Close bank account

 

รายงานการประชุม

ประชุม ปิดบัญชี ธนาคาร
ประชุม ปิดบัญชี ธนาคาร

บริษัท………………………………………………………………………จำกัด

ประชุม ณ สำนักงานบริษัท

ประชุม ณ สำนักงานบริษัท เลขที่…………………………………………………………………………………………………………

ผู้เข้าร่วมประชุมประกอบด้วย

  1. ……………………………………………………………….         ประธานที่ประชุม
  2. ………………………………………………………………          กรรมการ
  3. ……………………………………………………………..           กรรมการ

โดย……………………………….ทำหน้าที่ประธานที่ประชุม ได้เปิดการประชุมตามวาระ ดังนี้

    • วาระที่ 1 ……………………………………………………
    • วาระที่ 2 …………………………………………………… 

ลงชื่อ…………………..

             ……………..

receiving table

การทําบัญชีรายรับ-รายจ่ายการบันทึกรายรับ-รายจ่าย

หมายถึง การจดบันทึกรายการข้อมูลด้านการเงินของการปฏิบัติงานทั้งที่เกี่ยวข้องกับรายการที่รับเข้ามาและรายการที่ต้องจ่ายออกไป เพื่อให้มีข้อมูลที่เกี่ยวข้องด้านการเงินตลอดจนผลของการดำเนินงานนั้นไว้ว่าคงเหลือเงินหรือไม่ จำนวนเท่าไรและ เปรียบเทียบผลการดำเนินกิจการว่าได้กำไรหรือขาดทุน ซึ่งการบันทึก รายการรับจ่าย เป็นพื้นฐานขั้นต้นของการจัดการด้านการเงินเพื่อใช้ใน การวางแผน การควบคุมการใช้เงินให้เกิดประโยชน์

วิธีทำรายรับรายจ่ายประจำเดือน คลิก!!

ตรางรายรับรายจ่าย

download form

เอกสารทางบัญชี

ดาวน์โหลดแบบฟอร์ม

แบบฟอร์ม เอกสารประกันสังคม


หนังสือสัญญา เอกสารยินยอม


เอกสารกรมสรรพากร

หมวดชื่อเอกสารชื่อภาษาอังกฤษ
ใบ AEจ่ายเงินมัดจำDesposit Paymentดาวน์โหลด
ใบ AIรับเงินมัดจำDeposit Receiveดาวน์โหลด
ใบ BDฝากเงินสดเข้าธนาคารCash Depositดาวน์โหลด
ใบ BQใบนำฝากเช็คCheque Depositดาวน์โหลด
ใบ BQใบขายลดเช็คDiscounting Chequeดาวน์โหลด
ใบ BRใบรับวางบิลA/R Bill Collection Listดาวน์โหลด
ใบ BSใบวางบิลA/P Bill Collection Listดาวน์โหลด
ใบ BTโอนเงินระหว่างธนาคารBank Transferดาวน์โหลด
ใบ BUรับดอกเบี้ยธนาคารInterest Incomeดาวน์โหลด
ใบ BVจ่ายค่าดอกเบี้ยInterest Expensesดาวน์โหลด
ใบ BVจ่ายค่าธรรมเนียมBank Chargesดาวน์โหลด
ใบ BWถอนเงินสดจากธนาคารCash Withdrawalดาวน์โหลด
ใบ CAเพิ่ม/ลดต้นทุนสินค้าCost Adjustmentดาวน์โหลด
ใบ CAปรับค่าขนส่งสินค้าFreight Adjustmentดาวน์โหลด
ใบ CAปรับปรุงค่าประกันภัยInsurance Adjustmentดาวน์โหลด
ใบ CNใบลดหนี้/รับคืนSales Returns and Allowancesดาวน์โหลด
ใบ CPใบเพิ่มหนี้(ของเจ้าหนี้)A/P Credit Noteดาวน์โหลด
ใบ DNใบลดหนี้/ส่งคืนPurchase Returns and Allowancesดาวน์โหลด
ใบ DPจ่ายคชจ.จากเงินทดรองจ่ายย่อยDisbursement from Petty Cashดาวน์โหลด
ใบ DRใบเพิ่มหนี้(ลูกหนี้)A/R Debit Noteดาวน์โหลด
ใบ HPซื้อเงินสดCash Purchaseดาวน์โหลด
ใบ HSขายเงินสดCash Salesดาวน์โหลด
ใบ IVขายเชื่อCredit Salesดาวน์โหลด
ใบ JUปรับปรุงเพิ่ม/ลดสินค้าQuantity Adjustmentดาวน์โหลด
ใบ JUรับ ส/ค สำเร็จรูปจากการผลิตFinished Goods from Processดาวน์โหลด
ใบ JUปรับปรุงจากการตรวจนับPhysical Count Adjustmentดาวน์โหลด
ใบ OEบันทึกค่าใช้จ่ายอื่นๆOther Expressดาวน์โหลด
ใบ OIบันทึกรายได้อื่นๆOther Incomeดาวน์โหลด
ใบ OUจ่ายสินค้าใช้ภายในInternal Issueดาวน์โหลด
ใบ OUจ่ายวัตถุดิบเพิ่มการผลิตMaterial Issue for Processingดาวน์โหลด
ใบ OUจ่ายสินค้าเป็นตัวอย่างIssue for Sampleดาวน์โหลด
ใบ OUตัดสินค้าชำรุดใบสั่งซื้อDefect Stockดาวน์โหลด
ใบ POใบสั่งซื้อPurchase ordersดาวน์โหลด
ใบ PSจ่ายชำระหนี้Paymentsดาวน์โหลด
ใบ QPถอนเงินสดด้วยเช็คCheque Withdrawalดาวน์โหลด
ใบ QTใบเสนอราคาQuoteดาวน์โหลด
ใบ REรับชำระหนี้Receiptดาวน์โหลด
ใบ RLโอนย้ายระหว่างคลังRelocate Stockดาวน์โหลด
ใบ RRซื้อเงินเชื่อCredit Purchaseดาวน์โหลด
ใบ SOใบสั่งขายSales Ordersดาวน์โหลด
ใบ VRเบิกชดเชยเงินทดรองจ่ายย่อยReimburse Petty Cashดาวน์โหลด
ดาวน์โหลด
สำนักงานบัญชี

สำนักงานบัญชี บริษัทที่จดจัดตั้งขึ้นมา เพื่อบริการ ดูแลบัญชีให้แก่ผู้ประกอบการที่ทำธุรกิจภายในประเทศไทย

ปัจจุบันในการเปิดสำนักงานบัญชีของเด็กรุ่นใหม่มีมากขึ้น และการเปิดสำนักงานบัญชีก็ไม่ยากนัก หากเรียนจบบัญชีและตรงตามหลักสูตรก็สามารถประกอบกิจการนี้ได้

ในการ “รับทำบัญ” ชีมีหลายรูปแบบมากในปัจจุบัน เนื่องจาก ผู้ประกอบการมีการเข้าถึงนักบัญชีรุ่นใหม่ ที่อาศัยเทคโนโลยี ในโลกปัจจุบัน รับงานลูกค้าอย่างหลากหลาย ไม่ว่าจะเป็นคิดค่าบริการที่ราคาถูก หรือ การดูแลเอกสารการลงบัญชีให้บางส่วน หากอยากได้บริการอย่างอื่นเพิ่มก็ต้องจ่ายเพิ่ม หรือแม้กระทั้งดูแลให้คำปรึกษาผ่านโทรศัพท์ ทำให้การเปิดสำนักงานบัญชีอาจไม่จำเป็นสำหรับนักบัญชีรุ่นใหม่ แต่!! หากท่านคิดอยากจะเปิดสำนักงานบัญชี

สิ่งที่สำคัญในการเปิดสำนักงานบัญชี

1.มีความรู้ความสามารถในงานที่รับทำ

          การรับงานในระบบสำนักงานบัญชี ในประเทศไทย ไม่ได้บริการเหมือนกันหมดทั้งประเทศ แต่ละที่จะมีลักษณะการรับงานที่แตกต่างกันไป แต่ระบบงานหลักๆ จะคล้ายคลึงกัน โดย อาศัยมาตรฐานการบัญชี พรบ.การบัญชี และ ระบบภาษีที่เหมือนกัน แต่การดำเนินงาน ก็อาศัยตามที่ถนัด หรือตามที่นโยบายบริษัทกำหนด เช่น บางสำนักงานบัญชี ถนัดงาน รับเหมาก่อส้ราง บางที่ถนัด งานซื้อมา-ขายไป ,ร้านอาหาร หรือ บางแห่งถนัดเช่าอาคารพาณิชย์ ห้องเช่า เป็นต้น

หากผู้ประกอบเลือกสำนักงานบัญที่ถนัดในกิจการของท่าน ก็เป็นผลดีของผู้ประกอบการ เพราะสำนักงานบัญชีจะแนะนำ ให้คำปรึกษา เพื่อลดข้อปิดพลาดในการทำงาน 

2.ความรับผิดชอบ  ตรงต่อเวลา ซื่อสัตย์

          แน่นนอนความรับผิดชอบในงานมักเป็นส่วนประกอบที่ดีของ ทุกสาขาอาชีพ แต่สำนักงานบัญชีจะวัดความรับผิดชอบ ตรงต่อเวลา และ ซื่อสัตย์ของงานได้อย่างไร ?

ในการทำงานทุกมักมีข้อผิดพลาดเสมอ ไม่มากก็น้อย แต่หลังจากผิดพลาดละ? เช่น

    • ไม่ทิ้งงานระหว่างให้บริการลูกค้า
    • แก้ไข้สิ่งผิดพลาดให้ถูกต้องก่อนลูกค้าจะเลิกใช้บริการ
    • ยื่นภาษีให้ตรงตามระยะเวลากำหนด เพื่อไม่ให้ลูกค้าเกิดค่าปรับ
    • นำส่งเงินภาษีที่ได้รับจากลูกค้าให้สรรพากร เป็นต้น

ในการทำงานทุกครั้งจะต้องมีข้อผิดพลาด ไม่มากก็น้อย แต่หลังจากผิดพลาดละ? สำนักงานบัญชีควรรับผิดชอบแก้ไข้ และไม่ทิ้งงานที่ทำของลูกค้าในขนาดเป็นลูกค้ากันอยู่  

3.อิสระในการทำงาน

          ความอิสระในการทำงานเป็นสิ่งที่สำนักงานบัญชีทุกที่ควรมี เนื่องจากการทำงานสายอาชีพนี้ มักเกี่ยวข้องกับข้อกฎหมายหลายฉบับ และหากผู้ปะรกอบการกระทำผิด โดยเจตนา หรือ ไม่เจตนา ก็อาจมีการตัดเตือนหรือแนะนำให้ผู้ประกอบการปรับปรุงให้ถูกต้อง แต่ถ้า สำนักงานบัญชีขาดอิสระในการทำงาน แน่นอน!! ผู้ที่ต้องรับผิดชอบในการบันทึกบัญชี หรือดูแลเอกสารของ กิจการที่กระทำความผิด ต้องเป็นผู้รับผิดชอบอยู่แล้ว ดังนั้น หากสำนักงานบัญชีไหน ที่มีความอิสระในการทำงาน แสดงให้เห็นว่า สำนักงานบัญชีนั้น ย่อมมีความสามารถในการทำงานให้กับลุกค้าทุกรายได้อย่างถูกต้องตามกฎหมาย

4.ระยะเวลาที่เปิดกิจการ

         ระยะเวลาที่เปิดกิจการ แสดงให้เห็นถึงความสามารถในการดำเนินธุรกิจของสำนักงานบัญชี หากท่านคิดจะเปิดสำนักงานบัญชีต้องอดทนเป็นอย่างมาก เพราะใน ช่วงแรกอาจจะติดขัดบ้าง ลูกค้าไม่มีบ้าง ทำผิดบ้าง หาดท่านอดทน และใช้ความพยายามประคับประคองธุรกิจให้ผ่านพ้นไปได้ จะทำให้ ความน่าเชื่อของ สำนักงานบัญชียิ่งมากขึ้น เมื่ออายุสำนักงานบัญชีมากขึ้น

5.ประสบการณ์ของพนักงานบัญชีในบริษัท

          หากท่านเป็นสำนักงานบัญชีเปิดใหม่ อาจให้ความเชื่อถือแก่ลูกค้าไม่ได้มากนัก แต่ถ้าท่านมีประสบการณ์ในการทำงานมาก ก็ทำให้กลายเป็นจุดแข็งได้อย่างสบาย เพราะการรับงานบัญชีในสำนักงานบัญชีเปิดใหม่ หากท่านผิดพลาดในช่วงปีแรก ความน่าเชื่อถือ หรือโอกาสที่จะได้ดูแลลูกค้ารายนั้น อาจหมดไป จึงต้องอาศัยประสบการณ์ในการทำงานบัญชีที่มากเพื่อดูแลลุกค้าด้วยตัวเองในช่วงแรกๆ ก่อนจะให้พนักงานรับผิดชอบงานต่อ


เปิดบริการและอำนวยความสะดวก

สำนักงานบัญชี เปิดบริการ รับทำบัญชี ตรวจสอบบัญชี จัดตั้งขึ้นจากการเรียกร้องของลูกค้าที่ใช้บริการ รับทำบัญชีกับผู้บริหารมายาวนานและต่อเนื่อง เพื่อเป็นการตอบสนองความต้องการของ ผู้ประกอบการที่มีอุปการคุณ และสนับสนุนให้จัดตั้งเป็นสำนักงานบัญชี ทางผู้บริหาร เร่งเห็นถึงความต้องการใช้ที่ผู้ใช้บริการสำนักงานบัญชีอย่าง เต็มรูปแบบ และเรา

รับทำบัญชี มาอย่างต่อเนื่องทำให้เป็นการพัฒนาและความเก้าหน้าของผู้บริหาร และเพื่อ ตอบสนองความต้องการของทุกๆท่าง ผู้บริหารจึงจัดตั้งเป็นสำนักงานบัญชี เต็มรูปแบบ ตามวัตถุประสงค์ที่ผู้ประกอบการที่ต้องการและดำเนินกิจการ รับทำบัญชี อย่าง ต่อเนื่อง พัฒนาความรู้ศึกษารายละเอียดเกี่ยวกับกิจการ ทุกประเภท พร้อมทั้งทีมงานที่มี ประสิทธิภาพ ผ่านการฝึกอบรมอย่างต่อเนื่องรับงานบัญชี และทำบัญชี มาโดยตลอด

สำนักงานบัญชี

พร้อมทั้งทีมงานทางด้านบัญชีคอมพิวเตอร์พัฒนาระบบงานและระบบการ รับทำบัญชี ตรวจสอบบัญชีที่ใช้เฉพาะงานใน สำนักงานบัญชี เพื่อป้องกันการผิดพลาดในการ บันทึกบัญชี โดยใช้ระบบคอมพิวเตอร์ในการตรวจทาน ทำให้สำนักงานบัญชี รับทำบัญชี ได้ถูกต้องและครบถ้วนมากที่สุด

vertify
รับทำบัญชี

รับทำบัญชีราคาถูก 500 บาท

การกำหนดอัตราค่าบริการ ทำบัญชีในปัจจุบัน ยังไม่มีหน่วยงานที่ออกมากำหนด อย่างชัดเจน ทำให้ ทำบัญชีทั้งหน้าเก่า หน้าใหม่ กำหนดค่าทำบัญชีเองตามความสามารถ ซึ่งไม่ผิด เว้นแต่ท่านเป็นสำนักงานบัญชีคุณภาพ ที่จำเป็นต้องกำหนดขึ้นมาเองอย่างชัดเจน เพื่อแสดงให้เห็นว่าคิดค่าบริการอย่างไร

สาเหตุการเก็บค่าบริการรับทำบัญชีราคาถูก เช่น

      • ต้องการลูกค้า เป็นอันดับแรก
      • ไม่สามารเรียกราคาเทียบกับสำนักงานบัญชีที่เปิดมานานได้
      • อาจต้องหาประสบการณ์ในการทำงานก่อน
      • ผู้ประกอบการยังไม่ไว้ใจ หากต้องจ่ายค่าบริการแพง
      • เจอผู้ประกอบการที่พอใจในค่าบริการ
      • เป็นลักษณะบุคคล ไม่ใช้สำนักงานบัญชี ไม่ต้องเลี้ยงลูกน้อง

ค่าบริการทำบัญชีราคาถูกไม่ใช้ ไม่ดีเสมอไป บางครั้งท่านอาจเจอ สำนักงานบัญชีหรือบุคคล ที่มีความรับผิดชอบจริงๆ แต่ไม่สามารถสู้กับการตลาดของ สำนักงานบัญชีที่เปิดมานานแล้ว จึงอาจทำให้คิดอัตราค่าบริการให้ถูกกว่าทั่วไป ผู้ประกอบจึงควรเลือก ให้เหมาะสม กับกิจการของท่าน และยอมรับความเสี่ยงที่เกิดขึ้นได้

