใช่ประโยชน์  0.3% สูงสุดไม่เกิน 3 %

ที่ดินหรือสิ่งปลูกสร้างที่ทิ้งไว้ว่างเปล่าหรือไม่ได้ทำประโยชน์เป็นเวลา 3 ปีติดต่อกัน ในปีที่ 4 ให้เพิ่มขึ้น 0.3 % จากอัตราภาษีเดิมที่จัดเก็บ ในทุก 3 ปี แต่เสียรวมแล้วต้องไม่เกิน 3 %

กรณี มีที่ดิน หรือสิ่งปลูกสร้าง ใช้ประกอบเกษตรกรรม

บุคคลธรรมดา

ปี 2563-2565 ได้รับยกเว้น ไม่เสียภาษี

ปี 2566 เป็นต้นไป

มูลค่า (ล้านบาท)อัตรา (%)
0 – 50ได้รับยกเว้น
50 ขึ้นไปไม่เกิน 0.15
หรือตามที่พนักงานประเมิน

อื่น ๆ / นิติบุคคล

ปี 2563 และ ปี 2564

มูลค่า (ล้านบาท)อัตรา (%)
0 – 750.01
75 – 1000.03
100 – 5000.05
500 – 1,0000.07
1,000 ขึ้นไป0.10

ปี 2565 เป็นต้นไป

มูลค่า (ล้านบาท)อัตรา (%)
0 – ไม่จำกัดไม่เกิน 0.15
หรือตามที่พนักงานประเมิน

“ บุคคลธรรมดา ที่ทำเกษตรกรรม ไม่ต้องเสียภาษีภายใน 3 ปีแรก ตั้งแต่ประกาศกำหนด ส่วนในปีที่ 4 หากมีที่ดินมูลค่าเกิด 50 ล้านบาท ให้เสียภาษีในอัตราร้อยละ 0.15 ”

กรณี มีที่ดิน และสิ่งปลูกสร้าง ใช้เป็นที่อยู่อาศัย

บุคคลธรรมดา บ้านหลังหลัก ( มีชื่ออยู่ในทะเบียนบ้านตั้งแต่ 1 มกราคม ปีภาษี )

ปี 2563 และ ปี 2564

มูลค่า (ล้านบาท)อัตรา (%)
0 – 250.03
25 – 500.05
50 ขึ้นไป0.10

ปี 2565 เป็นต้นไป

มูลค่า (ล้านบาท)อัตรา (%)
0 – 50ยกเว้น
50 ขึ้นไปไม่เกิน 0.30
หรือตามที่พนักงานประเมิน

บุคคลธรรมดา บ้านหลังอื่น ๆ (ไม่มีชื่ออยู่ในทะเบียนบ้าน)

ปี 2563 และ ปี 2564

มูลค่า (ล้านบาท)อัตรา (%)
0 – 500.02
50 – 750.03
75 – 1000.05
100 ขึ้นไป0.10

       ปี 2565 เป็นต้นไป

มูลค่า (ล้านบาท)อัตรา (%)
0 – 50ยกเว้น
50 ขึ้นไปไม่เกิน 0.30
หรือตามที่พนักงานประเมิน

กรณี มีแต่สิ่งปลูกสร้าง ใช้เป็นที่อยู่อาศัย (ไม่มีที่ดินเป็นของตัวเอง)

บุคคลธรรมดา บ้านหลังหลัก ( มีชื่ออยู่ในทะเบียนบ้านตั้งแต่ 1 มกราคม ปีภาษี )

ปี 2563 และ ปี 2564

มูลค่า (ล้านบาท)อัตรา (%)
0 – 400.02
40 – 650.03
65 – 900.05
90 ขึ้นไป0.10

ปี 2565 เป็นต้นไป

มูลค่า (ล้านบาท)อัตรา (%)
0 – 10ยกเว้น
10 ขึ้นไปไม่เกิน 0.30
หรือตามที่พนักงานประเมิน

บุคคลธรรมดา บ้านหลังอื่น ๆ (ไม่มีชื่ออยู่ในทะเบียนบ้าน)

