081 931 8761 9622104@gmail.com
วัดไชยศรี

วัดไชยศรี

เวลาเปิดบริการ 24 Hourตั้งอยู่จังหวัด ขอนแก่น
วัดไชยศรีตั้งอยู่ที่บ้านสะวี ห่างจากตัวเมืองขอนแก่นประมาณ 20 กิโลเมตร สร้างขึ้นเมื่อปี พ.ศ.2408
สิ่งที่น่าสนใจคือภาพจิตรกรรมฝาผนังที่ดูสวยงามแปลกตาฝีมือนายทอง ทิพย์ชา ช่างพื้นบ้านชาวมหาสารคาม ภาพจิตรกรรมที่วัดนี้จะเขียนทั้งภายในและภายนอกสิม(โบสถ์) สิ่งที่สะดุดตาอันดับแรกคือการใช้สี ช่างจะเขียนด้วยสีฝุ่นโทนสีคราม เหลือง ขาว มองสบายตา ลักษณะการเขียนภาพเน้นสัดส่วนที่เกินจริง อารมณ์ของภาพดูสนุกสนาน ตัวละครจะออกท่าทางโลดโผน เรื่องราวที่เขียนบนฝาผนังด้านนอกเป็นรูปนรกแปดขุม ภาพพระเวสสันดร นิทานพื้นบ้านเรื่องสังข์สินไชย ภาพทวารบาล ส่วนด้านในจะเล่าเรื่องพุทธประวัติ มีภาพเทพ มนุษย์และสัตว์ต่างๆ แต่ปรกติวัดในต่างจังหวัดยังคงเคร่งตามประเพณีเดิม คือผู้หญิงไม่สามารถเข้าไปภายในโบสถ์ได้ ซึ่งวัดไชยศรีก็เป็นวัดหนึ่งที่ยังรักษาธรรมเนียมนี้อยู่ลักษณะทางสถาปัตยกรรมของสิมโบราณ เดิมเป็นหลังคาแบบอีสานคือมีปีกยื่น ต่อมาหลังคาชำรุดชาวบ้านจึงร่วมกันปฏิสังขรณ์ใหม่เป็นแบบรัตนโกสินทร์ซึ่งไม่สามารถกันแดดกันฝนได้ทั่วถึงจึงทำให้ภาพจิตรกรรมที่ผนังด้านนอกเลือนไปบ้างแต่อย่างไรก็ดีกรมศิลปากรก็ได้เข้ามาต่อเติมปีกด้านข้างของโบสถ์แล้ว นอกจากนั้นยังยกพื้นขึ้นเพื่อป้องกันน้ำกัดเซาะฐานด้วย
จุดเด่นของวัดคือมีภาพเขียนสี คนอีสานเรียกว่า ฮูปแต้ม และสิม(โบสถ์) **ซึ่งสตรีห้ามเข้าโบสถ์ นอกจากโบสถ์แล้วก็ยังมีพิพิธภัณฑ์พื้นบ้านอีสานภายในวัด รวบรวมข้าวของเครื่องใช้ตั้งแต่สมัยโบราณที่ใช้กันจริงเมื่อก่อน
การเดินทาง ไปตามถนนมะลิวัลย์สายขอนแก่น-ชุมแพ ถึงกิโลเมตรที่ 14 แล้วเลี้ยวขวาไปตามเส้นทางหมู่บ้านสาวะถี ผ่านบ้านม่วงรวมระยะทางประมาณ 7 กิโลเมตร เป็นทางลูกรังประมาณครึ่งหนึ่ง แต่ถ้าจะไปโดยทางลาดยางตลอดต้องอ้อมเล็กน้อยผ่านบ้านม่วง บ้านโคกล่าม บ้านหนองตาไก้ บ้านม่วงโป้ บ้านโนนกู่และเข้าสู่บ้านสาวะถี

พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ ปราจีนบุรี

พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ ปราจีนบุรี

เวลาเปิดบริการ 09.00 – 16.00ตั้งอยู่จังหวัด ปราจีนบุรี

วัตถุโบราณจำนวนมากบางครั้งก็เล่าเรื่องราวทางประวัติศาสตร์และงานศิลปะในสมัยนั้นๆ ได้อย่างน่าสนใจ โดยเฉพาะที่พิพิธภัณฑ์สถานแห่งชาติปราจีนบุรีเป็นอีกหนึ่งสถานที่ท่องเที่ยวเชิงการศึกษาที่ก่อตั้งเป็นศูนย์รวมของโบราณวัตถุในภูมิภาคตะวันออกและจังหวัดใกล้เคียง เช่น ปราจีนบุรี สระแก้ว นครนายก ฉะเชิงเทรา ชลบุรี จันทบุรี ตราดและระยอง โดยเน้นการจัดแสดงที่เมืองศรีมโหสถเป็นสำคัญ ภายในอาคารจัดแสดงแบ่งออกเป็น 2 ชั้น บริเวณชั้นล่างจัดแสดงประวัติศาสตร์โบราณคดีของเมืองปราจีนบุรี โบราณคดีเมืองนครนายกและนิทรรศการพิเศษ ส่วนชั้นบนจัดแสดงศิลปะโบราณคดีในประเทศไทย โบราณคดีก่อนประวัติศาสตร์ในภาคตะวันออก โบราณคดีใต้น้ำรวมทั้งเครื่องถ้วยสังคโลกที่พบใต้ทะเลจากบริเวณเกาะคราม จังหวัดชลบุรี และนิทรรศการชั่วคราว โบราณวัตถุส่วนใหญ่ของที่นี่ได้มา จากเมืองโบราณสมัยทวารวดี ซึ่งปัจจุบันนับว่าหาชมได้ยากยิ่ง เช่น พระพุทธรูป เทวรูปเคารพในศาสนาฮินดู ศิวลึงค์ ทับหลัง เครื่องใช้สำริด แสดงให้เห็นถึงศิลปะสมัยต่างๆ ตั้งแต่สมัยก่อนประวัติศาสตร์ต่อเนื่องจน ถึงสมัยรัตนโกสินทร์ช่วงสมัยรัชกาลที่ 5 เพื่อประโยชน์ในการศึกษาเปรียบเทียบ นอกจากนั้นยังมีพื้นที่ส่วนหนึ่งสำหรับจัดนิทรรศการชั่วคราวในโอกาสต่าง ๆ อีกด้วย

สอบถามเพิ่มเติม โทร.0 3721 1586

วัดถ้ำป่าอาชาทอง

วัดถ้ำป่าอาชาทอง

เวลาเปิดบริการ 05.00 – 17.00ตั้งอยู่จังหวัด เชียงราย

จากเอกลักษณ์ของการขี่ม้าบิณฑบาตรของพระครูบาเหนือชัย โฆสิโต เจ้าอาวาสวัดถ้ำป่าอาชาทอง ทำให้ท่านเป็นที่กล่าวขานในหมู่ชาวบ้านที่เลื่อมใส ชื่อของท่านจึงเริ่มเป็นที่รู้จักและเพราะความพิเศษ ไม่เหมือนใครเช่นนี้นี่เอง วัดถ้ำป่าอาชาทอง จึงกลายเป็นหนึ่งในอันซีนไทยแลนด์ที่นักท่องเที่ยว ต้องแวะมาชมเมื่อมาเยือนเชียงราย และการขี่ม้าบิณฑบาตรได้กลายเป็นวัตรปฏิบัติของภิกษุสงฆ์ประจำวัดแห่งนี้ ซึ่งทุกเช้าเหล่าภิกษุจากวัดถ้ำป่าอาชาทองจะนั่งบนหลังม้าอย่างสง่างาม เดินทางมารับบาตรจากชาวบ้าน ในหมู่บ้านที่อยู่ห่างไกลหลายกิโลเมตร ทั้งยังมีเส้นทางเป็นภูเขาสูงที่ทำให้การเดินทางยากลำบาก แต่การขี่ม้าก็สามารถนำพาไปได้ทุกที่

 

อย่างไรก็ตาม วัดถ้ำป่าอาชาทองนั้นเกิดจากความตั้งใจอันแน่ว ของพระครูบาเหนือชัยที่ต้องการเผยแผ่พระพุทธศาสนาในพื้นที่ทุรกันดาร ท่านจึงพยายามส่งเสริม ให้ชาวบ้านส่งลูกหลานมาบวชเรียนที่นี่ และในส่วนของกิจกรรมที่นิยมในหมู่นักท่องเที่ยวคงหนีไม่พ้น การทำบุญตักบาตรที่ลานพระแก้วในตอนเช้าเวลา 7.00-7.30 น. และหากใครไม่ได้นำของมา ทางวัดยังมีของสำหรับใส่บาตรจำหน่ายให้นักท่องเที่ยวด้วยเช่นกัน จากนั้นชวนกันผ่อนคลายไปกับบรรยากาศอันร่มรื่นภายในวัด ชมโรงเลี้ยงม้า นั่งจิบกาแฟยามเช้า และสนทนาธรรมกับครูบาเหนือชัย ก็น่าจะเป็นการเริ่มต้นเช้าวันใหม่ที่สดใสทีเดียว สอบถามเพิ่มเติมได้ที่สมาคมท่องเที่ยวเชียงราย โทร. 0 5371 5690