รับทำบัญชี ออนไลน์ รับทำบัญชีที่บ้าน

ในปัจจุบันบางครั้งการทำบัญชี ผู้ประกอบการที่ไม่ได้จ้างสำนักงานบัญชี มีการจ้างผู้บัญชีอิสระ ที่เป็นลักษณะบุคคล ที่ขึ้นชื่อผู้ทำได้ อาจมีการรับทำบัญชีที่บ้าน ไม่ได้มีสำนักงานที่ตั้ง อย่างชัดเจน อาจมีความเสี่ยงอยู่บ้าง ไม่มากก็น้อย  เพราะงานบัญชีเป็นงานบริการ ไม่สามารถจับต้องได้ ขึ้นอยู่กับความน่าเชื่อถือ ของบุคคล หรือ บริษัทนั้นๆ หากต้องการใช้บริการ ควรศึกษา หรือ ลองเช็คประวัติหรือ ดุความเป็นมาของผู้ทำก่อน


การทำบัญชีออนไลน์

อดีต หากพูดถึงการทำบัญชี ออนไลน์ อาจเป็นเรื่องไกลตัว แต่ปัจจุบัน โปรแกรมบัญชี หลายๆ โปรแกรม พัฒนาให้สามารถทำบัญชี ออนไลน์ได้ ทำให้นักบัญชีสามารถทำงานที่ไหนก็ได้ อีกทั้ง ปัจจุบันมีบริการขนส่งเอกชนมากขึ้นการรับ-ส่งเอกสารเป็นได้อย่างสะดวกรวดเร็ว และ สรรพากร ยังคงพัฒนาการเปิดบิลซื้อ ขาย ใบกำกับภาษี แบบออนไลน์ และพยายามให้ผู้ประกอบการใช้ให้แพร่หลายมากขึ้น ทำให้สิ่งเหล้านี้ อาจเรียกได้ว่า การทำบัญชีแบบออนไลน์ได้อย่างเต็มระบบมากยิ่งขึ้น

” การทำบัญชีในลักษณะเป็นสำนักงานบัญชี ยังจำเป็นที่จะต้องมีที่ตั้งสำนักงานให้ชัดเจน เนื่องจาก ยังมี พ.ร.บ.การบัญชี และกฎหมาย ที่เกี่ยวข้อง กำหนดให้มีการจัดเก็บเอกสารทางบัญชีไว้สถานประกอบการ “

ลักษณะการรับงานทำบัญชีในปัจจุบัน หลักๆ

    • รับทำเฉพาะภาษี (ภาษีมูลค่าเพิ่ม ภาษี หัก ณ ที่จ่าย ภาษีต่างๆ) ลักษณะนี้เป็นการรับงานยื่นภาษีให้อย่างเดียว ไม่ได้มีการลงบันทึกบัญชีเพื่อจัดทำงบการเงินให้ผู้ประกอบการในการทำบัญชีลักษณะนี้ต้องจัดทำแบบให้ยื่น ภ.พ.30 เป็นประจำทุกๆเดือน ไม่ว่าผู้ประกอบการจะมียอดซื้อ ขาย หรือไม่
    • รับทำบัญชีแต่ไม่รับยื่นภาษี เป็นการรับงานทำบัญชีที่จัดทำงบเพื่อยื่นต่อกรมพัฒนาธุรกิจการค้า แต่ไม่รับยื่น ภ.พ.30 เนื่องจาก อาจไม่มีเวลาเป็นประจำทุกๆ เดือน เพื่อนั่งบิลซื้อ-ขายให้ได้ หรือบางครั้งผู้ประกอบการไม่ได้อยู่ในระบบภาษีมูลค่าเพิ่ม
    • รับทำบัญชีครบวงจร เป็นการจัดทำในลักษณะนำเอกสาร ทั้งหมดของผู้ประกอบการ ทำจัดทำ ทั้งงบการเงิน และดูและ ภาษีทั้งหมด ของกิจการ มีการจัดทำประกันสังคมให้ และพบสรรพากรหากกิจการโดยตรวจสอบ
    • รับยื่นเฉพาะงบการเงิน ในปัจจุบัน การทำบัญชี เน้นการใช้เทคโนโลยีมากขึ้น บางครั้งผู้ประกอบการ อาจพบเจอปัญหา เมื่อออกงบเสร็จแล้ว พบว่าบริษัทของท่านไม่ได้ยื่นงบการงบในระบบของกรมพัฒนาธุรกิจการค้าการเงิน เกิดจากผู้ทำบัญชียื่นไม่เป็น หรือไม่ได้ยื่นงบการเงินทางอิเล็กทรอนิกส์ให้ ทำให้ปัจจุบัน มีการรับยื่นงบการให้นั้นเอง

โดยทั่วไปการรับงานแบบ บุคคลธรรมดา หรือนิติบุคคล ที่เป็นสำนักงานบัญชี ขึ้นอยู่กับข้อตกลงของผู้ประกอบการ กับผู้ รับทำบัญชี

ลักษณะการรับทำบัญชี การรับทำบัญชีในปัจจุบัน มีหลากหลายรูปแบบ คนที่เรียนจบบัญชีตามหลักสูตรที่ สภาวิชาชีพกำหนด ครบทุกหลักสูตร ก็สามารถขึ้นชื่อเป็นผู้ทำบัญชีได้และสามารถทำงานสายอาชีพนี้ได้เลย ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับ ความน่าเชื่อถือของผู้ทำ กับความพึงพอใจของลูกค้า เป็นหลัก

Start a business

การบันทึกบัญชี

ในการประกอบธุรกิจไม่ว่าจะเป็นขนาดเล็ก ขนาดย่อม ไปจนถึงขนาดใหญ่ ย่อมต้องมีการบันทึกบัญชีเสมอ เพื่อที่จะสามารถรู้รายละเอียดและความเคลื่อนไหวเกี่ยวกับรายการอันเนื่องมาจากการดำเนินกิจการในการขายสินค้าหรือบริการในธุรกิจของตน ซึ่งการบันทึกบัญชีนั้นควรทำเป็นประจำและต่อเนื่องกันไป เพราะหากมีการจัดทำบันทึกบัญชีไม่ต่อเนื่องแล้ว ก็อาจส่งผลให้มีความคลาดเคลื่อนเกี่ยวกับการบันทึกรายการต่างๆ ในการดำเนินธุรกิจได้นั่นเอง

การทำบัญชีมีความสำคัญต่อผู้ประกอบกิจการอย่างไร?

ข้อมูลทางบัญชีสามารถทำให้เจ้าของกิจการทราบความเป็นไปทั้งหมดเกี่ยวกับสถานะการเงินว่า เงินสดได้มาเท่าไหร่และจ่ายออกไปเท่าไหร่ มีเจ้าหนี้ ลูกหนี้ คงค้างอยู่เท่าไหร่ ซึ่งการทำบัญชีที่ดีจะจะต้องมีความสมบูรณ์และง่ายแก่การเข้าใจ เพราะจะทำให้เจ้าของกิจการสามารถมองออก และการที่ผู้ประกอบกิจการมีความเข้าใจเรื่องบัญชีจะช่วยลดความเสี่ยงที่เกิดขึ้นได้ แต่หากจ้างพนักงานมาทำบัญชีแต่ทำงานไม่เป็น ก็อาจถูกสรรพากรปรับและสร้างความเสียหายให้แก่ผู้ประ กอบการ หรือหากออกงบการเงินให้เป็นผลขาดทุนทำให้ไม่ต้องไปเสียภาษี ซึ่งเป็นข้อมูลที่ไม่ตรงกับความเป็นจริง และเจ้าของกิจการไม่สามารถปัดความรับผิดชอบไปให้พนักงานบัญชี หรือสำนักงานบัญชีที่ได้ว่าจ้างมาทำบัญชีได้ เพราะนอกจากเจ้าของกิจการจะไม่รู้ความเป็นไปแท้จริงที่เกิดกับธุรกิจแล้ว ยังอาจจะได้รับโทษทั้งทางแพ่งและอาญากับทางราชการอีกด้วย

หากเจ้าของกิจการ จบปริญญาตรีทางบัญชี ให้ไปขึ้นทะเบียนกับกรมพัฒนาธุรกิจการค้า เพื่อเซ็นเป็นผู้ทำบัญชีเอง

การบันทึกบัญชีสามารถแบ่งออกได้เป็น 2 ระบบคือ

1.ระบบบัญชีเดี่ยว (Single – entry bookkeeping or single – entry system)

เป็นการบันทึกบัญชีแบบง่าย โดยบันทึกบัญชีเพียงด้านเดียว ซึ่งอาจจะเป็นด้านเดบิตหรือด้านเครดิต เป็นการบันทึกบัญชีเฉพาะรายการในบัญชีเงินสดเท่านั้น หรือรายการบัญชีที่สำคัญๆ จะไม่ได้บันทึกทุกรายการเคลื่อนไหวที่เกี่ยวเนื่องกับกิจการ ดังนั้นการบันทึกบัญชีแบบเดี่ยวนี้จึงไม่ใช่การบันทึกบัญชีแบบทางการ ที่สามารถแสดงรายการทุกรายการที่เกี่ยวเนื่องกับกิจการได้ อีกทั้งการบันทึกบัญชีแบบนี้นิยมใช้กับกิจการที่มีขนาดเล็ก ซึ่งอาจจะมีเจ้าของดำเนินกิจการเพียงคนเดียวหรือเป็นธุรกิจที่ไม่มีความซับซ้อนทางโครงสร้างธุรกิจ  ที่ต้องติดต่อประสานงานหรือมีรายการเคลื่อนไหวทางรายการในปริมาณมาก โดยเจ้าของกิจการมักเป็นผู้บันทึกบัญชีเอง และการบันทึกบัญชีชนิดนี้ไม่เหมาะกับธุรกิจที่มีขนาดย่อมไปจนถึงขนาดใหญ่ เพราะการบันทึกรายการไม่ครบถ้วนเหมือนการบันทึกบัญชีแบบคู่ ดังนั้นจึงไม่สามารถบ่งชี้ทุกรายการในกิจการได้นั่นเอง จึงอาจทำให้มีปัญหาในการเก็บรวบรวมข้อมูลได้ เมื่อถึงกำหนดที่เจ้าของกิจการต้องการตรวจสอบความถูกต้องทางบัญชี ก็จะไม่สามารถตรวจสอบได้ทุกรายการ รวมทั้งยังไม่สามารถจัดทำงบการเงินได้ด้วย

2.ระบบบัญชีคู่  (Double – entry bookkeeping or double – entry system)

เป็นระบบการบันทึกบัญชีที่มีความละเอียดในการบันทึกมากกว่าการบันทึกบัญชีแบบเดี่ยว จึงทำให้ต้องเก็บรวบรวมรายละเอียดทุกรายการที่เกี่ยวเนื่องกับการดำเนินกิจการ ซึ่งมีการบันทึกบัญชีทั้ง 2 ด้าน คือด้านเดบิตและด้านเครดิตในเวลาเดียวกัน ดังนั้นต้องบันทึกทุกรายการที่เคลื่อนไหวในแต่ละวัน ซึ่งการบันทึกบัญชีแบบคู่นี้เจ้าของกิจการควรทำการบันทึกทุกวัน เพราะมีรายการที่ค่อนข้างเยอะและมีขั้นตอนการบันทึกที่ละเอียดมากกว่า แต่หากไม่สามารถทำการบันทึกเป็นรายวันได้ ก็ไม่ควรเว้นระยะเกิน 3 วัน เพราะอาจทำให้การเก็บข้อมูลเพื่อบันทึกบัญชีมีความคลาดเคลื่อนได้นั่นเอง
การบันทึกบัญชีระบบคู่นี้ เป็นวิธีที่ใช้ในการบันทึกบัญชีต่างๆ ซึ่งประกอบด้วยรายการในสมุดรายวันทั่วไป รายการในสมุดบัญชีแยกประเภท รวมทั้งเอกสารหลักฐานต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับการดำเนินกิจการ ซึ่งการบันทึกด้วยระบบนี้สามารถใช้ได้กับทั้งกิจการขนาดเล็กไปจนถึงขนาดใหญ่ โดยการบันทึกบัญชีระบบคู่นี้ จะต้องทำการบันทึกบัญชีทั้งด้านเครดิตและด้านเดบิตทั้ง 2 ด้านเสมอ โดยบันทึกด้านเครดิตบัญชีหนึ่งและบันทึกด้านเดบิตบัญชีหนึ่ง ด้วยจำนวนเงินที่เท่ากัน ซึ่งจะทำให้ทั้งสองฝั่งเกิดเงินดุลที่สมบูรณ์นั่นเอง
จุดประสงค์หลักของการบันทึกบัญชีระบบคู่นี้ก็คือ เพื่อสามารถนำบัญชีนี้เสนอรายงานทางบัญชีในแต่ละเดือน หรือสามารถสรุปยอดดุลในแต่ละช่วงเวลาที่ต้องการตรวจสอบได้ ซึ่งการบันทึกบัญชีระบบคู่นี้จะเป็นไปตามหลักสมการที่ว่า “สินทรัพย์เท่ากับหนี้สินและทุนรวมกัน” นั่นเอง

การบันทึกบัญชีระบบคู่สามารถแบ่งออกเป็นหมวดหมู่ได้ ดังนี้
1.หมวดบัญชีสินทรัพย์

เป็นรายการค้าที่ส่งผลเกี่ยวกับสินทรัพย์ให้มีจำนวนเพิ่มขึ้นหรือลดลง ซึ่งต้องเป็นรายการที่เกิดเนื่องจากการดำเนินกิจการ ซึ่งการวิเคราะห์ว่าจะบันทึกไว้ด้านเดบิตหรือด้านเครดิต จำต้องวิเคราะห์ก่อนว่าเป็นรายการค้าที่ทำให้สินทรัพย์เพิ่มขึ้นหรือลดลง หากเป็นรายการค้าที่ทำให้สินทรัพย์เพิ่มขึ้นก็บันทึกไว้ด้านเดบิต แต่ตรงกันข้ามหากทำให้สินทรัพย์ลดลงก็บันทึกไว้ด้านเครดิต

 2.หมวดบัญชีหนี้สิน

ใช้หลักการวิเคราะห์เหมือนกับหมวดบัญชีสินทรัพย์เช่นกัน คือหากรายการค้าใดทำให้มีหนี้สินเพิ่มขึ้น ก็ให้บันทึกไว้ด้านเครดิต แต่หากรายการใดทำให้มีหนี้สินลดลงก็ให้บันทึกไว้ด้านเดบิต

3.หมวดบัญชีต้นทุน

หากรายการค้าใดมีผลโดยตรงทำให้ทุนของกิจการเพิ่มขึ้นก็บันทึกไว้ด้านเครดิต แต่หากทำให้ทุนลดลงก็ให้บันทึกไว้ด้านเดบิต

4.หมวดบัญชีรายได้

เป็นการวิเคราะห์สมการบัญชีจากบัญชีรายได้และบัญชีทุน หากรายได้เพิ่มขึ้นก็ให้บันทึกบัญชีด้านเครดิต แต่หากรายได้ลดลงก็ให้บันทึกบัญชีด้านเดบิตนั่นเอง

5.หมวดบัญชีค่าใช้จ่าย

วิเคราะห์จากสมการบัญชีเช่นเดียวกัน ถ้าค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้นให้บันทึกรายการทางด้านเดบิต แต่หากค่าใช้จ่ายลดลงก็ให้บันทึกรายการด้านเครดิต
การบันทึกรายการบัญชีจึงมีความสำคัญต่อทุกกิจการ ซึ่งเจ้าของกิจการควรเลือกระบบการบันทึกบัญชีให้สอดคล้องกับประเภทของกิจการด้วย เพื่อให้บรรลุวัตถุประสงค์ของการทำบัญชีโดยแท้จริงสำหรับกิจการนั้นๆ นั่นเอง