ปี 2563 และ ปี 2564

มูลค่า (ล้านบาท)อัตรา (%)
0 – 500.02
50 – 750.03
75 – 1000.05
100 ขึ้นไป0.10

ปี 2565 เป็นต้นไป

มูลค่า (ล้านบาท)อัตรา (%)
0 – 50ยกเว้น
50 ขึ้นไปไม่เกิน 0.30
หรือตามที่พนักงานประเมิน

กรณี มีที่ดินเชิงพาณิชย์ (นอกเหนือ เกษตกรรม และที่อยู่อาศัย)

ปี 2563 และ ปี 2564

มูลค่า (ล้านบาท)อัตรา (%)
0 – 500.30
50 – 2000.40
200 – 5000.50
500 – 1,0000.60
1,000 ขึ้นไป0.70

ปี 2565 เป็นต้นไป

มูลค่า (ล้านบาท)อัตรา (%)
0 – ไม่จำกัดไม่เกิน 1.20
หรือตามที่พนักงานประเมิน

กรณี มีที่ดินหรือสิ่งปลูกสร้างทิ้งไว้ว่างเปล่าไม่ได้ทำประโยชน์ (รกร้าง)

ปี 2563 และ ปี 2564

มูลค่า (ล้านบาท)อัตรา (%)
0 – 500.30
50 – 2000.40
200 – 5000.50
500 – 1,0000.60
1,000 ขึ้นไป0.70

ปี 2565 เป็นต้นไป

มูลค่า (ล้านบาท)อัตรา (%)
0 – ไม่จำกัดไม่เกิน 1.20
หรือตามที่พนักงานประเมิน

กรณีที่ดินที่ดินหรือสิ่งปลูกสร้างที่ทิ้งไว้ ว่างเปล่าหรือไม่ได้ทำประโยชน์เป็นเวลา 3 ปีติดต่อกกัน ในปีที่ 4 ให้เพิ่มขึ้นจากอัตราภาษีที่จัดเก็บ ในอัตราร้อยละ 3 ในทุก ๆ 3 ปี แต่เสียรวมแล้วต้องไม่เกินร้อย 3


ฐานภาษี

การคำนวณหามูลค่าของที่ดินหรือสิ่งปลูกสร้าง ใช้หลักเกณฑ์ ดังนี้

  1. ที่ดิน ให้ใช้ราคาประเมินทุนทรัพย์ที่ดินเป็นเกณฑ์ในการคำนวณ
  2. สิ่งปลูกสร้าง ให้ใช้ราคาประเมินทุนทรัพย์สิ่งปลูกสร้างเป็นเกณฑ์ในการคำนวณ
  3. สิ่งปลูกสร้างที่เป็นห้องชุด ให้ใช้ราคาประเมินทุนทรัพย์ห้องชุดเป็นเกณฑ์ในการคำนวณ

หากที่ดินหรือสิ่งปลูกสร้างที่ไม่มีราคาประเมินทุนทรัพย์ ให้ใช้ราคาตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขที่กำหนดในกฎกระทรวงประกาศและวิธีการตามเงื่อนไขที่กำหนดในกฎกระทรวง

มูลค่าของฐานภาษีที่ได้รับยกเว้น

  • ที่ดินหรือสิ่งปลูกสร้างที่เจ้าของเป็นบุคคลธรรมดาใช้ประโยชน์ใน การประกอบเกษตรกรรม ได้รับสิทธิยกเว้นไม่เกิน 50 ล้านบาท
  • ที่ดินและสิ่งปลูกสร้างที่เจ้าของเป็นบุคคลธรรมดาใช้เป็นที่อยู่อาศัย และมีชื่ออยู่ในทะเบียนบ้านวันที่ 1มกราคมของปีภาษี ได้รับยกเว้นไม่เกิน ได้รับสิทธิยกเว้นไม่เกิน 50 ล้านบาท
  • ในกรณีที่บุคคลธรรมดาเป็นเจ้าของสิ่งปลูกสร้าง แต่ไม่ได้เป็นเจ้าของที่ดิน และใช้สิ่งปลูกสร้าง ใช้เป็นที่อยู่อาศัย และมีชื่ออยู่ในทะเบียนบ้านวันที่ 1มกราคมของปีภาษี ได้รับสิทธิยกเว้นไม่เกิน 10 ล้านบาท