 

 

พิพิธภัณฑ์พื้นบ้านวัดม่วง

พิพิธภัณฑ์พื้นบ้านวัดม่วง

เวลาเปิดบริการ 09.00 – 16.00ตั้งอยู่จังหวัด ราชบุรี

แหล่งรวบรวมความรู้และภูมิปัญญาพื้นบ้านของชาวมอญที่อพยพเข้ามาตั้งรกรากบริเวณนี้ตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยา ที่สามารถพาผู้สนใจเข้าไปสัมผัสวัฒนธรรมและวิถีชีวิตของชาวมอญในทุกมิติ โดยพิพิธภัณฑ์แห่งนี้จัดตั้งขึ้นเนื่องในวโรกาสมหามงคลสมัย เฉลิมพระชนมพรรษา 5 รอบของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ ในวันที่ 12 สิงหาคม พ.ศ.2535 โดยได้รับพระราชทานคำแนะนำจากสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ชาวบ้านวัดม่วงจึงร่วมมือกับทางมหาวิทยาลัยศิลปากร รวบรวมและจัดแสดงโบราณวัตถุ เครื่องมือเครื่องใช้ต่างๆ ตามวิถีมอญ และในที่สุด สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เสด็จพระราชดำเนินทรงเปิดพิพิธภัณฑ์เมื่อวันที่ 23 กุมภาพันธ์ พ.ศ.2536 นอกจากนี้ตัวพิพิธภัณฑ์ ยังตั้งอยู่ภายในวัดม่วง ซึ่งเป็นวัดมอญเก่าแก่ที่สันนิษฐานว่าสร้างขึ้นมาตั้งแต่สมัยอยุธยา โดดเด่น ด้วยศิลปะมอญตั้งแต่องค์พระเจดีย์ทรงกลมแบบมอญ และเจดีย์พระประธานนั้นมีขนาดใหญ่กว่ากำแพงแก้ว องค์ระฆังมีรูปทรงคล้ายจอมแหตกแต่งด้วยลวดลายปูนปั้นสังวาลและการทาสีส่วนยอดเป็นปล้องไฉนขนาดใหญ่ปลียอดมีลวดลายปูนปั้นประดับบนสุดมีฉัตรโลหะปักอยู่ ส่วนด้านหน้าพระอุโบสถประดับด้วยหงส์คู่  นับเป็นอีกแหล่งเรียนรู้ศิลปวัฒนธรรมมอญให้กับผู้ที่สนใจได้เป็นอย่างดี

 

 

เปิดให้เข้าชมทุกวันตั้งแต่เวลา 09.00–16.00 น.

 

สอบถามเพิ่มเติมได้ที่โทร.+668 6004 0786 (คุณสอางค์พรหมอินทร์), +668 9885 8817, +66 3237 2548