การทำบัญชีของธุรกิจเปิดใหม่

ก่อนเริ่มกิจการให้ระวังเรื่องการทำบัญชี ซึ่งรายการบัญชี คือการบันทึกเหตุการณ์ที่กิจการได้เกี่ยวข้องทางการเงินที่เกิดขึ้นเป็นประจำทุกวัน  ซึ่งเจ้าของกิจการรู้ดีที่สุดว่าได้จ่ายเงินให้ใคร เพื่ออะไร และจำนวนเงินเท่าไร โดยจะต้องมีการบันทึกด้วยความเข้าใจเพราะหากแค่จดๆไว้ไม่เป็นระเบียบก็ไม่สามารถนำข้อมูลมาใช้ได้ เพราะว่ากิจการที่เป็นนิติบุคคลจะต้องมีหน้าที่ส่งงบการเงินให้กับกระทรวงพาณิชย์ทุกๆ ปี หากงบเริ่มต้นวันที่ 1 มกราคม และสิ้นสุดวันที่ 31 ธันวาคม กิจการจะต้องนำส่งงบการเงินภายใน 150 วันของปีถัดไป  ซึ่งงบการเงินจะต้องได้รับการรับรองจากผู้สอบบัญชีภาษีอากร หรือผู้สอบบัญชีรับอนุญาต  และยังต้องเสียภาษีให้กรมสรรพากรสองครั้งต่อปี  ครั้งแรกคือจะต้องนำส่งภายในเดือนสิงหาคม ครั้งที่สองจะต้องส่งภายในเดือนพฤษภาคม ยกเว้นกิจการที่เพิ่งเริ่มเปิดเป็นปีแรกไม่ต้องนำส่งภาษีครึ่งปีในเดือนสิงหาคม

vertify

รายรับรายจ่าย

ทำบัญชีรายรับรายจ่าย

การทำบัญชีรายรับรายจ่าย นับว่าเป็นสิ่งจำเป็นที่ทุกธุรกิจควรทำ เพื่อเป็นการตรวจสอบถึงที่มาของรายได้ในแต่ละเดือน และรายจ่ายที่ต้องจ่ายออกไป เพื่อจะได้ทราบถึงรายการที่ต้องจ่ายออกไป ซึ่งการทำบัญชีรายรับ รายจ่ายสามารถช่วยกำหนดทิศทางให้กับการดำเนินธุรกิจได้โดยตรง เพราะเมื่อคุณรู้ถึงรายการบัญชีในแต่ละเดือน ว่ามีทิศทางหรือแนวโน้มจากเดือนที่ผ่าน ๆ มาเป็นอย่างไรแล้ว ก็สามารถนำมาเป็นตัวกำหนดทิศทางการดำเนินธุรกิจในเดือนถัดไปได้ด้วย

รู้จักรายรับ และรายจ่าย

รายรับ

รายรับ คือ เงินหรือรายได้ที่เข้ามาจากการทำธุรกิจ รวมทั้งผลประโยชน์ที่สืบเนื่องมาจากการทำธุรกิจด้วย การลงบัญชีรายรับรายจ่ายต้องลงรายการทุกวัน หรือไม่เช่นนั้นก็ไม่ควรปล่อยให้เกิน 3 วัน เพื่อที่จะได้ไม่เกิดความคลาดเคลื่อนของรายการบัญชี

รายจ่าย

รายจ่าย คือ เงินที่ถูกจ่ายออกไปเนื่องในกิจการนั้น ๆ ซึ่งการคำนวณรายรับและรายจ่ายนั้น ให้คำนวณในแต่ละเดือนเป็นคราว ๆ ไป

เพราะเหตุใดผู้ประกอบการจึงควรเริ่มต้น การทำบัญชี รายรับ รายจ่าย

รายรับรายจ่ายประจำเดือน
รายรับรายจ่ายประจำเดือน

การทำบัญชีรายรับรายจ่ายสำหรับผู้ประกอบการบางประเภท กฎหมายไม่ได้กำหนดว่าต้องแสดงรายการบัญชีรายรับรายจ่าย  เช่น ผู้ประกอบการที่ไม่ได้จดทะเบียนบริษัท ไม่ว่าจะเป็นร้านค้า หรือแม่ค้าออนไลน์ก็ตาม การเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดามีข้อกำหนดให้ผู้ประกอบการเหล่านี้เลือกว่าต้องการเลือกหักค่าใช้จ่ายในการคำนวณภาษีเงินได้สุทธิเพื่อเสียภาษี 2 รูปแบบคือ อัตราเหมา หรือหักตามจริง ซึ่งหากผู้ประกอบการท่านใดที่ต้องการให้หักค่าใช้จ่ายตามความเป็นจริงแล้วล่ะก็ กรมสรรพากรกำหนดให้ผู้ประกอบการประเภทนี้จัดทำบัญชีแสดงรายการรับจ่ายในแต่ละวัน เพื่อแสดงต่อสรรพากรในการหักค่าใช้จ่ายตามความเป็นจริงนั่นเอง

ดังนั้นคุณจึงควรเริ่มทำบัญชีรายรับรายจ่ายของธุรกิจตั้งแต่เริ่มแรก เพราะการทำธุรกิจในช่วงแรกยังเป็นช่วงที่อาจจะยังไม่ได้กำไรในแต่ละเดือน เพราะการที่เพิ่งลงทุนจากการเริ่มต้นทำธุรกิจ แม้อาจจะมีรายได้เข้ามา แต่ก็ยังไม่คุ้มกับการลงทุนไปทั้งหมดนั่นเอง แต่ก็มีหลาย ๆ ธุรกิจที่ไม่จำเป็นต้องลงทุนเยอะมากนัก จึงอาจทำให้ได้กำไรตั้งแต่เดือนแรก  ซึ่งการทำบัญชีรายรับรายจ่ายตั้งแต่แรกเริ่มนั้น จะทำให้รู้ทิศทางการตลาด และแนวโน้มของธุรกิจ อีกทั้งการทำบัญชีรายรับรายจ่ายยังสามารถรู้ถึงปัจจัยต่าง ๆ ที่เป็นภาระหรือส่งผลกระทบต่อธุรกิจของคุณได้ด้วย

เริ่มต้นการทำบัญชี รายรับ รายจ่าย อย่างไร

ส่วนประกอบของบัญชีรายรับ-รายจ่าย
ส่วนประกอบของบัญชีรายรับ-รายจ่าย

1.เริ่มบันทึกรายการรับ

รายจ่ายในแต่ละวันโดยแบ่งรายการออกเป็นวันในแต่ละเดือน กำหนดให้มีช่องรายการรับและจ่าย ชื่อรายการ และจำนวนเงินที่รับหรือจ่ายนั้น ๆ ด้วย รวมทั้งควรมีช่องระบุหมายเหตุที่สามารถทำให้ผู้บันทึกเข้าใจได้ง่ายด้วย

2.ลงบันทึกรายการรับ รายจ่าย ภายใน 3 วัน

นับแต่เกิดรายการนั้น ๆ ทั้งนี้เพื่อลดความคลาดเคลื่อนที่อาจเกิดขึ้นได้

3.บันทึกรายรับ รายจ่ายควรแนบหลักฐาน

ที่เป็นการรับหรือจ่ายเงินออกทุกครั้งไม่ว่าจะเป็นใบเสร็จ หลักฐานการรับหรือจ่ายเงินอื่น ๆ แต่ต้องคำนึงถึงรายการทุกชนิดที่จะนำมาบันทึกรายการในแต่ละวันนั้น ต้องเป็นรายการที่เกี่ยวข้องโดยตรงกับธุรกิจหรือเกี่ยวเนื่องจากการทำธุรกิจด้วย

4.วันสุดท้ายของแต่ละเดือน

ให้สรุปยอดบัญชีทั้งรายรับและรายจ่ายจากนั้นเราก็จะรู้ผลกำไรที่เป็นส่วนต่างของการดำเนินธุรกิจในเดือนนั้น ๆ ทั้งยังสามารถนำบัญชีรายรับ รายจ่ายนี้ไปแสดงเพื่อเป็นหลักฐานประกอบการยื่นภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาอีกด้วย ซึ่งผู้ประกอบการสามารถนำบัญชีรายรับ รายจ่ายนี้มาหักค่าใช้จ่ายเพื่อคำนวณเงินได้สุทธิในการเสียภาษีบุคคลธรรมดาตามจริงด้วยนั่นเอง

ตัวอย่างรายการที่เกิดขึ้นในแต่ละวัน

การเริ่มต้นทำบัญชีรายรับรายจ่ายตั้งแต่เริ่มต้นธุรกิจจะช่วยทำให้ผู้ประกอบการเกิดความคุ้นชินในการจัดทำ  อีกทั้งยังเป็นการง่ายยิ่งกว่าหากเริ่มจัดทำบัญชีรายรับ รายจ่ายในช่วงกลางของการดำเนินธุรกิจ เพราะอาจไม่ได้รายรับ รายจ่ายตามความจริง เนื่องจากระยะเวลาผ่านไป การเก็บข้อมูลต่าง ๆ ก็อาจคลาดเคลื่อนได้นั่นเอง ดังนั้นจึงควรเริ่มต้นการทำบัญชีตั้งแต่เปิดกิจการนั้นเอง

บัญชีร้านค้า

บัญชีร้านค้า

ปัจจุบันการทำธุรกิจเป็นเรื่องที่ง่ายในธุรกิจขนาดเล็ก โดยเฉพาะธุรกิจออนไลน์ซึ่งเป็นที่นิยมเป็นอย่างมาก เนื่องจากมีช่องทางการสื่อสารที่รวดเร็ว ไม่ต้องลงทุนมากในเรื่องของการสร้างหน้าร้าน และมีเครื่องมืออำนวยความสะดวกในการติดต่อสื่อสารกับลูกค้าได้ง่ายขึ้น
ซึ่งผู้ประกอบการเหล่านี้โดยส่วนใหญ่แล้ว หากยังไม่จดทะเบียนบริษัท ก็จะทำธุรกิจในรูปแบบของบุคคลธรรมดา และใช้การเสียภาษีโดยหักค่าใช้จ่ายในการคำนวณเงินได้สุทธิเพื่อเสียภาษีได้ 2 รูปแบบคือ อัตราเหมา หรือหักตามจริง หากผู้ประกอบธุรกิจท่านใดต้องการหักค่าใช้จ่ายตามจริง

Merchant account
Merchant account

กรมสรรพากรกำหนดให้ผู้ประกอบการที่ทำธุรกิจในรูปแบบบุคคลธรรมดาที่ไม่ได้จดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มจัดทำบัญชีแสดงรายได้และรายจ่ายประจำวัน
ด้วยเหตุนี้การทำบัญชีสำหรับร้านค้าจึงเป็นเรื่องที่จำเป็นอย่างมาก ซึ่งผู้ประกอบการขนาดเล็กหลายๆ รายอาจจะเข้าใจผิดคิดว่าการทำบัญชีนั้นมีไว้สำหรับบริษัทใหญ่หรือเพื่อร้านค้าทั่วไปอย่างเดียวเท่านั้น แต่ที่จริงแล้วพ่อค้าแม่ค้าออนไลน์ก็สามารถทำบัญชีให้กับร้านได้เหมือนกัน ซึ่งการทำบัญชีให้ร้านนั้นนอกจากจะเป็นการสรุปยอดขายและรายจ่ายในทุกๆ เดือนแล้ว ยังช่วยให้เรามีข้อมูลสรุปรายได้ที่ชัดเจนแน่นอนนอกเหนือจากตัวเลขที่ระบบของเว็บไซต์บันทึกเอาไว้อีกด้วย

การทำบัญชีร้านค้า มีหลักการ 3 ข้อง่าย ๆ ดังนี้

  1. ทำเอกสารให้อ่านง่ายและหมั่นบันทึกยอดรับ-จ่ายทุกวัน

การทำบัญชีทุกประเภท หากคุณทำบัญชีด้วยตัวเองอาจเลือกทำตารางในแบบที่เราเข้าใจง่าย เลือกดูข้อมูลได้ง่าย และยิ่งข้อมูลละเอียดเท่าไรก็ยิ่งทำให้เราสามารถสรุปรายการต่างๆ และมองเห็นความเคลื่อนไหวของตัวเลขสถิติของร้านได้ง่ายยิ่งขึ้น นอกจากนี้อย่าลืมบันทึกยอดรายรับและรายจ่ายของร้านทุกวันให้เป็นนิสัย โดยควรจดบันทึกเป็นประจำทุกวัน ไม่ควรมาจดย้อนหลังเพราะอาจทำให้เกิดความผิดพลาดของข้อมูลและตัวเลขได้

  1. ซื่อสัตย์กับตัวเองและจดบันทึกทุกครั้งที่งบประมาณของร้านมีการเคลื่อนไหว

หลายครั้งที่เจ้าของร้านมักจะชอบหยิบยืมหรือใช้เงินปนกันระหว่างเงินส่วนตัวและเงินของร้าน ด้วยเพราะคิดว่านั่นก็คือเงินของคุณ แต่อย่างไรก็ตามการนำเงินงบประมาณของร้านไปใช้อาจทำให้เมื่อถึงเวลาสรุปยอดประจำเดือนหรือประจำปี ตัวเลขรายรับรายจ่ายที่ได้อาจไม่ตรงกับความเป็นจริง เพราะฉะนั้นเพื่อป้องกันเหตุการณ์ดังกล่าว เราจึงต้องทำการจดบันทึกทุกครั้งที่นำเงินออกจากกองกลางของร้านไม่ว่าจะนำไปใช้จ่ายด้วยเหตุผลอะไรก็ตาม หากต้องการทำบัญชีอย่างถูกต้องและครบถ้วน ก็ต้องจดบันทึกรายการต่างๆ ด้วยความซื่อสัตย์

  1. สรุปยอดบัญชีทุกเดือนและทำสรุปรายปี

การสรุปยอดบัญชีทุกๆ เดือนจะทำให้เรามองเห็นภาพรวมรายรับและรายจ่ายของร้านค้าออนไลน์ของเรา นอกจากนี้ยังทำให้เมื่อถึงเวลาทำสรุปยอดรายปีก็สามารถรวบรวมข้อมูลและทำสรุปได้ง่ายขึ้นอีกด้วย

โดยรูปแบบของการทำตารางรายรับ-รายจ่ายสามารถทำได้ง่ายๆ ดังนี้

เริ่มต้นการสร้างตารางด้วย excel file หรือในสมุดจดโดย จะต้องมีส่วนประกอบสำคัญ  5  ส่วน  แบ่งเป็น

  • ส่วนที่ 1  ช่องวัน เดือน ปี   ให้เขียนวันที่มีรายการรับเงินและจ่ายเงิน
  • ส่วนที่ 2  ช่องรายการ   ให้บันทึกรายละเอียดของรายการรับเงิน และ รายการจ่ายเงินที่เกิดขึ้นประจำวัน
  • ส่วนที่ 3  ช่องรายรับ   ให้บันทึกจำนวนเงินที่ได้รับเข้ามา  เช่น  ขายสินค้า  , กู้ยืมเงิน  เป็นต้น
  • ส่วนที่ 4  ช่องรายจ่าย    แบ่งเป็น  รายจ่ายซื้อสินค้า และ รายจ่ายอื่นๆ
  • ส่วนที่ 5  ช่องลงยอดรวมรายเดือน ให้รวมเงินในแต่ละเดือนสิ้นเดือนให้รวมเงินที่ได้รับและจ่ายไป ในบันทึกรวมเขียนชื่อเดือนกำกับไว้  เมื่อลงรายการครบทุกช่องแล้ว  นำตัวเลขสรุปตอนสิ้นเดือนซึ่งนอกจากเราจะทราบรายได้  รายจ่าย  กำไร(ขาดทุน) ในแต่ละเดือนแล้วเรายังสามารถนำไปแสดงรายได้ในการยื่นเสียภาษีได้อย่างถูกต้อง สะดวก  รวดเร็ว  โดยให้รวมบัญชีเงินสด รับ-จ่าย สรุปยอดทุกเดือนตั้งแต่เดือน มกราคม – ธันวาคม นำไปยื่นแบบแสดงรายการภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาด้วยแบบ ภ.ง.ด.90 และรายรับครึ่งปี ตั้งแต่เดือน มกราคม – มิถุนายน  นำไปยื่นแบบแสดงรายการภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาด้วยแบบ ภงด.94  อย่าลืมเก็บเอกสารประกอบค่าใช้จ่ายบิล,ใบแจ้งหนี้ใบสำคัญจ่าย และเอกสารรับเงิน เช่น ใบเสร็จรับเงิน,ใบนำฝากธนาคาร,สำเนารายการเคลื่อนไหวบัญชีธนาคาร แยกเป็นหมวดหมู่รายเดือนให้เรียบร้อย

ดาวน์โหลด แบบฟอร์มบัญชีร้านค้า 

ผู้ทำบัญชี

ผู้ทำบัญชี หน้าที่ของผู้ทำบัญชี

ผู้ทำบัญชี คือ ผู้รับผิดชอบในการทำบัญชีของผู้มีหน้าที่จัดทำบัญชี ไม่ว่าจะได้กระทำในฐานะเป็นลูกจ้างของผู้มีหน้าที่จัดทำบัญชีหรือไม่ก็ตาม  

หน้าที่ของผู้ทำบัญชี

  1. จัดทำบัญชีเพื่อแสดง
  2. ลงรายการบัญชีเป็นภาษาไทย หากลงรายการเป็นภาษาต่างประเทศให้มีภาษาไทยกำกับหรือลงรายการเป็นรหัสบัญชี ให้มีคู่มือคำแปรรหัสบัญชีที่เป็นภาษาไทยไว้
  3. เขียนด้วยหมึก ดีดพิมพ์ หรือตีพิมพ์ หรือทำด้วยวิธีอื่นใดที่ได้ผลในทำนองเดียวกัน