สิทธิลดหย่อยภาษี

  • ลดภาษี 50% ของจำนวนภาษีที่จะต้องเสีย สำหรับกรณีดังนี้
    • ที่ดินและสิ่งปลูกสร้างที่เจ้าของเป็นบุคคลธรรมดาได้มาจากมรดกโดยใช้เป็นที่อยู่อาศัยและมีชื่ออยู่ในทะเบียนบ้าน และต้องจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมเกี่ยวกับทรัพย์สินนั้นก่อนวันที่ 13 มีนาคม2562
    • ที่ดินที่เป็นที่ตั้งของโรงผลิตไฟฟ้ารวมถึงที่ดินและสิ่งปลูกสร้างอื่นที่ใช้ประโยชน์ เกี่ยวกับการผลิตไฟฟ้า
  • ลดภาษี 90% ของจำนวนภาษีที่จะต้องเสีย สำหรับกรณีดังนี้
    • ที่ดินหรือสิ่งปลูกสร้างที่เป็นอสังหาริมทรัพย์รอการขายของสถาบันการเงิน สถาบนั การเงิน เฉพาะกจิที่มีกฎหมายเฉพาะจัดตั้งขึ้นสถาบันการเงินประชาชน หน้าที่ 6 บริษัท บริหารสินทรัพย์ เป็นเวลาไม่เกิน 5 ปี นับจากวันที่อสังหาริมทรัพย์นั้นตกเป็นของหน่วยงาน
    • ที่ดินหรือสิ่งปลูกสร้างที่อยู่ระหว่างการพัฒนาเป็นโครงการจัดสรรเพื่ออยู่อาศัย หรืออุตสาหกรรม เป็นเวลาไม่เกิน 3 ปี นับแต่วันได้รับอนุญาตจัดสรรที่ดิน
    • ที่ดินหรือสิ่งปลูกสร้างที่อยู่ระหว่างการพัฒนาเป็นอาคารชุด เป็นเวลาไม่เกิน 3 ปี นับแต่วันได้รับอนุญาตก่อสร้าง
    • ที่ดินหรือสิ่งปลูกสร้างที่อยู่ระหว่างการพัฒนาเป็นนิคมอุตสาหกรรม เป็นเวลาไม่เกิน 3 ปี นับแต่วันได้รับอนุญาตจัดตั้งนิคมอุตสาหกรรม
    • ที่ดินหรือสิ่งปลูกสร้างที่ใช้ประโยชน์ในกิจการโรงเรียนเอกชน สถาบันอุดมศึกษา
    • ที่ดินหรือสิ่งปลูกสร้างที่ใช้เป็นนสถานบริการประชาชนทั่วไป เช่น ลานเล่นกีฬา สวนสัตว์ สวนสนุกที่ได้รับอนุญาตตามกฎหมาย

สถานที่ชำระภาษี

  • สำนักงานเทศบาล
  • องค์การบริหารส่วนตำบล
  • สำนักงานเขต กรุงเทพมหานคร
  • ศาลาว่าการเมืองพัทยา
  • องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นอื่นตามที่มีกฎหมายกำหนด

ให้ตรวจสอบพื้นที่เราว่าขึ้นกับหน่วยงานใด โดยชำระภาษีได้ที่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นนั้น ๆ