วัดบัวขวัญ

วัดบัวขวัญ

เวลาเปิดบริการ 08.30 – 16.30ตั้งอยู่จังหวัด ปทุมธานี

วัดบัวขวัญ เป็นวัดที่มีประวัติความเป็นมาตั้งแต่สมัยเป็นสำนักสงฆ์ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ 5) ปัจจุบันเป็นพระอารามหลวงชั้นตรี ชนิดสามัญ
วัดบัวขวัญเดิมเป็นเพียงสำนักสงฆ์ แต่ต่อมาเมื่อมีพระสงฆ์มาจำพรรษาและปฏิบัติสังฆกรรมมากขึ้น จึงได้รับการพัฒนาขึ้นมาเป็นวัดเมื่อวันที่ 24 มิถุนายน พ.ศ. 2435 มีนามว่า “วัดสะแก” โดยมีพระครูปรีชาเฉลิมจากวัดเฉลิมพระเกียรติวรวิหารเป็นผู้เริ่มสร้างวัด และเป็นเจ้าอาวาสในช่วงแรก
พ.ศ. 2491 พระอธิการพยุง จัตตมโล จากวัดกำแพง ได้รับนิมนต์จากชาวบ้านให้มาเป็นเจ้าอาวาส เนื่องจากการมรณภาพของอดีตเจ้าอาวาส จากนั้นจึงได้มีการบูรณปฏิสังขรณ์เรื่อยมา กระทั่งมีผู้มีจิตศรัทธานามว่า นายบัว ฉุนเฉียว บริจาคที่ดินให้กับวัด ซึ่งในเวลาต่อมาจึงได้เปลี่ยนนามมาเป็น วัดบัวขวัญ เพื่อเป็นเกียรติแก่ผู้บริจาคที่ดิน และได้รับพระราชทานวิสุงคามสีมาเมื่อวันที่ 24 มกราคม พ.ศ. 2506 โดยมีพระอธิการพยุง จัตตมโล เป็นเจ้าอาวาสถึงปี พ.ศ. 2520 และพระอธิการบุญช่วย ปุญญคุตโต ดำรงตำแหน่งเจ้าอาวาสถึงปี พ.ศ. 2535
พระมหาไสว สุขวโร (ป.ธ.4) ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดบางแพรกเหนือ ได้มาดำรงตำแหน่งเจ้าอาวาสเมื่อปี พ.ศ. 2537 โดยได้รับพระราชทานสมณศักดิ์เป็นพระราชาคณะชั้นสามัญที่ “พระโสภณสุตาลังการ” ถึงปัจจุบัน และได้พัฒนาวัดบัวขวัญทั้งในด้านถาวรวัตถุ ปรับปรุงภูมิทัศน์ ตลอดทั้งให้ความสำคัญด้านการศึกษาพระธรรม กระทั่งเป็นโรงเรียนพระปริยัติธรรมแผนกบาลีประจำจังหวัดนนทบุรี แห่งที่ 1 และยังเป็นสถานที่ปฏิบัติธรรมสำหรับอุบาสกอุบาสิกาในทุกวันสำคัญ และให้ความสำคัญทางการศึกษาโดยเปิดเป็นสถานที่เรียน ก.ศ.น. อีกทั้งยังมีการจัดกิจกรรมสำหรับพุทธศาสนิกชนและประชาชนทั่วไปเมื่อถึงวันสำคัญทางศาสนาและวันนักขัตฤกษ์เรื่อยมา
วัดบัวขวัญได้รับการพระราชทานพระบรมราชานุญาตสถาปนาเป็น พระอารามหลวงชั้นตรี ชนิดสามัญ เมื่อวันที่ 29 มิถุนายน พ.ศ. 2551 และในวันที่ 14 ธันวาคม พ.ศ. 2555 “พระโสภณสุตาลังการ” เจ้าอาวาสวัดบัวขวัญ ได้รับพระบัญชาสมเด็จพระสังฆราช แต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งรองเจ้าคณะจังหวัดนนทบุรี

ศาลพระแม่ย่า

ศาลพระแม่ย่า

เวลาเปิดบริการ 06.00 – 06.00ตั้งอยู่จังหวัด สุโขทัย

เมื่อความผูกพันของชาวสุโขทัยกับพ่อขุนรามคำแหงมหาราชไม่เคยจืดจางลงแม้วันเวลาล่วงผ่านไปเนิ่นนานเท่าใด และศาลแห่งนี้คือประจักษ์พยานเรื่องราวความผูกพันนั้น โดยเป็นที่ประดิษฐานดวงพระวิญญาณของ พ่อขุนรามคำแหงมหาราชและเทวรูปพระแม่ย่า ซึ่งทำด้วยศิลาสลักแบบเทวรูปซึ่งมีพระพักตร์ยาว พระหนุเสี้ยม พระเกตุมาลายาวประดับเครื่องทรงแบบนางพญา มีความสูง 1 เมตร สันนิษฐานว่าศาลแห่งนี้สร้างในสมัย พ่อขุนรามคำแหงมหาราช เพื่ออุทิศให้กับนางเสือง ผู้เป็นพระมารดา เหตุที่เรียกว่า “พระแม่ย่า” เพราะพ่อขุนรามคำแหงมหาราชทรงเรียกมารดาว่า “พระแม่” และชาวเมืองสุโขทัยเคารพพ่อขุนรามคำแหงมหาราช ดุจดั่งบิดา จึงเรียกพระมารดาของพระองค์ว่า “พระแม่ย่า” ตามไปด้วย เดิมศาลพระแม่ย่านั้นประดิษฐาน อยู่บนเขาพระแม่ย่า ต่อมาชาวสุโขทัยได้อัญเชิญมาประดิษฐานที่เมืองใหม่ และสร้างศาลขึ้นที่หน้าศาลากลางจังหวัด โดยราวๆ ปลายเดือนกุมภาพันธ์ของทุกปี มีการจัดงานเฉลิมฉลองที่ศาลพระแม่ย่าแห่งนี้ที่เรียกกันว่า “งานพระแม่ย่า”

ที่ตั้ง : ตั้งอยู่หน้าศาลากลางจังหวัดสุโขทัย ถนนนิกรเกษม ริมแม่น้ำยม