ผู้ทำบัญชี บุคคลต่อไปนี้

  1. กรณีเป็นพนักงานของผู้มีหน้าที่จัดทำบัญชี ได้แก่
    • ผู้อำนวยการฝ่ายบัญชี
    • สมุห์บัญชี
    • หัวหน้าแผนกบัญชี
    • ผู้ดำรงตำแหน่งที่เรียกชื่ออย่างอื่นที่มีหน้าที่รับผิดชอบเช่นเดียวกับผู้ดำรงตำแหน่ง ดังกล่าว
  2. กรณีเป็นสำนักงานบริการรับทำบัญชี คือ
    • หัวหน้าสำนักงานกรณีที่เป็นสำนักงานที่มิได้จัดตั้งในรูปคณะบุคคล
    • ผู้เป็นหุ้นส่วนซึ่งรับผิดชอบในการให้บริการรับทำบัญชี กรณีเป็นสำนักงานที่จัดตั้งในรูป คณะบุคคล
    • กรรมการหรือผู้เป็นหุ้นส่วนซึ่งรับผิดชอบในการให้บริการรับทำบัญชี กรณีที่เป็นสำนักงาน ที่จัดตั้งในรูปนิติบุคคล
  3. บุคคลธรรมดา ที่ประกอบวิชาชีพรับจ้างทำบัญชีอิสระ กรณีเป็นผู้รับจ้างทำบัญชีอิสระ
  4. ผู้ช่วยผู้ทำบัญชี กรณีที่ “ผู้ทำบัญชี” รับทำบัญชีเกินกว่า 100 ราย
  5. บุคคลอื่นนอกจากที่ระบุตาม 1.1-1.4 ซึ่งมีหน้าที่รับผิดชอบในการทำบัญชีของผู้มีหน้าที่จัดทำบัญชี

คุณสมบัติของผู้ทำบัญชี

    • มีภูมิลำเนาหรือถิ่นที่อยู่ในราชอาณาจักร
    • มีความรู้ภาษาไทยเพียงพอที่จะทำหน้าที่เป็นผู้ทำบัญชีได้
    • มีคุณสมบัติและไม่มีลักษณะต้องห้ามที่จะประกอบวิชาชีพเป็นผู้ทำบัญชีตามกฎหมาย ว่าด้วยวิชาชีพบัญชี
    • ไม่เคยต้องคำพิพากษาถึงที่สุดให้จำคุกเนื่องจากกระทำความผิดตามฐานความผิดหรือ กฎหมายที่กำหนดในมาตรา 39 (3) แห่งพระราชบัญญัติวิชาชีพบัญชี พ.ศ. 2547 เว้นแต่ต้องคำพิพากษา หรือพ้นโทษมาแล้วไม่น้อยกว่า 3 ปี
    • คุณวุฒิการศึกษาของผู้ทำบัญชีที่สามารถรับทำบัญชีได้ ดังนี้
        • ก.วุฒิไม่ต่ำกว่าอนุปริญญาหรือ ปวส.ทางการบัญชีหรือเทียบเท่า สามารถเป็นผู้ทำบัญชีของกิจการดังนี้ได้
            • ห้างหุ้นส่วนจดทะเบียน
            • บริษัทจำกัดที่ตั้งขึ้นตามกฎหมายไทยซึ่ง ณ วันปิดบัญชีในรอบปีบัญชีที่ผ่านมามี ทุนจดทะเบียนไม่เกิน 5 ล้านบาท มีสินทรัพย์รวมและรายได้รวมไม่เกิน 30 ล้านบาท
        • ข.วุฒิไม่ต่ำกว่าปริญญาตรีทางการบัญชีหรือเทียบเท่า สามารถเป็นผู้ทำบัญชีของกิจการดังนี้ได้
            • ห้างหุ้นส่วนจดทะเบียนและบริษัทจำกัดที่ตั้งขึ้นตามกฎหมายไทยซึ่ง ณ วันปิดบัญชีในรอบปีบัญชีที่ผ่านมามีทุนจดทะเบียนไม่ 5 ล้านบาท มีสินทรัพย์รวมและรายได้รวมไม่เกิน 30 ล้านบาท
            • บริษัทมหาชนจำกัดที่จัดตั้งขึ้นตามกฎหมายไทย
            • นิติบุคคลที่ตั้งขึ้นตามกฎหมายต่างประเทศที่ประกอบธุรกิจในประเทศไทย
            • กิจการร่วมค้าตามประมวลรัษฎากร

เงื่อนไขของการเป็นผู้ทำบัญชี

  1. แจ้งรายละเอียดที่เกี่ยวข้องกับการทำบัญชี พร้อมด้วยหลักฐานตามที่กำหนดต่ออธิบดี ตามแบบ ส.บช. 5 และ ส.บช.5-1
    ภายใน 60 วัน นับจาก
      • (1) วันที่ประกาศมีผลบังคับใช้ (10 สิงหาคม 2544) กรณีทำบัญชีอยู่แล้ว
        (2) วันเริ่มทำบัญชี
        (3) วันที่มีการเปลี่ยนแปลงเกี่ยวกับผู้ทำบัญชี
  2. เข้ารับการอบรมความรู้เกี่ยวกับวิชาชีพบัญชีอย่างน้อย 1 ครั้ง ในทุก ๆ รอบสามปี
  3. ต้องรับทำบัญชีไม่เกินปีละ 100 ราย หากเกินจะต้องมีผู้ช่วยที่มีคุณวุฒิเช่นเดียวกับ ผู้ทำบัญชีอย่างน้อย 1 คน ในทุก ๆ 100 ราย ที่เกิน 100 รายแรก เศษของ 100 ถ้าเกินกว่า 50 ให้นับ เป็น 100

ผู้ทำบัญชี ต้องปฏิบัติตามเงื่อนไขของการเป็นผู้ทำบัญชี 

    • ต้องเป็นสมาชิกสภาวิชาชีพบัญชีหรือขึ้นทะเบียนไว้กับสภาวิชาชีพบัญชีตาม พระราชบัญญัติวิชาชีพบัญชี พ.ศ. 2547
    • แจ้งรายละเอียดที่เกี่ยวข้องกับการทำบัญชีทางระบบอิเล็กทรอนิกส์ที่เว็บไซต์ กรมพัฒนาธุรกิจการค้า (www.dbd.go.th) พร้อมด้วยสำเนาหลักฐานภายใน 30 วัน นับแต่วันเริ่มทำบัญชี
    • กรณีที่มีการเปลี่ยนแปลงรายการที่แจ้งไว้ ต้องแจ้งการเปลี่ยนแปลงทางระบบ อิเล็กทรอนิกส์ที่เว็บไซต์กรมพัฒนาธุรกิจการค้า (www.dbd.go.th) พร้อมด้วยสำเนาหลักฐานภายใน 30 วัน นับแต่วันที่มีการเปลี่ยนแปลง
    • กรณีที่มีการยกเลิกการแจ้งรายละเอียดที่เกี่ยวข้องกับการทำบัญชี ต้องแจ้งการยกเลิก ทางระบบอิเล็กทรอนิกส์ที่เว็บไซต์กรมพัฒนาธุรกิจการค้า (www.dbd.go.th) พร้อมด้วยสำเนาหลักฐาน ภายใน 30 วัน นับแต่วันที่มีการยกเลิก
    • กรณีที่ยกเลิกการแจ้งรายละเอียดที่เกี่ยวข้องกับการทำบัญชีแล้วและขอกลับมาแจ้ง รายละเอียดที่เกี่ยวข้องกับการทำบัญชีใหม่ ต้องเข้ารับการพัฒนาความรู้ต่อเนื่องทางวิชาชีพบัญชีให้ครบ จำนวนชั่วโมงตามระยะเวลาที่ขาดหายไปก่อนการยกเลิก แต่เมื่อรวมกันแล้วไม่เกิน 24 ชั่วโมง และแจ้ง การขอกลับมาแจ้งรายละเอียดที่เกี่ยวข้องกับการทำบัญชีใหม่ทางระบบอิเล็กทรอนิกส์ที่เว็บไซต์กรมพัฒนา ธุรกิจการค้า (www.dbd.go.th)
    • ผู้ทำบัญชีต้องยืนยันรายชื่อผู้มีหน้าที่จัดทำบัญชีที่รับทำบัญชีและสถานภาพการเป็น สมาชิกสภาวิชาชีพบัญชีหรือขึ้นทะเบียนกับสภาวิชาชีพบัญชีทางระบบอิเล็กทรอนิกส์ที่เว็บไซต์กรมพัฒนา ธุรกิจการค้าพร้อมด้วยสำเนาหลักฐานภายใน 30 วัน นับแต่วันสิ้นปีปฏิทินของทุกปี – 3 –
    • ต้องเข้ารับการพัฒนาความรู้ต่อเนื่องทางวิชาชีพบัญชีไม่น้อยกว่า 12 ชั่วโมงต่อปี ปฏิทิน ซึ่งจำนวนชั่วโมงการพัฒนาความรู้ต่อเนื่องทางวิชาชีพบัญชีต้องมีเนื้อหาเกี่ยวกับการบัญชี ไม่น้อยกว่า 6 ชั่วโมง ตามที่สภาวิชาชีพบัญชีประกาศกำหนด
    • แจ้งรายละเอียดการพัฒนาความรู้ต่อเนื่องทางวิชาชีพบัญชีทางระบบอิเล็กทรอนิกส์ที่ เว็บไซต์กรมพัฒนาธุรกิจการค้า (www.dbd.go.th) หลังการท ากิจกรรมพัฒนาความรู้ต่อเนื่องทางวิชาชีพ บัญชี แต่ไม่เกิน 30 วัน นับแต่วันสิ้นปีปฏิทินของทุกปีปฏิทิน และต้องเก็บหลักฐานการพัฒนาความรู้ ต่อเนื่องทางวิชาชีพบัญชีเป็นเวลาไม่น้อยกว่า 3 ปี นับแต่วันสิ้นสุดของการท ากิจกรรมในแต่ละครั้ง
    • ผู้ทำบัญชีรับทำบัญชีให้กับผู้มีหน้าที่จัดทำบัญชีได้ไม่เกิน 100 รายต่อปีปฏิทิน ไม่ว่าจะเป็นการรับทำบัญชีในรอบปีบัญชีใดก็ตาม

“ผู้ทำบัญชี” เป็นเพียงจำกัดความของวิชาชีพ ที่ปัจจุบันมีการตรากฎหมายออกมาเพื่อคุ้มครองอาชีพนี้โดยเฉพาะ คือ พระราชบัญญัติ การบัญชี พ.ศ.๒๕๔๓ “ผู้ทำบัญชี” ที่มีคุณสมบัติตามกฎหมาย แต่อาจจะยังไม่ใช่ “นักบัญชี” หากว่าผู้นั้นยังขาดประสบการณ์ในหน้าที่งานบัญชี และเช่นกัน “นักบัญชี” เป็นผู้มีความสามารถและประสบการณ์ ไม่อาจจะเป็น “ผู้ทำบัญชี” ได้หากว่าขาดคุณสมบัติวุฒิการศึกษาตามที่กฎหมายกำหนด
ดังนั้น จะเห็นได้ว่า “ผู้ทำบัญชี” และ “นักบัญชี” เป็นวิชาชีพหนึ่งที่ต้องอาศัยซึ่งกันและกัน โดยส่วนหนึ่งที่ผู้ทำบัญชี และนักบัญชี มีเหมือนกันคืออุปนิสัยและคุณสมบัติ

ดังนี้

  1. ซื่อสัตย์มีจรรยาบรรณวิชาชีพ เนื่องจากนักบัญชีจะรับทราบตัวเลขความเคลื่อนไหวทางการเงินของบริษัทอยู่ตลอดเวลานักบัญชีที่ดีจะไม่เปิดเผยข้อมูลต่างๆ ทางการเงินของบริษัทเด็ดขาด
  2. ขยัน อดทนรับผิดชอบงานในหน้าที่ให้สำเร็จลุล่วงตามกำหนดเวลา จึงเป็นเรื่องปกติที่จะเห็นนักบัญชีกลับบ้านดึกกว่าแผนกอื่นเสมอ
  3. ละเอียดรอบคอบ ถี่ถ้วนในการมอบหรือรับมอบเอกสารเกี่ยวกับการเงิน ควรเรียกเก็บหลักฐานทางการเงิน และตรวจสอบความถูกต้องทุกครั้ง ควรจัดเก็บเอกสารการเงิน การบัญชีทุกฉบับไว้ในที่ปลอดภัย ตามระยะเวลาที่กฎหมายกำหนด
  4. มีความรู้แน่นภาคทฤษฎี และประยุกต์ใช้ให้เข้ากับธุรกิจได้นักบัญชีจำเป็นต้องนำทฤษฎีมาใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูลตัวเลขได้อย่าง ถูกต้องแม่นยำ ในขณะเดียวกันก็ต้องมีความเข้าใจในธุรกิจของบริษัท และนำทฤษฎีมาประยุกต์ใช้ให้เหมาะกับธุรกิจได้ด้วย
  5. สร้างแรงกดดันให้ตนเองในการทำงานควรมีการกำหนดเป้าหมายที่ชัดเจน และหาวิธีที่จะทำให้ได้ตามเป้า นอกจากนั้น นักบัญชียังสามารถพัฒนาตนเองได้ตลอดเวลา ด้วยการกำหนดเวลาในการทำงานให้สั้นลง หรือขอทำงานที่ยากขึ้นเรื่อยๆ
  6. กล้านำเสนอแนวคิดและวิธีการใหม่ๆ ที่เป็นประโชน์ต่อบริษัท รวมทั้ง รีบแจ้งผู้มีอำนาจทราบทันที เมื่อพบการทุจริต หรือความเสียหายใดๆ
  7. ทบทวนตนเองทุกปีตั้งคำถามว่าตนเองต้องการอะไร และในปีที่ผ่านมาทำอะไรไปแล้วบ้าง ยังมีอะไรที่ต้องทำอีกบ้าง มีอะไรที่ผิดพลาดบ้าง เพื่อหาทางแก้ไข และปรับปรุงตนเองให้ดีขึ้น ไม่ให้เกิดความผิดพลาดอีกเป็นครั้งที่สอง
  8. รู้จักการเปิดรับเทคโนโลยี ข้อมูล ข่าวสาร และสิ่งใหม่ๆ ตลอดเวลานักบัญชีควรหาโอกาสพูดคุยพบปะกับคนในวิชาชีพเดียวกัน เพื่อแลกเปลี่ยนความคิด และเข้าใจวิธีการทำงานของคนอื่น รวมทั้งหมั่นศึกษากฎหมายเกี่ยวกับการบัญชี และภาษีอากรที่เกี่ยวข้องอยู่เสมอvertify
บัญชีต้นทุน

ต้นทุน

ต้นทุน คือ จำนวนเงินที่จ่ายไปเพื่อใช้ในการผลิตสินค้าทุกขั้นตอนตั้งแต่การแปรสภาพวัตถุดิบจนแปรเปลี่ยนเป็นสินค้าสำเร็จรูป

การบัญชีต้นทุน

การบัญชีต้นทุน (Cost Accounting) จึงหมายความถึง วิธีการทางบัญชีที่ทำหน้าที่รวบรวมข้อมูลทางด้านต้นทุนของธุรกิจ ประเภทอุตสาหกรรม โดยมีวัตถุประสงค์พื้นฐานในการจัดทำรายงานทางการเงินตลอดจนวิเคราะห์ และจำแนกข้อมูลเพื่อใช้ในการบริหารต้นทุน (Cost Management) ตามความต้องการของผู้บริหาร
ซึ่งในปัจจุบันไม่เพียงแต่ธุรกิจเท่านั้นที่จะต้องใช้วิธีการทางบัญชีหรือข้อมูลของบัญชีต้นทุน แต่ยังมีธุรกิจอีกหลายประเภท เช่น โรงแรม โรงพยาบาล โรงเรียน มหาวิทยาลัย ธนาคาร บริษัทเงินทุน บริษัทสายการบิน และกิจการอื่น ๆ  อีกมากมายที่ได้มีการนำวิธีการบัญชีต้นทุนไปประยุกต์ใช้เพื่อการตัดสินใจของผู้บริหาร