เบี้ยปรับและเงินเพิ่ม

  • กรณีไม่ได้จ่ายภาษีในเวลาที่กำหนด ให้เสียเบี้ยปรับ 40% ของจำนวนภาษีค้างชำระ ยกเว้นว่าได้จ่ายภาษีก่อนรับหนังสือแจ้งเตือน กรณีนี้จะเสียเบี้ยปรับ 10% ของจำนวนภาษีค้างชำระ
  • กรณีไม่ได้จ่ายภาษีในเวลาที่กำหนด แต่ต่อมาได้จ่ายภาษีภายในกำหนดเวลาของหนังสือแจ้งเตือน จะเสียเบี้ยปรับ 20% ของจำนวนภาษีค้างชำระ กรณีไม่ได้จ่ายภาษีในเวลาที่กำหนด ให้เสียเงินเพิ่มอีก 1% ต่อเดือนของจำนวนภาษีที่ค้างช าระ เศษของเดือนให้นับเป็น 1 เดือน แต่ไม่ต้องนำเบี้ยปรับมารวมคำนวณเพื่อเสียเงินเพิ่มด้วย

ระยะเวลาชำระภาษี

  • ปี 2563 : ภายในเดือนสิงหาคม
  • ปีต่อไป : ภายในเมษายนของทุกปี
Cost Village

การจัดเก็บค่าส่วนกลาง

ตามหลักเกณฑ์และวิธีการจัดเก็บค่าใช้จ่ายในการบำรุงรักษาและการจัดทำสาธารณูปโภค หากทางนิติบุคคลได้จัดทำ วิธีการ และ กำหนดอัตราค่าส่วนกลางสาธารณูปโภค เป็นที่เรียบร้อยแล้ว ก็ถึงเวลาจัดเก็บ และรับชำระค่าส่วนกลาง

การจัดเก็บค่าส่วนกลาง และค่าการบริหารค่าใช้จ่าย

กำหนดข้อความและสิ่งที่ต้องมี ดังนี้

  1. ให้ออกหลักฐานการชำระทุกครั้ง และ ต้องมีสำเนาอย่างน้อย 1 ฉบับ
  2. ชื่อของผู้รับชำระเงิน โดยอาจเป็น ชื่อหมู่บ้าน ชื่อนิติบุคคล หรือ ผู้มีหน้าที่รับผิดชอบในการจัดเก็บ
  3. วัน เดือน ปี ที่รับชำระ
  4. ชื่อผู้รับชำระ
  5. จำนวนเงินที่รับชำระ ที่เป็นตัวเลข และตัวอักษร
  6. ข้อความที่ระบุไว้ว่ารับชำระค่าส่วนกลางเดือนใดถึงเดือนใด
  7. ข้อความที่ระบุว่าเป็นค่าปรับ เนื่องจากจ่ายชำระล่าช้าต้องระบุให้ชัดเจน (ถ้ามี)
  8. ลายมือชื่อผู้รับ พร้อม ตราประทับของนิติบุคคลหมู่บ้าน (ถ้ามี)

*กรณีที่นิติบุคคลหมู่บ้าน มีนอกเนื่องมากกว่านี้ สามารถเพิ่มเติมได้ แต่ต้องไม่ขัดกับที่กำหนดไว้ข้างตน

ผู้ที่มีหน้าที่ในการจัดเก็บเงินค่าส่วนกลาง

ต้องมาจากการแต่งตั้งโดยคณะกรรมการบริหารนิติบุคคลภายในหมู่บ้าน โดยในที่ประชุมใหญ่เป็นผู้กำหนด

housing estate

การจัดตั้งนิติบุคคบหมู่บ้านจัดสรร

หมู่บ้านจัดสรรที่เกิดขึ้นมา หรือ หลังจาก ปีพ.ศ.2543 หากต้องการจะมีตังวตนทางกฎหมายในสังคมหมู่บ้านจัดสรร และจัดทำให้ถูฏต้องเป็นไปในทิศทางเดียวกัน ดังนั้น ผู้ออกกฎนั้น ได้มีการกำหนด พ.ร.บ.จัดสรรที่ดิน พ.ศ.2543 เพื่อความเข้าใจที่ตรงกันและ ต้องปฎิบัตืตาม แต่ในความเป็นจริงผู็คนที่อาศัยอยู่ในชุมชนมีความเห็นไม่ตรงกัน บ้างเห็นด้วย บ้างไม่เห็นด้วย กับการจัดตั้งเป็นนิติบุคคล เนื่องจาก การดำเนินการต่างๆ หลังจากการจดจัดตั้งเป็นนิติบุคคลแล้ว

การกระทำใดๆ ที่ขัดต่อข้อบังคับ หรือกฎที่กำหนดขึ้น ทำให้มีผลต่อกฎหมาย ทั้งบุคคลภายในและภายนอกทั้งสิ้น
การจัดตั้งนิติบุคคบหมู่บ้านจัดสรร จึงได้กำหนดให้ ผู็ซื้อที่ดินจัดสรรจำนวนไม่น้อยกว่ากึ่งหนึ่งของจำนวนแปลงย่อยตามแผนผังของโครงการ และมีมติให้จัดตั้ง และแต่งตั้งตัวแทนไปยื่นตคำขอจดทะเบียนต่อเจ้าหน้าพนักงานที่ดินจังหวัด หรือ สาขา พร้อมด้วยข้อบังคับที่กำหนดไว้

ข้อบังคับที่ต้องมี ดังนี้

  1. ชื่อนิติบุคคลหมู่บ้านจัดสรร
  2. วัตถุประสงค์
  3. ที่ตั้งสำนักงาน
  4. ข้อกำหนดเกี่ยวกับจำนวนกรรมการ การเลือกตั้ง วาระการดำรงตำแหน่งการพ้นจากตำแหน่งและการประชุมของคณะกรรมการหมู่บ้านจัดสรร
  5. ข้อกำหนดเกี่ยวกับการดำเนินงาน การบัญชี และการเงิน
  6. ข้อกำหนดเกี่ยวกับสิทธิและหน้าที่ของสมาชิก
  7. ข้อกำหนดเกี่ยวกับการประชุมใหญ่
การทำรายงาน

ตัวอย่างรายงาน การทำรายงาน

การทำรายงาน
การทำรายงาน

การเขียนรายงาน คือ การเขียนเสนอผลงานอันได้มาจากการศึกษาค้นคว้าพิเศษนอกเหนือจากเรื่องที่ได้ศึกษาในชั้นเรียนเพื่อส่งเสริมให้ผู้เรียนรู้จักแสวงหาความรู้ด้วยตนเอง การทำรายงานที่มีระบบ โดยทั่วไปมีขั้นตอน ดังนี้

  1. การกำหนดหัวข้อเรื่อง หัวข้อรายงานมีความสำคัญอย่างมากต่อความสำเร็จของการเขียนรายงาน จึงควรเลือกหัวข้อที่น่าสนใจ และมีความรู้ความสามารถในการหาแหล่งข้อมูล
  2. ขอบเขตของเรื่อง การเขียนรายงานต้องทำการกำหนดชอบเขตให้ครอบคลุมทุกข้อ ของรายงาน
  3. แหล่งข้อมูลหรือแหล่งความรู้ ผู้เขียนต้องสำรวจแหล่งความรู้ที่จะใช้ศึกษาค้นคว้า เช่น จากหนังสือ การสัมภาษณ์ผู้มีความรู้ การทำแบบสอบถาม

ตัวอย่างการเขียนรายงาน

การเขียนรายงาน
การเขียนรายงาน

การเขียนคำนำรายงาน

การเขียนคำนำรายงานในส่วนของย่อหน้าแรก เราควรเขียนเพื่อเกริ่นเนื้อเรื่องโดยยังไม่เข้าเนื้อเรื่อง แต่ควรพยายามพูดชักจูงให้ผู้อ่านสนใจหรือพูดที่มาที่ไปก่อน เพื่อให้ผู้อ่านอยากติดตามต่อ  ต่อมาควรกล่าวเริ่มเข้าเนื้อเรื่องของเราว่าเราจะทำรายงานเกี่ยวกับอะไร และมีเรื่องอะไรบ้างหรือพูดถึงเฉพาะเรื่องสำคัญๆ และตอนสุดท้ายก็ปิดท้ายว่าทำเพื่ออะไร เพื่อประโยชน์กับใครที่จะได้มาอ่าน บทความนี้
และอาจกล่าวขอบคุณอาจารย์ผู้สอนหรือผู้มีส่วนเกี่ยวข้องกับรายงาน และปิดท้ายด้วยการขอรับข้อเสนอแนะต่างๆ เพื่อให้รายงานดีขึ้น