วัตถุประสงค์ของการทำบัญชีต้นทุน

ดังนั้นหากกล่าวโดยสรุป วัตถุประสงค์ของการทำบัญชีต้นทุน คือการสะสมและรวบรวมข้อมูลเกี่ยวกับต้นทุนของกิจการ เพื่อนำไปใช้เป็นเครื่องมือในการตัดสินใจหรือการวางแผนและควบคุมต้นทุนของฝ่ายบริหารระดับต่างๆขององค์กร / กิจการ ซึ่งโดยปกติแล้วการบัญชีต้นทุนจะทำหน้าที่หลักในการสะสมข้อมูลทางด้านต้นทุนที่เป็นข้อมูลที่เกิดขึ้นแล้วในอดีต เพื่อคำนวณหาต้นทุนของผลิตภัณฑ์ รวมทั้งใช้ประมาณมูลค่าของสินค้าคงเหลือ นอกจากนี้การบัญชีต้นทุนยังเป็นส่วนที่เกี่ยวข้องกับการประมาณหรือการพยากรณ์ต้นทุนที่จะเกิดขึ้นในอนาคตเพื่อการตัดสินใจอีกด้วย

บทบาทของการทำบัญชีต้นทุน

ซึ่งในส่วนนี้เองจึงทำให้การบัญชีต้นทุนเข้ามามีบทบาทเพื่อการตัดสินใจของฝ่ายบริหาร ในปัจจุบันนี้การพัฒนาทางด้านอุตสาหกรรมและการผลิตได้มีการพัฒนาเปลี่ยนแปลงไปอย่างมาก เช่น การนำเครื่องจักรกล เครื่องคอมพิวเตอร์เข้ามาใช้ในกระบวนการผลิต เป็นต้น การนำบัญชีต้นทุนเข้ามาใช้เพื่อทำหน้าที่ในการเก็บรวบรวมข้อมูลทางด้านต้นทุนที่ถูกต้อง และมีความสามารถที่จะให้ข้อมูลเพื่อการตัดสินใจแก่ฝ่ายบริหารได้อย่างรวดเร็ว ทันสมัย และเชื่อถือได้จึงเป็นสิ่งที่นักบัญชีต้นทุนจะต้องมีความเข้าใจ และสามารถที่จะประยุกต์การบัญชีต้นทุนให้ใช้ได้กับลักษณะของธุรกิจต่าง ๆ ได้อย่างมีประสิทธิภาพ
ดังนั้น จากขอบเขตหน้าที่ความรับผิดชอบของการบัญชีการเงิน และการบัญชีต้นทุน ทำให้สามารถสรุปถึงความสัมพันธ์ระหว่างการบัญชีการเงินและการบัญชีต้นทุนได้ 2 ลักษณะ ดังนี้

1) การคำนวณต้นทุนขาย (Cost of Goods sold)

เป็นรูปแบบการจัดทำงบการเงินเพื่อเสนอต่อบุคคลภายนอก ซึ่งถือเป็นหน้าที่และความรับผิดชอบประการสำคัญของการบัญชีการเงิน ในกรณีที่กิจการเป็นธุรกิจซื้อขายสินค้าโดยทั่วไปการคำนวณต้นทุนขายเพื่อแสดงเป็นค่าใช้จ่ายในงบกำไรขาดทุนก็สามารถกระทำได้โดยไม่ต้องอาศัยหลักการบัญชีต้นทุน
แต่ในกรณีที่กิจการมีลักษณะเป็นธุรกิจผลิตสินค้าการคำนวณต้นทุนขายจำเป็นต้องอาศัยหลักการบัญชีต้นทุนในการคำนวณต้นทุนการผลิตของสินค้าที่ผลิตได้เพื่อขาย  ซึ่งจะมีรูปแบบซับซ้อนมากยิ่งขึ้น

2) การแสดงสินค้าคงเหลือ (Inventories)

การแสดงสินค้าคงเหลือนิยมแสดงผ่านรายงานทางงบดุล (Balance Sheet) ซึ่งเป็นงบการเงินชนิดหนึ่งที่การบัญชีการเงินมีหน้าที่ความรับผิดชอบที่จะต้องแสดงรายละเอียดเกี่ยวกับฐานะการเงินของกิจการให้มีความถูกต้อง เที่ยงธรรม และเชื่อถือได้มากที่สุด

การบันทึกบัญชีต้นทุน

การบันทึกบัญชีต้นทุนการผลิตของผลิตภัณฑ์จะแยกบัญชีออกตามลักษณะของต้นทุน คือ วัตถุดิบทางตรง แรงงานทางตรง และค่าใช้จ่ายการผลิต  หากในการผลิตนั้นจำเป็นจะต้องใช้วัตถุดิบหลายชนิดจะแยกบัญชีวัตถุดิบออกตามชนิด หรือแรงงานทางตรงหากมีการผลิตในหลายแผนกหลาย หน่วยงานจะบันทึกแรงงานทางตรงของแต่ละหน่วยออกจากกัน เช่นเดียวกับค่าใช้จ่ายการผลิต เช่น แรงงานทางอ้อม ค่าเช่า ค่าประกันภัย ค่าบำรุงรักษา ค่าเสื่อมราคา  ค่าภาษีทรัพย์สิน เป็นต้น

การบันทึกบัญชีต้นทุนที่ใช้อยู่เป็นประจำ มีดังนี้

  1. บัญชีวัตถุดิบ ใช้บันทึกรับเข้าและเบิกวัตถุดิบทางตรงไปใช้โดยมีบัญชีแยกประเภทย่อยหรือบัตรวัตถุดิบสำหรับวัตถุดิบแต่ละชนิด
  2. บัญชีค่าแรง ใช้บันทึกค่าแรงที่คนงานแต่ละคนทำงานให้กับกิจการ โดยคำนวณค่าแรงจากบัตรลงเวลาหรือสมุดบันทึกการทำงาน และจะเครดิตออกเมื่อโอนต้นทุนค่าแรงเข้าบัญชีงานระหว่างทำ
  3. บัญชีค่าใช้จ่ายการผลิต สำหรับบันทึกค่าที่ใช้จ่ายในการผลิต ปกติเมื่อเกิดรายจ่ายขึ้นจะบันทึกไว้ในบัญชีค่าใช้จ่ายประเภทนั้นแล้วโอนมาเข้าบัญชีค่าใช้จ่ายการผลิตภายหลัง
  4. บัญชีค่าใช้จ่ายการผลิตคิดเข้างาน สำหรับบันทึกการโอนค่าใช้จ่ายการผลิตเข้าการผลิต โดยปกติมักมีการกำหนดเกณฑ์หรืออัตราในการโอนไว้ล่วงหน้า ซึ่งอาจมียอดไม่เท่ากับบัญชีค่าใช้จ่ายการผลิตที่เกิดขึ้นจริงจนกว่าจะมีการโอนปิดบัญชี
  5. บัญชีงานระหว่างทำ ใช้เป็นที่รวมต้นทุนของผลิตภัณฑ์ที่กำลังดำเนินการผลิต บัญชีนี้จึงรับโอนต้นทุนมาจากบัญชีวัตถุดิบ บัญชีค่าแรงและบัญชีค่าใช้จ่ายการผลิตคิดเข้างาน
  6. บัญชีสินค้าสำเร็จรูป เป็นบัญชีที่รวบรวมต้นทุนของสินค้าที่ผลิตสำเร็จและยังไม่ได้จำหน่าย โดยรับโอนต้นทุนมาจากบัญชีงานระหว่างทำ และจะเครดิตออกเมื่อได้จ่ายหรือขายสินค้าออกไป

ดังนั้น จะเห็นได้ว่าการจัดทำบัญชีต้นทุนของกิจการจึงเป็นส่วนหนึ่งของบัญชีบริหาร (Managerial accounting) โดยนำมาร่วมกันในการวางแผน ควบคุม ประเมินและวัดผลการดำเนินงานขององค์กรและหน่วยงานต่างๆในองค์กร ซึ่งเป็นประโยชน์อย่างมากในการตั้งราคาขาย ร่วมงานประมูล จัดส่งเสริมการขาย ร่วมทั้งจัดงานลดราคาประจำปีเพราะการทราบถึงต้นทุนที่แท้จริงของผลิตภัณฑ์จะทำให้กิจการสามารถวางแผนสร้างกำไรที่มากขึ้นมากกว่าการเสียเงินจ้างนักบัญชีต้นทุนและยังคุ้มค่ากับการเสียเวลาในการเก็บข้อมูลเพื่อจัดทำต้นทุนผลิตภัณฑ์อีกด้วย

บัญชีเบื้องต้น

หลักการบัญชีเบื้องต้น

หลักการบัญชีเบื้องต้น เรียกได้ว่า เป็นหัวใจหลักของผู้ประกอบอาชีพนักบัญชี เพราะหลักการบัญชีเบื้องต้นคือพื้นฐานข้อมูล และความรู้ทางการบัญชีที่ผู้ประกอบอาชีพนักบัญชีจะต้องเรียนรู้ เพื่อให้ตนสามารถเข้าใจบทบาทหน้าที่ของหน่วยงานบัญชีในองค์กร หลักการและวิธีการทางบัญชีตามวงจรการบัญชีที่ถูกต้อง

บัญชีเบื้องต้น
บัญชีเบื้องต้น คือ

อีกทั้ง สามารถจัดทำงบการเงินและสามารถวิเคราะห์ข้อมูลเบื้องต้นจากงบการเงินได้ และไม่เพียงแต่พนักงานทำบัญชีเท่านั้นที่ต้องมีความรู้เกี่ยวกับหลักการบัญชีเบื้องต้น ผู้บริหาร เจ้าของกิจการรวมถึงนักลงทุน ก็ต้องมีความรู้เบื้องต้นของหลักการบัญชีดังต่อไปนี้เพื่อใช้ในการสอบทานความถูกต้องของงบการเงิน

คำนิยามเบื้องต้นที่ต้องรู้หากต้องการศึกษาหลักการบัญทึกบัญชี

สมการบัญชี

สมการบัญชี คือ สินทรัพย์ = หนี้สิน + ส่วนของผู้ถือหุ้น(ทุนส่วนเจ้าของกิจการ)
โดยสินทรัพย์ หมายถึง เงินสดหรือสินทรัพย์อื่นที่บริษัทฯ อาจขาย หรือเปลี่ยนสภาพเป็นเงินสด หรือใช้หมดไปภายในระยะเวลา 1 ปี ในขณะที่หนี้สิน หมายความถึง หนี้สินที่มีระยะเวลาการชำระเงินเกินกว่า 1 ปี หรือ. เกินกว่ารอบระยะเวลาการดำเนินงานตามปกติของกิจการ และส่วนของผู้ถือหุ้น คือ แหล่งที่มาของเงินทุน จาก เจ้าของธุรกิจ หรือก็คือเงินลงทุน

กำไร-ขาดทุน เบ็ดเสร็จ

กำไร-ขาดทุน เบ็ดเสร็จ หมายถึง รายงานทางการเงินที่ทำขึ้นเพื่อแสดงผลกรดำเนินงานของกิจการในงวดเวลาหนึ่ง เพื่อแสดงผลกำไร เสมอตัว หรือขาดทุนของกิจการ โดยมีสมการทางบัญชี คือ รายได้ – ค่าใช้จ่าย = กำไร (ขาดทุน) สำหรับปี
* รายได้ หมายถึง ผลตอบแทนที่กิจการได้รับจากการขายสินค้าหรือบริการตามปกติของกิจการรวมทั้ง ผลตอบแทนอื่นๆ ที่ไม่ได้เกิดจากการดำเนินงานตามปกติ เช่น การขายเครื่องจักร ดอกเบี้ย เป็นต้น
* ค่าใช้จ่าย หมายถึง ต้นทุนส่วนที่หักออกจากรายได้ ซึ่งเป็นรายการที่หักออกจากรายได้ โดยทั่วไป คือ ต้นทุนขาย ค่าแรงงาน ค่าเสื่อมราคา เป็นต้น

รายการบัญชี

รายการบัญชี

รายการบัญชี คือ เหตุการณ์ทางการเงินที่มีผลต่อการเปลี่ยนแปลงขึ้นลงของสินทรัพย์ หนี้สินและส่วนของผู้ถือหุ้น เช่น “การซื้อทรัพย์สิน , การถอนทุน , การชำระหนี้ ,การขายสินค้าหรือบริการให้กับลูกค้า”
โดยรายการบัญชีจะส่งผลกระทบต่อสมการบัญชีเสมอ  ซึ่งรายการบัญชีหนึ่งที่เกิดขึ้นจะต้องเกิดคู่กับการเปลี่ยนแปลงของอีกรายการหนึ่งหรือหลายรายการและทำให้สมการดุล (ค่าของทั้งสองข้างสมการเท่ากัน) ซึ่งเรียกการบันทึกบัญชีแบบนี้ว่า “ระบบบัญชีคู่” ที่จะถูกบันทึกทั้ง 2 ด้านในรูปแบบของด้านเดบิตและด้านเครดิต

  • ด้านเดบิต

    คือด้านบัญชีฝั่งซ้าย ใช้บันทึกรายการบัญชีการเพิ่มขึ้นของสินทรัพย์ การลดลงของหนี้สิน การลดลงของส่วนผู้ถือหุ้นและการเกิดขึ้นของค่าใช้จ่าย

  • ด้านเครดิต

    คือด้านบัญชีฝั่งขวา ใช้บันทึกรายการบัญชีการลดลงของสินทรัพย์ การเพิ่มขึ้นของหนี้สิน การเพิ่มขึ้นของส่วนผู้ถือหุ้นและการเกิดขึ้นของค่าใช้จ่าย

ซึ่งหลักการบันทึกบัญชีคู่ นอกจากจะต้องทำความรู้จักกับคำว่าเดบิต เครดิตแล้ว ยังต้องทำการแยกหมวดบัญชีออกมาเป็น 5 ประเภท

หมวดบัญชี

หมวดบัญชีออกมาเป็น 5 ประเภท

  1. หมวดบัญชีสินทรัพย์หากมีค่าเพิ่มขึ้นบันทึกด้านเดบิต แต่หากวิเคราะห์แล้วลดลงจะบันทึกไว้ด้านเครดิต
  2. หมวดบัญชีหนี้สินหากมีค่าเพิ่มขึ้นบันทึกด้านเครดิต แต่หากวิเคราะห์แล้วลดลงจะบันทึกไว้ด้านเดบิต
  3. ส่วนบัญชีของผู้ถือหุ้นหากมีค่าเพิ่มขึ้นบันทึกด้านเครดิต แต่หากวิเคราห์แล้วลดลงจะบันทึกไว้ด้านเดบิต
  4. ส่วนบัญชีของรายได้หากมีค่าเพิ่มขึ้นบันทึกด้านเครดิต แต่หากวิเคราห์แล้วลดลงจะบันทึกไว้ด้านเดบิต
  5. ส่วนบัญชีของรายจ่ายหากมีค่าเพิ่มขึ้นบันทึกด้านเดบิต แต่หากวิเคราะห์แล้วลดลงจะบันทึกไว้ด้านเครดิต

และเมื่อวิเคราะห์รายการบัญชี จำแนกการขึ้นลงของเดบิตเครดิตได้แล้ว ให้ทำการบันทึกรายการค้าในบัญชีรูปตัวที ซึ่งด้านซ้ายจะเป็นเดบิตและด้านขวาเป็นเครดิต ซึ่งผลการบันทึกรายการบัญชีทั้งด้านเดบิตและด้านเครดิตจำนวนเงินจะต้องเท่ากันตามหลักการบัญชีคู่ทุกครั้ง
จากนั้นทำการรวมยอดในแต่ละหมวดบัญชี โดยสมการบัญชีต้องดุลทุกครั้งตามหลัก :  สินทรัพย์ = หนี้สิน + ส่วนของผู้ถือหุ้น การบันทึกบัญชีนั้น ๆ จึงจะถือว่าถูกต้อง ซึ่งการลงบันทึกรายการบัญชีแบบนี้จะทำให้เราวิเคราะห์ภาพรวมของบัญชีทั้งหมดได้และสร้างเป็นงบการเงินฉบับทดลอง
จากนั้นนำมาปรับปรุงให้ถูกต้อง จนกลายเป็นงบการเงินฉบับที่ถูกต้อง มีความแม่นยำและน่าเชื่อถือ สามารถนำส่งกรมพัฒนาธุรกิจการค้าได้ ทำให้วงจรบัญชีของกิจการนั้นๆสมบรูณ์
ดังนั้น จะเห็นได้ว่า หลักการบัญชีเบื้องต้น เป็นความรู้เกี่ยวกับการจดบันทึกรายการค้าต่าง ๆ ที่เกิดขึ้น ที่เกี่ยวกับการรับเงิน และการจ่ายเงิน หรือสิ่งของที่มีมูลค่าเป็นตัวเงินไว้ในสมุดบัญชีอย่างสม่าเสมอ โดยหากนักบัญชีมีความรู้ความเข้าใจที่ถูกต้องก็จะสามารถจัดแยกประเภทได้เป็นระเบียบ ถูกต้องตามหลักการ และสามารถแสดงผลการดำเนินงาน พร้อมทั้งฐานะการเงินของกิจการในระยะเวลาใดระยะเวลาหนึ่งได้ เพื่อให้เป็นประโยชน์ต่อการตัดสินใจเชิงเศรษฐกิจ

Credit debit

เดบิต เครดิต

คือการบันทึกบัญชีในการทำบัญชีคู่ซึ่งเป็นการบันทึกบัญชีแบบสองด้านอย่างน้อยสองบัญชีขึ้นไป ในแต่ละรายการที่บันทึกจะมีด้านหนึ่งคือเดบิตจะอยู่ทางด้านซ้าย และเครดิตจะอยู่ทางด้านขวา เมื่อนำมาเข้าสู่สมการทั้งสองฝั่งจะต้องมียอดรวมเท่ากัน แต่จำนวนบัญชีที่บันทึกอาจจะไม่ต้องเท่ากันก็ได้ ในการบันทึกบัญชีคู่นั้นได้รับความนิยมอย่างมากเพราะว่าสามารถนำไปใช้ได้กับทุกธุรกิจและทุกขนาด

เดบิต (Debit) คือ

ค่าที่อยู่ทางด้านซ้าย ของตารางหรือสมการใช้เพื่อบันทึกสินทรัพย์ และ รายจ่ายที่เพิ่มขึ้น โดยใช้อักษรย่อ “Dr.”