ตัวอย่างการเขียนคำนำ

ลักษณะการเขียนคำนำรายงานที่ดี

  1. เขียนคำนำโดยการอธิบายความหมายของเรื่อง
  2. เขียนคำนำด้วยคำพังเพยหรือสุภาษิตที่เกี่ยวข้องกับเนื้อเรื่อง
  3. เขียนคำนำด้วยคำถามหรือปัญหาที่สนใจ
  4. เขียนคำนำโดยขึ้นต้นด้วยคำกล่าวของบุคคลสำคัญ
  5. เขียนคำนำด้วยการเล่าเรื่อง
  6. เขียนคำนำด้วยการกล่าวถึงใจความสำคัญของเรื่องที่เขียน
  7. เขียนคำนำด้วยการอธิบายชื่อเรื่อง
  8. เขียนคำนำด้วยคำกล่าวถึงจุดประสงค์ของเรื่องที่เขียน
  9. การอ้างอิงเนื้อเรื่อง

การเขียนรายงานเชิงวิชาการ

ความหมายของรายงานเชิงวิชาการ
รายงานเชิงวิชาการ หมายถึง เอกสารซึ่งเป็นผลจากการค้นคว้าเกี่ยวกับเรื่องใดเรื่องหนึ่งในทางวิชาการ โดยเรียบเรียงจากการเก็บข้อมูล การค้นคว้าข้อมูลสารสนเทศและประสบการณ์ต่าง ๆ มาเรียบเรียงอย่างมีแบบแผนที่สมบูรณ์และใช้เป็นหลักฐานอ้างอิงทางวิชาการได้
งานเขียนทางวิชาการมักจะเขียนอยู่ในรูปร้อยแก้วที่เป็นความเรียงในลักษณะการบรรยายหรืออธิบายความ มีการใช้ภาพ แผนภูมิ กราฟ ตารางและตัวเลขสถิติต่าง ๆ มาประกอบเพื่อช่วยให้ผู้อ่านเข้าใจเนื้อหา ที่เป็นนามธรรมได้ง่ายขึ้น

วัตถุประสงค์ และความสำคัญของรายงานทางวิชาการ

รายงานมีความสำคัญต่อผู้ศึกษา ดังต่อไปนี้

  1. ส่งเสริมสนับสนุนให้ผู้เรียนรู้จักวิธีการค้นคว้าหาความรู้ด้วยตนเอง ในเรื่องที่ สนใจได้อย่างกว้างขวางลึกซึ้ง
  2. ช่วยให้ผู้เรียนรู้จักแหล่งข้อมูลต่างๆ และเกิดทักษะรู้วิธีการค้นคว้ารวบรวมข้อมูลจากแหล่งข้อมูลนั้นๆ ได้อย่างถูกวิธี
  3. ช่วยฝึกทักษะด้านการอ่าน โดยอ่านได้เร็วอ่านแล้วสามารถจับใจความของเรื่องที่อ่านได้ สามารถสรุปได้ วิเคราะห์ได้ และจดบันทึกได้
  4. ช่วยฝึกทักษะทางด้านการเขียน สามารถสื่อความหมายโดยการเขียนได้อย่างมีประสิทธิภาพรู้ขั้นตอน รู้รูปแบบของการเขียนรายงานแล้วนำเอาหลักการและแบบแผนในการเขียนรายงานไปปรับใช้ในการเขียนงานทางวิชาการอื่นๆ ได้ เช่น ภาคนิพนธ์ สารนิพนธ์ วิทยานิพนธ์ ตำราเป็นต้น
  5. ช่วยฝึกทักษะทางด้านการคิด คือสามารถคิดวิเคราะห์เรื่องราวต่างๆ ได้ โดยใช้วิจารณญาณของตนเองแสดงความคิดเห็นอย่างมีเหตุผลโดยมีหลักฐานอ้างอิงแล้วรวบรวมเรียบเรียงข้อมูลความคิดที่ได้ให้เป็นเรื่องราวได้อย่างมีขั้นตอน มีระบบ เป็นระเบียบ
  6. สามารถเขียนรายงานประกอบการเรียนได้อย่างถูกต้องตามแบบแผนและเป็นพื้นฐานใน การศึกษาขั้นสูงต่อไป
  7. ใช้เป็นส่วนหนึ่งในการประเมินผลของแต่ละวิชา