เครดิต (Credit) คือ

ค่าที่อยู่ทางด้านขวา ของตารางหรือสมการใช้เพื่อบันทึกส่วนของเจ้าของ รายได้ที่เพิ่มขึ้น และรายจ่ายที่ลดลง โดยใช้อักษรย่อ “Cr.”

5 บัญชีหลักที่ควรรู้ในการบันทึกเดบิต เครดิต

  1. สินทรัพย์: เช่น เงินสดในกระเป๋าสตางค์, เงินในบัญชีธนาคาร, หุ้น, ทอง, ลูกหนี้การค้า, ,ค่าเช่าจ่ายล่วงหน้า, ค่าประกันรถยนต์, เครื่องจักร, อาคาร, ที่ดิน
  2. หนี้สิน: เช่น หนี้ยืมเพื่อน, หนี้บัตรเครดิต, ค่าใช้จ่ายค้างจ่าย, เจ้าหนี้การค้า, ภาษีค้างจ่าย, เงินเดือนค้างจ่าย (ถ้าเราเป็นเจ้าของกิจการ)
  3. ส่วนของเจ้าของ: เช่น เงินเจ้าของนำมาลงทุน, เงินเจ้าของถอนออกไปใช้, กำไรสะสม
  4. รายรับ: เช่น ยอดขาย, เงินเดือน (ถ้าเราเป็นพนักงานกินเงินเดือน), ดอกเบี้ยรับ
  5. รายจ่าย: เช่น ค่ากิน, ค่าไฟฟ้า, ภาษี, ค่าเช่า, เงินเดือนพนักงาน (ถ้าเราเป็นเจ้าของกิจการ)

สมการในการทำบัญชีคู่ เดบิต เครดิต

  • สินทรัพย์ = หนี้สิน + ส่วนของเจ้าของ (ทุน)
  • สินทรัพย์ = หนี้สิน + ส่วนของเจ้าของ (ทุน) + (รายได้ – รายจ่าย)

เอกสารจดทะเบียนบริษัท

จดทะเบียนบริษัท ใช้เอกสารอะไรบ้าง

การจดทะเบียนบริษัท อาจเป็นเรื่องยุ่งยากสำหรับผู้ประกอบการรายใหม่ เพราะไมรู้ว่าขั้นตอนการดำเนินการ อีกทั้งยังมีการเตรียมเอกสารหลายอย่างที่ยุ่งยาก หากจัดเตรียมเอกสารไม่ครบถ้วน ทำให้เสียเวลาเข้าไปติดต่อในวันหลัง
หากไม่สะดวก หรือไม่มีความรู้ในการจดทะเบียนบริษัท ควรจ้างบริษัทที่รับจดทะเบียนบริษัทที่มีความเชี่ยวชาญเป็นผู้ดำเนินการแทนจะดีกว่า  อาจจะมีค่าบริการบ้างแต่ก็ถือว่าว่าคุ้มค่ากับที่ไม่ต้องเสียเวลา ได้เอกสารจดทะเบียนที่ถูกต้อง รวดเร็ว แต่ก็ควรเลือกบริษัทรับจดทะเบียนบริษัทที่มีความน่าเชื่อถือ ดำเนินธุรกิจมานานยิ่งดี ยิ่งเป็นตัวการันตีถึงประสบการณ์และความชำนาญ

ในการจดทะเบียน มีอยู่ 2 รูปแบบ คือ 

  1. จดทะเบียนการค้าอิเล็กทรอนิกส์
  2. การจดทะเบียนบริษัท

1.จดทะเบียนการค้าอิเล็กทรอนิกส์

สำหรับผู้ประกอบการที่ทำธุรกิจออนไลน์ ที่มีเว็บไซต์หลักของบริษัท สำหรับขายสินค้าหรือบริการ และเผยแพร่ข้อมูลข่าวสารต่างของธุรกิจ  หากนึกไม่ออก ลองเข้าไปดูตามเว็บไซต์ของบริษัทใหญ่ จะสังเกตเห็น สัญลักษณ์สีม่วง DBD อยู่ตามเว็บไซต์ ซึ่งเป็นสัญลักษณ์ของธุรกิจร้านค้าที่ผ่านการจดทะเบียนการค้าอิเล็กทรอนิกส์ ที่ได้รับรองจากกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ อย่างถูกต้อง ทำให้คนที่เป็นลูกค้ามั่นใจในความปลอดภัยที่จะเลือกซื้อสินค้า  ในส่วนของร้านค้าเองก็มีความน่าเชื่อถือ เป็นการสร้างภาพลักษณ์ทีดีให้กับธุรกิจบนโลกออนไลน์

อยากจะจดทะเบียนการค้าอิเล็กทรอนิกส์ต้องทำอย่างไรบ้าง?

  1. ต้องเป็นธุรกิจที่เข้าข่ายที่ต้องจดทะเบียนพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ ได้แก่
      • ร้านค้าออนไลน์ หรือธุรกิจที่ซื้อขายผ่านเครือข่ายอินเตอร์เน็ต
      • ผู้ให้บริการ Web Hosting
      • ผู้ให้บริการอินเตอร์เน็ต (ISP)
      • ผู้ให้บริการที่เป็นตัวกลางในการซื้อขายบนอินเตอร์ ที่เราคุ้นหูคุ้นตากัน เช่น Kaidee , Lazada ฯลฯ
  2. สร้างเว็บไซต์ธุรกิจให้สำเร็จ พร้อมขาย เช่น ลงรูป ลงเนื้อหา ที่อยู่ วิธีชำระเงิน ช่องทางชำระเงิน วิธีการจัดส่ง ซึ่งการสร้างเว็บไซต์สามารถจ้าง หรือสามารถเลือกใช้เว็บไซต์สำเร็จรูป จาก Weloveshopping, lnwshop ฯลฯ ก็ได้เช่นกัน
  3. ยื่นขอจดทะเบียนพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ที่สำนักงานเขตใกล้บ้าน สำหรับคนที่อยู่กรุงเทพ ส่วนคนที่อยู่ต่างจังหวัด ยืนขอได้ที่องค์การบริหารส่วนตำบลหรือสำนักงานเทศบาลในพื้นที่
  4. ทำเรื่องขอใช้เครื่องหมาย DBD ของกรมพัฒนาธุรกิจ กระทรวงพาณิชย์
  • เอกสารที่ใช้ประกอบการขอจดทะเบียนการค้าอิเล็กทรอนิกส์
  1. สำเนาบัตรประจำตัวประชาชน สำเนาทะเบียนบ้าน สำหรับเจ้าของร้าน
  2. แบบคำขอจดทะเบียนพาณิชย์
  3. รายละเอียดของเว็บไซต์
  4. เอกสารจดโดเมนเนม
  5. ปริ้นหน้าเว็บไซต์ของคุณไปด้วย ประกอบด้วย หน้าแรกของเว็บไซต์, หน้าสินค้า/บริการ, หน้าวิธีการสั่งซื้อสินค้า/บริการ, หน้าวิธีชำระเงิน, หน้าวิธีส่งสินค้า
  6. แผนที่ของร้าน
  7. หากจดทะเบียนในนามนิติบุคคล ต้องมีหนังสือรับรองการจดทะเบียนของห้างหุ้นส่วนหรือบริษัท
  8. กรณีมอบอำนาจให้คนอื่นมาดำเนินการแทน ต้องมีหนังสือมอบอำนาจ พร้อมอากรแสตมป์ และสำเนาบัตรประชาชนผู้รับมอบอำนาจมาด้วย

2.การจดทะเบียนบริษัท

จดทะเบียนบริษัท ใช้เอกสารอะไรบ้าง?

สิ่งที่ต้องเตรียมในการจดทะเบียนบริษัท

  1. ต้องมีชื่อบริษัท ที่ได้การจองชื่อไว้แล้ว
  2. ที่ตั้งสำนักงาน หมายเลขโทรศัพท์ อีเมล ของสำนักงานและกรรมการ
  3. วัตถุประสงค์ที่ประกอบกิจการ
  4. ทุนจดทะเบียน มูลค่าหุ้น
  5. ข้อมูลผู้เริ่มก่อตั้ง เช่น ชื่อ ที่อยู่ อาชีพ จำนวนหุ้น
  6. ข้อมูลของพยาน 2 คน เช่น ชื่อ ที่อยู่ อายุ สัญชาติ
  7. อากรแสตมป์
  8. จำนวนทุนที่เรียกชำระแล้วอย่างน้อยร้อยละ 25 ของทุนจดทะเบียน
  9. ชื่อ ที่อยู่ อายุ ของกรรมการ
  10. รายชื่อกรรมการที่มีอำนาจลงชื่อแทนบริษัท
  11. ชื่อ เลขทะเบียนผู้สอบัญชีรับอนุญาตและค่าตอบแทน
  12. ชื่อที่อยู่ สัญชาติ จำนวนหุ้น ของผู้ถือหุ้นแต่ละคน
  13. ตราสำคัญ

เอกสารที่ใช้ในการจดทะเบียนจัดตั้งบริษัท

  1. คำขอจดทะเบียนบริษัทจำกัด (แบบ บอจ.1)
  2. แบบคำรับรองการจดทะเบียนบริษัทจำกัด
  3. หนังสือบริคณห์สนธิ (แบบ บอจ.2) ผนึกอากรแสตมป์ 200 บาท
  4. รายการจดทะเบียนจัดตั้ง (แบบ บอจ.3)
  5. แบบวัตถุที่ประสงค์ (แบบ ว.)
  6. รายละเอียดกรรมการ (แบบ ก.)
  7. แบบแจ้งผลการจองชื่อนิติบุคคลที่ยังไม่ครบกำหนด
  8. หลักฐานให้ความเห็นชอบในการจัดตั้งบริษัทเพื่อประกอบธุรกิจจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง (ใช้เฉพาะในการประกอบธุรกิจที่มีกฎหมายพิเศษควบคุม เช่น ธุรกิจธนาคาร ธุรกิจประกันภัย ธุรกิจเงินทุน ธุรกิจหลักทรัพย์ ธุรกิจเครดิตฟองซิเอร์ กิจการข้อมูลเครดิต บริหารสินทรัพย์ กิจการคลังสินค้า กิจการไซโล หรือกิจการห้องเย็น)
  9. บัญชีรายชื่อผู้ถือหุ้น (แบบ บอจ.5)
  10. สำเนาบัญชีรายชื่อผู้เข้าชื่อซื้อหุ้นหรือผู้รับมอบฉันทะในการประชุมให้ความเห็นชอบในกิจการที่ได้ประชุมจัดตั้งบริษัทพร้อมลายมือชื่อ
  11. สำเนารายงานการประชุมตั้งบริษัท
  12. สำเนาข้อบังคับ ผนึกอากร 200 บาท (ถ้ามี)
  13. สำเนาหลักฐานการรับชำระค่าหุ้นที่บริษัทออกให้แก่ผู้ถือหุ้น
  14. กรณีบริษัทจำกัดมีผู้ถือหุ้นเป็นคนต่างด้าวถือหุ้นในบริษัทจำกัดไม่ถึงร้อยละ 50 ของทุนจดทะเบียน หรือกรณีบริษัทจำกัดไม่มีคนต่างด้าวเป็นผู้ถือหุ้น แต่คนต่างด้าวเป็นกรรมการผู้มีอำนาจลงนามหรือร่วมลงนามผูกพันบริษัท ให้ส่งเอกสารหลักฐานที่ธนาคารออกให้ เพื่อรับรองหรือแสดงฐานะการเงินของผู้ถือหุ้นที่มีสัญชาติไทยแต่ละรายประกอบคำขอจดทะเบียน โดยเอกสารดังกล่าวต้องแสดงจำนวนเงินที่สอดคล้องกับจำนวนเงินที่นำมาลงหุ้นของผู้ถือหุ้นแต่ละราย
  15. แบบ สสช.1 จำนวน 1 ฉบับ
  16. แผนที่แสดงที่ตั้งสำนักงานแห่งใหญ่และสถานที่สำคัญบริเวณใกล้เคียงโดยสังเขป
  17. สำเนาบัตรประจำตัวของผู้เริ่มก่อการและกรรมการทุกคน
  18. สำเนาหลักฐานการเป็นผู้รับรองลายมือชื่อ (ถ้ามี)
  19. หนังสือมอบอำนาจ (กรณีที่ผู้ขอจดทะเบียนไม่สามารถยื่นขอจดทะเบียนได้ด้วยตนเองก็มอบอำนาจให้บุคคลอื่นดำเนินการแทนโดยทำหนังสือมอบอำนาจและผนึกอากรแสตมป์ด้วย)

หลายคนพออ่านถึงตรงนี้ อาจจะต้องกุมขมับ เพราะต้องเตรียมเอกสารมากมาย  ซึ่งมันยุ่งยากและซับซ้อนมาก จึงทำให้มีคนสนใจหันมาใช้บริการกับบริษัทที่ รับจดทะเบียนบริษัท แทน ถึงแม้จะมีค่าใช้จ่ายในการบริการเพิ่มขึ้นเล็กน้อย แต่มันก็คุ้มค่า หากเลือกบริษัทที่เป็นมืออาชีพ มีระบบการทำงานที่ได้มาตรฐาน
บริษัท PANGPOND   รับจดทะเบียนบริษัท และรับทำบัญชี โดยผู้เชียวชาญ ประสบการณ์มากกว่า 10 ปี
ชื่อนี้การรันตีความเนี้ยบ ถูกต้อง แม่นยำ รวดเร็ว
สามารถติดต่อใช้บริการ รับทำบัญชี และ รับจดทะเบียนบริษัท ได้ที่ โทร 081-931-8761 Line 0819318761
หรือเข้าดูรายละเอียดได้ที่เว็บไซต์ PANGPOND.COM
บริการให้คำปรึกษาฟรี

vertify

บัญชีครัวเรือน

บัญชีครัวเรือน คือ การทำบัญชีเพื่อบันทึกข้อมูลรายรับรายจ่ายประจำวันหรือบันทึกข้อมูลอื่น ๆ ในชีวิตและในครอบครัว เช่น บัญชีทรัพย์สิน พันธุ์พืช พันธุ์ไม้   บัญชีความรู้ความคิดของเรา บัญชีผู้ทรงคุณ  บัญชีเด็กและเยาชนของเรา หรือจะเป็นบัญชีภูมิปัญญาด้านต่างๆ ซึ่งเราสามารถจดบันทึกเรื่องราว สิ่งหรือเรื่องราวในชีวิตได้เช่นกัน

เรียนรู้การทำบัญชีครัวเรือนกันเถอะ

การทำบัญชีครัวเรือนถือเป็นวิธีหนึ่งที่จะช่วยให้เราได้ทราบข้อมูลต่าง ๆ ในการใช้จ่ายรวมถึงรายรับในแต่ละวัน เพื่อเป็นข้อมูลในการประเมินสภาวะของการเงินของเราเองว่าเป็นอย่างไร จะได้เป็นข้อมูลในการวางแผนการดำเนินชีวิตประจำวัน

ข้อดีในการทำบัญชีครัวเรือน

การทำบัญชีครัวเรือนเป็นการจดบันทึกรายการการดำเนินกิจกรรมต่าง ๆ ทั้งรายรับที่ได้มากับรายจ่าย ซึ่งทำให้ทราบสถานะในสภาวะทางการเงิน ง่ายต่อการตรวจสอบ ช่วยควบคุมรักษาการใช้จ่าย เพื่อจะได้แก้ไขปรับปรุงในการใช้จ่ายได้ทัน ช่วยในการวิเคราะห์แก้ไขปัญหาหนี้สินต่าง ๆ ได้

เริ่มต้นทำบัญชีครัวเรือนได้อย่างไร

เราสามารถเริ่มต้นทำบัญชีครัวเรือนอย่างง่าย ๆ เพียงแค่หาสมุดมาหนึ่งเล่ม และหาปากกาหรือดินสอสำหรับเขียนลงไปในสมุดบัญชีครัวเรือน ทำได้หลากหลายรูปแบบ ปกติแล้วควรจัดทำตารางเป็น 5 ช่องด้วยกัน ประกอบด้วย

    • วันเดือนปีที่เกิดรายการนั้น ๆ
    • รายการที่ปฏิบัติ
    • รายรับ
    • รายจ่าย
    • ยอดคงเหลือซึ่งเป็นช่องสรุปยอดเงินคงเหลือในแต่ละวัน

ใช้เวลาต่อวันไม่นาน ก็จะได้ทราบข้อมูลทางการเงินไว้สำหรับนำไปวางแผนการเงินของครอบครัวได้อย่างสบาย ๆ

หลักการในการบันทึกบัญชีครัวเรือน

  1. มองภาพใหญ่ของปีหนึ่ง ๆ ก่อนว่ามีรายการอะไรบ้าง เช่น รายจ่ายที่ค่อนข้างคงที่ พวกค่าเรียนหนังสือลูก ค่าอาหาร ค่าน้ำมันรถ ค่าไฟฟ้า ฯลฯ
  2. ลำดับต่อไปมองภาพหนี้สินที่เป็นภาพใหญ่เป็นภาระที่ต้องชดใช้คืนในอนาคต เช่น การกู้ยืมเงินจากธนาคารต่าง ๆ การเช่าซื้อ การจำนำ การจำนอง การขายฝาก เป็นต้น
  3. เงินคงเหลือ ที่เป็นรายการจากการนำรายรับมาหักรายจ่ายแล้ว หากมีรายรับมากกว่ารายจ่ายจะเกิดเงินที่เรียกว่ากำไร แต่หากนำรายรับหักรายจ่ายแล้วพบว่ารายจ่ายมากกว่ารายรับ และทำให้เงินคงเหลือติดลบ เราจะเรียกว่า ภาวะขาดทุน

การวิเคราะห์บัญชีครัวเรือน

หลังจากได้บันทึกรายการทำบัญชีครัวเรือนแล้ว เมื่อผ่านพ้นเวลาไปสักระยะหนึ่ง ราว 1 เดือน ก็สามารถนำข้อมูลที่เราได้บันทึกมาวิเคราะห์ได้แล้วว่า รายรับรายจ่ายของเรามีความสมดุลหรือไม่ หากเงินคงเหลือเป็นขาดทุน ก็สามารถนำข้อมูลมาพิจารณาว่าพอจะมีรายการไหนที่สามารถลดหรือตัดออกได้บ้าง ด้วยเป็นรายจ่ายที่ไม่จำเป็นเท่าไหร่นัก หากทำได้อย่างนี้ เราก็จะสามารถแก้ปัญหาหนี้สินได้ทางหนึ่ง

เรียนรู้รายรับรายจ่าย

การทำบัญชีครัวเรือนส่งผลดีต่อตนเอง ซึ่งทางราชการก็พยายามสนับสนุนให้ทุกครัวเรือนได้จัดทำบัญชีรายรับรายจ่ายไว้ โดยมีหลักว่าให้บันทึกบัญชีลงไปว่ามีรายรับมาจากแหล่งใดบ้าง เป็นจำนวนเงินเท่าไร และมีรายจ่ายในเรื่องอะไรบ้าง เป็นจำนวนเงินเท่าไร ในแต่ละวัน แต่ละสัปดาห์ แต่ละเดือน ทุก 6 เดือน และแต่ละปี การทำเช่นนี้จะทำให้คุณมองเห็นภาพรวมของการเงินของตนเองและครอบครัวว่ามีรายจ่ายเท่าไร มีเงินคงเหลือเท่าไร เงินขาดมือหรือรายจ่ายมากกว่ารายรับเป็นจำนวนเท่าไร สามารถเจาะลงไปทีละรายการเลยว่ามีรายการใดบ้างที่จ่ายมากเกินความจำเป็นหรือไม่ โดยการวางแผนการเงินใหม่ด้วยการลดการจ่ายที่ไม่จำเป็นและจ่ายเฉพาะสิ่งที่มีความจำเป็นเท่านั้น การทำเช่นนี้จะทำให้ฐานะการเงินในครัวเรือนค่อย ๆ ดีขึ้น

การทำบัญชีครัวเรือนนั้นไม่ยากขอให้เราเริ่มต้นตั้งแต่วันนี้และทำอย่างต่อเนื่อง คุณจะมีเครื่องมือในการวิเคราะห์ฐานะการเงินในครัวเรือนและวางแผนการใช้ชีวิตใหม่ เพื่อให้มีเงินเหลือเก็บไม่เป็นหนี้สินทำให้ครอบครัวมีความสุขตลอดไป

vertify

การทำรายงาน

ตัวอย่างรายงาน การทำรายงาน

การทำรายงาน
การทำรายงาน

การเขียนรายงาน คือ การเขียนเสนอผลงานอันได้มาจากการศึกษาค้นคว้าพิเศษนอกเหนือจากเรื่องที่ได้ศึกษาในชั้นเรียนเพื่อส่งเสริมให้ผู้เรียนรู้จักแสวงหาความรู้ด้วยตนเอง การทำรายงานที่มีระบบ โดยทั่วไปมีขั้นตอน ดังนี้

  1. การกำหนดหัวข้อเรื่อง หัวข้อรายงานมีความสำคัญอย่างมากต่อความสำเร็จของการเขียนรายงาน จึงควรเลือกหัวข้อที่น่าสนใจ และมีความรู้ความสามารถในการหาแหล่งข้อมูล
  2. ขอบเขตของเรื่อง การเขียนรายงานต้องทำการกำหนดชอบเขตให้ครอบคลุมทุกข้อ ของรายงาน
  3. แหล่งข้อมูลหรือแหล่งความรู้ ผู้เขียนต้องสำรวจแหล่งความรู้ที่จะใช้ศึกษาค้นคว้า เช่น จากหนังสือ การสัมภาษณ์ผู้มีความรู้ การทำแบบสอบถาม

ตัวอย่างการเขียนรายงาน

การเขียนรายงาน
การเขียนรายงาน

การเขียนคำนำรายงาน

การเขียนคำนำรายงานในส่วนของย่อหน้าแรก เราควรเขียนเพื่อเกริ่นเนื้อเรื่องโดยยังไม่เข้าเนื้อเรื่อง แต่ควรพยายามพูดชักจูงให้ผู้อ่านสนใจหรือพูดที่มาที่ไปก่อน เพื่อให้ผู้อ่านอยากติดตามต่อ  ต่อมาควรกล่าวเริ่มเข้าเนื้อเรื่องของเราว่าเราจะทำรายงานเกี่ยวกับอะไร และมีเรื่องอะไรบ้างหรือพูดถึงเฉพาะเรื่องสำคัญๆ และตอนสุดท้ายก็ปิดท้ายว่าทำเพื่ออะไร เพื่อประโยชน์กับใครที่จะได้มาอ่าน บทความนี้
และอาจกล่าวขอบคุณอาจารย์ผู้สอนหรือผู้มีส่วนเกี่ยวข้องกับรายงาน และปิดท้ายด้วยการขอรับข้อเสนอแนะต่างๆ เพื่อให้รายงานดีขึ้น

ตัวอย่างการเขียนคำนำ

ลักษณะการเขียนคำนำรายงานที่ดี

  1. เขียนคำนำโดยการอธิบายความหมายของเรื่อง
  2. เขียนคำนำด้วยคำพังเพยหรือสุภาษิตที่เกี่ยวข้องกับเนื้อเรื่อง
  3. เขียนคำนำด้วยคำถามหรือปัญหาที่สนใจ
  4. เขียนคำนำโดยขึ้นต้นด้วยคำกล่าวของบุคคลสำคัญ
  5. เขียนคำนำด้วยการเล่าเรื่อง
  6. เขียนคำนำด้วยการกล่าวถึงใจความสำคัญของเรื่องที่เขียน
  7. เขียนคำนำด้วยการอธิบายชื่อเรื่อง
  8. เขียนคำนำด้วยคำกล่าวถึงจุดประสงค์ของเรื่องที่เขียน
  9. การอ้างอิงเนื้อเรื่อง

การเขียนรายงานเชิงวิชาการ

ความหมายของรายงานเชิงวิชาการ
รายงานเชิงวิชาการ หมายถึง เอกสารซึ่งเป็นผลจากการค้นคว้าเกี่ยวกับเรื่องใดเรื่องหนึ่งในทางวิชาการ โดยเรียบเรียงจากการเก็บข้อมูล การค้นคว้าข้อมูลสารสนเทศและประสบการณ์ต่าง ๆ มาเรียบเรียงอย่างมีแบบแผนที่สมบูรณ์และใช้เป็นหลักฐานอ้างอิงทางวิชาการได้
งานเขียนทางวิชาการมักจะเขียนอยู่ในรูปร้อยแก้วที่เป็นความเรียงในลักษณะการบรรยายหรืออธิบายความ มีการใช้ภาพ แผนภูมิ กราฟ ตารางและตัวเลขสถิติต่าง ๆ มาประกอบเพื่อช่วยให้ผู้อ่านเข้าใจเนื้อหา ที่เป็นนามธรรมได้ง่ายขึ้น

วัตถุประสงค์ และความสำคัญของรายงานทางวิชาการ

รายงานมีความสำคัญต่อผู้ศึกษา ดังต่อไปนี้

  1. ส่งเสริมสนับสนุนให้ผู้เรียนรู้จักวิธีการค้นคว้าหาความรู้ด้วยตนเอง ในเรื่องที่ สนใจได้อย่างกว้างขวางลึกซึ้ง
  2. ช่วยให้ผู้เรียนรู้จักแหล่งข้อมูลต่างๆ และเกิดทักษะรู้วิธีการค้นคว้ารวบรวมข้อมูลจากแหล่งข้อมูลนั้นๆ ได้อย่างถูกวิธี
  3. ช่วยฝึกทักษะด้านการอ่าน โดยอ่านได้เร็วอ่านแล้วสามารถจับใจความของเรื่องที่อ่านได้ สามารถสรุปได้ วิเคราะห์ได้ และจดบันทึกได้
  4. ช่วยฝึกทักษะทางด้านการเขียน สามารถสื่อความหมายโดยการเขียนได้อย่างมีประสิทธิภาพรู้ขั้นตอน รู้รูปแบบของการเขียนรายงานแล้วนำเอาหลักการและแบบแผนในการเขียนรายงานไปปรับใช้ในการเขียนงานทางวิชาการอื่นๆ ได้ เช่น ภาคนิพนธ์ สารนิพนธ์ วิทยานิพนธ์ ตำราเป็นต้น
  5. ช่วยฝึกทักษะทางด้านการคิด คือสามารถคิดวิเคราะห์เรื่องราวต่างๆ ได้ โดยใช้วิจารณญาณของตนเองแสดงความคิดเห็นอย่างมีเหตุผลโดยมีหลักฐานอ้างอิงแล้วรวบรวมเรียบเรียงข้อมูลความคิดที่ได้ให้เป็นเรื่องราวได้อย่างมีขั้นตอน มีระบบ เป็นระเบียบ
  6. สามารถเขียนรายงานประกอบการเรียนได้อย่างถูกต้องตามแบบแผนและเป็นพื้นฐานใน การศึกษาขั้นสูงต่อไป
  7. ใช้เป็นส่วนหนึ่งในการประเมินผลของแต่ละวิชา

ตัวอย่างการเขียนรายงานเชิงวิชาการ

การเขียนรายงานเชิงวิชาการ
การเขียนรายงานเชิงวิชาการ

การเขียนสารบัญ

วิธีการเขียน ให้เขียนหรือพิมพ์คาว่า “สารบัญ” ด้วยตัวอักษรตัวใหญ่ไว้กลางหน้ากระดาษห่างจากขอบบนลงมา มีลักษณะคล้ายโครงเรื่องอยู่หลังคำนำจัดทำเมื่อเขียนหรือพิมพ์รายงานเสร็จแล้ว เป็นหน้าที่บอก ชื่อตอน บท หัวข้อใหญ่หรือ หัวข้อย่อยเรียงตามลำดับเนื้อหาในเล่ม มีเลขหน้าเริ่มต้นกำกับอยู่ด้านขวามือ

ตัวอย่างการเขียนสารบัญ

ตัวอย่างการเขียนสารบัน

การเขียนรายงาน กศน.

ตัวอย่างของ ศูนย์การศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัยเขตจตุจักร
ส่วนประกอบของรายงาน

  1. หน้าปก
  2. คำนำ
  3. สารบัญ
  4. เนื้อหาสาระ 15-20 หน้า กระดาษ
  5. สรุป 1หน้ากระดาษง
  6. เอกสาร/แหล่งข้อมูลอ้างอิง

ตัวอย่างเกณฑ์การให้คะแนนรายงาน

  1. มีส่วนประกอบของรายงานครบถ้วน  1 คะแนน
  2. สะอาด และ เป็นระเบียบเรียบร้อย  2 คะแนน
  3. ข้อมูลเนื้อหาสาระตรงตามเรื่อง มีรูปภาพประกอบหรือตารางตามความเหมาะสม 5 คะแนน
  4. เขียนถูกต้องตามอักขระ  2 คะแนน

ตัวอย่างรูปแบบการเขียนรายงาน

ตัวอย่างการเขียนรายงาน กศน.
ตัวอย่างการเขียนรายงาน กศน.

หน้าปกรายงาน

ตัวอย่าง-หน้าปกรายงาน
ตัวอย่าง-หน้าปกรายงาน

หน้าปกรายงานเป็นส่วนประกอบหนึ่งของการทำรายงาน เป็นสิ่งที่ขาดไม่ได้โดยเด็ดขาด และการทำปกรายงานถือเป็นด่านแรกที่จะทำให้งานที่อยู่ภายในเป็นที่สนใจแก่ผู้อ่าน เนื่องจากเป็นสิ่งแรกที่ดึงดูดสายตาได้ดีที่สุด 

หน้าปกรายงาน แบ่งออกเป็น 2 ส่วน

  • ส่วนปกด้านนอก ประกอบด้วย
    1. ปกหน้า และปกหลัง
    2. ชื่อเรื่องที่ต้องการนำเสนอ
    3. ชื่อ นามสกุลผู้จัดทำ ผู้แต่ง (หากแต่งหลายคนให้เรียงลำดับลงมา)
  • ส่วนปกด้านใน คือหน้าที่อยู่ถัดจากด้านนอก ให้รายละเอียดเกี่ยวกับข้อมูลทางบรรณณุกรมของรายงานโดยแบ่งเป็น 3 ส่วน คือ
    1. ส่วนบน
    2. ส่วนกลาง
    3. ส่วนล่างvertify
ค่าใช้จ่าย

ค่าใช้จ่าย ( Expenses )

ค่าใช้จ่าย ถือเป็น มูลค่าเงินที่ใช้เป็นค่าบริการหรือสินค้าต้องจ่ายเมื่อทำกิจกรรมใดๆ โดยอาจจ่ายในรูปแบบเงินสดหรือเครดิตก็ได้ ค่าใช้จ่ายถือเป็นต้นทุนของทุกสิ่งที่มีการทำไร หากมีคำว่ากำไร ก็ต้องมีคำว่าค่าใช้จ่าย ไม่ว่าจะประกอบธุรกิจ หรือ ทำอะไรที่ต้องมีการลงทุน ลงแรง ล้วนแล้ว มีค่าใช้จ่ายทั้งสิ้น  หากจะเจาะลึก คำว่า ค่าใช้จ่ายสามารถพูดถึงได้หลายประเด็น เช่น ค่าใช้จ่ายทางบัญชี ค่าใช้จ่ายทางภาษี ค่าใช้จ่ายตั้งแต่เปิดบริษัท ค่าใช้จ่ายในการเดินทาง เป็นต้น

ลักษณะของค่าใช้จ่าย

กิจการอาจมีบัญชีค่าใช้จ่ายมากน้อยตามลักษณะของะุรกิจขึ้นอยู่กับความต้องการของเจ้าของกิจการ