ตัวอย่างการเขียนรายงานเชิงวิชาการ

การเขียนรายงานเชิงวิชาการ
การเขียนรายงานเชิงวิชาการ

การเขียนสารบัญ

วิธีการเขียน ให้เขียนหรือพิมพ์คาว่า “สารบัญ” ด้วยตัวอักษรตัวใหญ่ไว้กลางหน้ากระดาษห่างจากขอบบนลงมา มีลักษณะคล้ายโครงเรื่องอยู่หลังคำนำจัดทำเมื่อเขียนหรือพิมพ์รายงานเสร็จแล้ว เป็นหน้าที่บอก ชื่อตอน บท หัวข้อใหญ่หรือ หัวข้อย่อยเรียงตามลำดับเนื้อหาในเล่ม มีเลขหน้าเริ่มต้นกำกับอยู่ด้านขวามือ

ตัวอย่างการเขียนสารบัญ

ตัวอย่างการเขียนสารบัน

การเขียนรายงาน กศน.

ตัวอย่างของ ศูนย์การศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัยเขตจตุจักร
ส่วนประกอบของรายงาน

  1. หน้าปก
  2. คำนำ
  3. สารบัญ
  4. เนื้อหาสาระ 15-20 หน้า กระดาษ
  5. สรุป 1หน้ากระดาษง
  6. เอกสาร/แหล่งข้อมูลอ้างอิง

ตัวอย่างเกณฑ์การให้คะแนนรายงาน

  1. มีส่วนประกอบของรายงานครบถ้วน  1 คะแนน
  2. สะอาด และ เป็นระเบียบเรียบร้อย  2 คะแนน
  3. ข้อมูลเนื้อหาสาระตรงตามเรื่อง มีรูปภาพประกอบหรือตารางตามความเหมาะสม 5 คะแนน
  4. เขียนถูกต้องตามอักขระ  2 คะแนน

ตัวอย่างรูปแบบการเขียนรายงาน

ตัวอย่างการเขียนรายงาน กศน.
ตัวอย่างการเขียนรายงาน กศน.

หน้าปกรายงาน

ตัวอย่าง-หน้าปกรายงาน
ตัวอย่าง-หน้าปกรายงาน

หน้าปกรายงานเป็นส่วนประกอบหนึ่งของการทำรายงาน เป็นสิ่งที่ขาดไม่ได้โดยเด็ดขาด และการทำปกรายงานถือเป็นด่านแรกที่จะทำให้งานที่อยู่ภายในเป็นที่สนใจแก่ผู้อ่าน เนื่องจากเป็นสิ่งแรกที่ดึงดูดสายตาได้ดีที่สุด 

หน้าปกรายงาน แบ่งออกเป็น 2 ส่วน

  • ส่วนปกด้านนอก ประกอบด้วย
    1. ปกหน้า และปกหลัง
    2. ชื่อเรื่องที่ต้องการนำเสนอ
    3. ชื่อ นามสกุลผู้จัดทำ ผู้แต่ง (หากแต่งหลายคนให้เรียงลำดับลงมา)
  • ส่วนปกด้านใน คือหน้าที่อยู่ถัดจากด้านนอก ให้รายละเอียดเกี่ยวกับข้อมูลทางบรรณณุกรมของรายงานโดยแบ่งเป็น 3 ส่วน คือ
    1. ส่วนบน
    2. ส่วนกลาง
    3. ส่วนล่างvertify