แบ่งออกได้ 5 ลักษณะ ตามนี้

  1. ต้นทุนขาย ( Cost of Goods Sold ) เช่น ค่าซื้อ ค่าภาษีศุลกากร ค่าะรรมเนียม และค่าขนส่งเมื่อซื้อ เป็นต้น
  2. ค่าใช้จ่ายในการขาย ( Selling Expenses ) เช่น เงินเดือนพนักงานขาย ค่าโฆษณา ค่าใช้จ่ายในสำนักงานขาย ค่านายหน้า เป็นต้น
  3. ค่าใช้จ่ายในการบริหาร ( Administratiom Expenses ) เช่น เงินเดือนผู้บริหาร เงินเดือนพนักงานบัญชีและการเงิน ค่าเช่าสำนักงาน ค่าใช้จ่ายภายในสำนักงาน เป็นต้น
  4. ค่าใช้จ่ายอื่นๆ ( Qther Expenses or Non-Operating Expenses ) เช่นขาดทุนจากการขายสินทรัพย์ ขาดทุนจากราคาในตลาดหลักทรัพย์ลดลง ขาดทุนจากทรัพย์สินเสียหาย ขาดทุนจากการเกิดภัยธรรมชาติ เป็นต้น
  5. ต้นทุนทางการเงินและภาษี ( Interset Expenses ) เป็นค่าใช้จ่ายทางภาษีต่างๆ ที่เกิดขึ้นจากการดำเนินกิจการ เช่น ค่าภาษีเงินได้นิติบุคคล ภาษีธุรกิจฯ  เป็นต้น

ค่าใช้จ่ายในทางธุรกิจ

เป็น ค่าใช้จ่าย เกิดขึ้นจากการจากดำเนินงาน โดยพนักงาน หรือ อื่นๆ  เช่น ค่าขนส่ง, ค่าที่พัก, ค่าอาหาร, ค่าใช้จ่ายสำหรับความบันเทิงของลูกค้า ค่าที่พัก, ค่าอาหาร, ค่ายารักษาโรค หรือ ค่าใช้จ่ายสำหรับสิ่งอำนวยความสะดวกในชีวิตประจำวัน เป็นต้น

การรับรู้ค่าใช้จ่าย รู้ต้นทุน สามารถนำมาวิเคาะได้ หากค่าใช้จ่ายส่วนที่ไม่จำเป็น ก็ควรปรับลด หรือ ค่าใช้จ่ายส่วนไหนที่จำเป็นต้องเพิ่ม เพื่อให้ไดผลกำไร ก็ควรเพิ่ม

ค่าใช้จ่ายในทางภาษี

ค่าใช้จ่ายค่าภาษี เป็นองค์ประกอบหนึ่งในการคำนวณภาษี ถือเป็นสิทธิประโยชน์ทางภาษีอย่างหนึ่งที่กฎหมายกำหนดไว้ สำหรับหักเป็นต้นทุนในการทำงาน เพื่อให้ได้เงินได้หรือรายได้สุทธินั้นมาคิดภาษีตามบัญชีอัตราภาษี โดยมีอัตราการหักค่าใช้จ่ายมากหรือน้อยตามแต่ละประเภทของเงินได้

**หมายเหตุ** เอกสารที่ถูกต้องสามารถนำมาเป็นค่าใช้จ่ายได้นั้น ถือเป็นรายจ่ายตามเงื่อนไขใน ม.65 ทวิ และ ม.65 ตรี

การรับรู้ค่าใช้จ่ายในทางบัญชี จำเป็นต้องยึดตามาตรฐานการบัญชี และค่าใช้จ่ายบางอย่างไม่สามารถนำมาเป็นค่าใช้จ่ายทางภาษีได้ หากกิจการอยู่ในระบบภาษีมูลค่าเพิ่ม (จดvat) ทำให้มีการ บวกกลับ หักออก ค่าใช้จ่ายที่ไม่สามารถนำมาเป็น ค่าใช้จ่ายทางภาษีได้ เรียกว่า รายจ่ายต้องห้าม  !!

รายจ่ายตามมาตรา 65 ตรี แห่งประมวลรัษฎากร ถือเป็น รายจ่ายต้องห้ามทางภาษี ในทางบัญชีรายจ่ายบางรายการถือเป็นรายจ่ายได้ แต่ในทางภาษีรายจ่ายดังกล่าว ต้องนำมาบวกกลับ เพื่อคำนวณกำไรสุทธิ

** หลักการบันทึกค่าใช้จ่ายพร้อมหลักฐานประกอบที่ถูกต้องนี้ ตามกรมสรรพากร**   คู่มือการจัดทำเอกสารประกอบการลงบัญชีเพื่อเสียภาษี

รายจ่ายต้องห้าม   ถือเป็น รายจ่ายที่เกิดขึ้นจากการดำเนินกิจการของนิติบุคคลและได้มีการบันทึกบัญชีเป็นรายจ่ายในรอบระยะเวลาบัญชีที่เกิดรายการ แต่ในทางภาษีไม่ให้ถือเป็นรายจ่ายในการคำนวณกำไรสุทธิ ขอบเขตรายจ่ายในการคำนวณกำไรสุทธิเพื่อเสียของบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล กำหนดไว้ตามประมวลรัษฎากร ดังนี้

  1. เงินสำรองต่าง ๆ เป็นรายจ่ายต้องห้าม
    • เงินสำรองจากเบี้ยประกันภัย เพื่อสมทบทุนประกันชีวิตได้ไม่เกินร้อยละ 65 ของจำนวนเบี้ยประกันชีวิตที่ได้รับ ในรอบระยะเวลาบัญชีหลังจากหักเบี้ยประกันภัยซึ่งเอาประกันภัยต่อออกแล้ว ถือเป็นรายจ่ายได้
    •  เงินสำรองจากเบี้ยประกันภัยเพื่อสมทบทุนประกันภัยอื่น ที่กันไว้ก่อนคำนวณกำไรเฉพาะส่วนที่ไม่เกินร้อยละ 40 ของจำนวนเบี้ยประกันภัยที่ได้รับ ในรอบระยะเวลาบัญชีหลังจากหักเบี้ยประกันภัย ซึ่งเอาประกันต่อออกแล้ว ถือเป็นรายจ่ายได้
    •  เงินสำรองที่กันไว้เป็นค่าเผื่อหนี้สูญหรือหนี้สงสัยจะสูญ สำหรับหนี้ที่เกิดจากการให้สินเชื่อของธนาคารพาณิชย์ หรือบริษัทเงินทุน บริษัทหลักทรัพย์ หรือบริษัทเครดิตฟองซิเอร์ ให้กันไว้ตามกฎหมายว่าด้วยการธนาคารพาณิชย์หรือกฎหมายว่าด้วยการประกอบธุรกิจเงินทุน ธุรกิจหลักทรัพย์ และธุรกิจเครดิตฟองซิเอร์ แต่กรณีเฉพาะส่วนที่ตั้งเพิ่มขึ้นจากเงินสำรองประเภทดังกล่าวที่ปรากฎในงบดุลของรอบระยะเวลาบัญชีก่อน
  2. เงินที่จ่ายเข้ากองทุนใด ๆ เป็นรายจ่ายต้องห้าม เว้นแต่ เงินที่บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลจ่ายเงินสมทบเข้ากองทุนสำรองเลี้ยงชีพ ตามพระราชบัญญัติกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ ให้ถือเป็นรายจ่ายได้ในรอบระยะเวลาบัญชีที่จ่ายเท่ากับจำนวนเงินที่บริษัทได้จ่ายสมทบเข้ากองทุนสำรองเลี้ยงชีพ ซึ่งเป็นไปตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขที่กำหนดโดยกฎกระทรวง ฉบับที่ 183 (พ.ศ. 2533)
  3. รายจ่ายอันมีลักษณะเป็นการส่วนตัว การให้โดยเสน่หา หรือการกุศล เป็นรายจ่าย 
    • รายจ่ายอันมีลักษณะเป็นการส่วนตัว  รายจ่ายที่แต่ละคนควรจะรับภาระในส่วนของตนเป็นการส่วนตัว ไม่เกี่ยวกับบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล โดยผู้รับไม่มีความผูกพันในทางธุรกิจการงานกับผู้ให้
    • รายจ่ายอันมีลักษณะเป็นการให้โดยเสน่หา รายจ่ายที่จ่ายไปโดยความรักใคร่ชอบพอกันเป็นการส่วนตัว ซึ่งผู้รับไม่มีความผูกพันว่าจะต้องกระทำการอย่างหนึ่งอย่างใดตอบแทน หรือเรียกว่า การให้เปล่า
    • รายจ่ายอันมีลักษณะเป็นการกุศล รายจ่ายที่จ่ายไปในการทำบุญทำทาน บริจาคทรัพย์สินช่วยการศึกษา การศาสนา การสังคมสงเคราะห์หรือการอื่น ๆ แต่กรณีนี้กฎหมายยังยอมให้หักได้ในกรณีเป็นการจ่ายเพื่อการกุศลสาธารณะ หรือเพื่อประโยชน์ของสาธารณะชนทั่ว ๆ ไป ไม่จำกัดว่าเป็นใคร
  4. ค่ารับรองหรือค่าบริการ ส่วนที่ไม่เป็นไปตามหลักเกณฑ์ที่กฎหมายกำหนดเป็นรายจ่ายต้องห้าม เว้นแต่ ค่ารับรองดังต่อไปนี้สามารถนำมาเป็นรายจ่ายในการคำนวณกำไรสุทธิได้  ค่ารับรองหรือค่าบริการนั้นต้องเป็นค่ารับรองหรือค่าบริการอันจำเป็นตามธรรมเนียมประเพณีทางธุรกิจทั่วไป
    • เป็นค่าใช้จ่ายอันเกี่ยวเนื่องโดยตรงกับการรับรองหรือการบริการที่จะอำนวยประโยชน์แก่กิจการ เช่น ค่าที่พัก ค่าอาหาร ค่าเครื่องดื่ม ค่าดูมหรสพ ค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับการกีฬา
    • เป็นค่าสิ่งของที่ให้แก่บุคคลซึ่งได้รับการรับรองหรือรับบริการ ไม่เกินคนละ 2,000 บาท ในแต่ละคราวที่มีการรับรองหรือการบริการ
    • จำนวนเงินค่ารับรองและค่าบริการให้นำมาหักเป็นรายจ่ายได้เท่ากับจำนวนเท่าที่ต้องจ่าย แต่รวมกันต้องไม่เกินร้อยละ 0.3 ของจำนวนเงินยอดรายได้หรือยอดขายที่ต้องนำมารวมหรือคำนวณกำไรสุทธิ ก่อนหักรายจ่ายใดในรอบระยะเวลาบัญชี
    • ค่ารับรองหรือค่าบริการนั้นต้องมีกรรมการหรือผู้เป็นหุ้นส่วนหรือผู้จัดการ หรือผู้ได้รับมอบหมายจากบุคคลดังกล่าวเป็นผู้อนุมัติหรือคำสั่งจ่ายค่ารับรองหรือค่าบริการนั้น
  5. รายจ่ายอันมีลักษณะเป็นการลงทุน หรือรายจ่ายในการต่อเติม เปลี่ยนแปลง ขยายออก หรือทำให้ดีขึ้นซึ่งทรัพย์สินเป็นรายจ่ายต้องห้าม แต่หากเป็นการซ่อมแซมให้คงสภาพเดิมถือเป็นรายจ่ายในการคำนวณกำไรสุทธิได้
    • รายจ่ายอันมีลักษณะเป็นการลงทุน หมายถึง รายจ่ายที่กิจการจ่ายไปเพื่อให้ได้มาซึ่งทรัพย์สินหรือประโยชน์ต่อกิจการเป็นระยะเวลานานเกินกว่า 1 รอบระยะเวลาบัญชี
    • รายจ่ายในการต่อเติม เปลี่ยนแปลง ขยายออก หรือทำให้ทรัพย์สินดีขึ้น หมายถึง รายจ่ายเพื่อให้อายุการใช้งานของทรัพย์สินเดิมยาวนานขึ้น หรือมีสภาพดีขึ้น
  6. เบี้ยปรับและหรือเงินเพิ่มภาษีอากรค่าปรับทางอาญา ภาษีเงินได้บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลเป็นรายจ่ายต้องห้าม
              คำว่า “เบี้ยปรับและหรือเงินเพิ่มภาษีอากร ค่าปรับทางอาญา” หมายถึง เบี้ยปรับและหรือเงินเพิ่ม และค่าปรับอาญา ตามกฎหมายภาษีอากรทุกประเภท รวมถึงค่าปรับที่เป็นโทษทางอาญา และเงินเพิ่มภาษีอากรตามกฎหมายอื่นด้วย ( ตามคำวินิจฉัยของคณะกรรมการวินิจฉัยภาษีอากร ที่ 40/2560 ลงวันที่ 9 มีนาคม 2560 ที่อ้างอิงคำพิพากษาฎีกา ที่ 1109/2559)
  7. (6ทวิ)   ภาษีมูลค่าเพิ่มที่ชำระหรือพึงชำระ
  8. การถอนเงินโดยปราศจากค่าตอบแทนของผู้เป็นหุ้นส่วนในห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล เป็นรายจ่ายต้องห้าม หากมองตามหลักการบัญชีแล้ว การถอนเงินของผู้เป็นหุ้นส่วนไม่ถือเป็นรายจ่ายอยู่แล้ว เป็นการถอนเงินลงทุนหรือเป็นการแบ่งกำไรกัน ไม่เกี่ยวข้องกับการบันทึกรายจ่ายของกิจการแต่อย่างใด
  9. เงินเดือนของผู้ถือหุ้นหรือผู้เป็นหุ้นส่วนเฉพาะส่วนที่จ่ายเกินสมควรเป็นรายจ่ายต้องห้าม
             เจ้าพนักงานมีอำนาจพิจารณารายจ่ายประเภทเงินเดือนของผู้ถือหุ้นหรือผู้เป็นหุ้นส่วน เปรียบเทียบกับรายอื่นซึ่งอยู่ในฐานะหรือลักษณะเดียวกัน อยู่ในหน่วยงานเดียวกัน หรือทำเลเดียวกัน ประกอบกิจการค้าอย่างเดียวกันหรือลักษณะเดียวกัน
  10. รายจ่ายซึ่งกำหนดขึ้นเองโดยไม่มีการจ่ายจริง หรือรายจ่ายซึ่งควรจะได้จ่ายในรอบระยะเวลาบัญชีอื่นเป็นรายจ่ายต้องห้าม   เว้นแต่ ในกรณีที่ไม่สามารถจะลงจ่ายในรอบระยะเวลาบัญชีใดก็อาจลงจ่ายในรอบระยะเวลาบัญชีที่ถัดไปได้
  11. ค่าตอบแทนแก่ทรัพย์สินซึ่งบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลเป็นเจ้าของเองและใช้เองเป็นรายจ่ายต้องห้าม
  12. ดอกเบี้ยที่คิดให้สำหรับเงินทุน เงินสำรองต่าง ๆ หรือเงินกองทุนของตนเองถือเป็นรายจ่ายต้องห้าม
  13. ผลเสียหายอันอาจได้กลับคืน เนื่องจากการประกันหรือสัญญาคุ้มกันใด ๆ หรือผลขาดทุนสุทธิในรอบระยะเวลาบัญชีก่อน ๆ ถือเป็นรายจ่ายต้องห้าม เว้นแต่ ผลขาดทุนสุทธิยกมาไม่เกิน 5 ปีก่อนรอบระยะเวลาบัญชีปีปัจจุบัน กรณีความเสียหายนั้นมีทางที่จะได้รับการชดใช้ตามสัญญา แต่ถ้าได้รับค่าชดใช้เพียงบางส่วน ส่วนที่เหลือก็ลงเป็นรายจ่ายได้
  14. รายจ่ายซึ่งมิใช่รายจ่ายเพื่อหากำไรหรือเพื่อกิจการโดยเฉพาะถือเป็นรายจ่ายต้องห้าม เพราะบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนตั้งขึ้นเพื่อมุ่งค้าหากำไร การชำระเงินควรอยู่ภายในวัตถุประสงค์ของการประกอบกิจการของบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลนั้น
  15. ค่าซื้อทรัพย์สินและรายจ่ายเกี่ยวกับการซื้อหรือขายทรัพย์สินในส่วนที่เกินปกติ โดยไม่มีเหตุผลอันสมควรถือเป็นรายจ่ายต้องห้าม ซึ่งอาจกระทำกันภายในประเทศหรือระหว่างประเทศ หรืออาจเรียกราคาดังกล่าวว่า การกำหนดราคาโอน (Transfer Pricing)
  16. ค่าของทรัพยากรธรรมชาติที่สูญหรือสิ้นไปเนื่องจากกิจการที่ทำถือเป็นรายจ่ายต้องห้าม เช่น การทำเหมืองแร่ หรือการทำป่าไม้ ระยะเวลาที่ดำเนินกิจการขุดแร่หรือตัดไม้เพื่อนำไปจำหน่ายนั้น จำนวนสินแร่ในดินหรือจำนวนป่าไม้ย่อมน้อยลงหรือหมดไปในที่สุด การที่จำนวนสินแร่หรือจำนวนไม้ในเขตที่ได้รับสัมปทานลดน้อยลงหรือจะหมดไปหรือสูญสิ้นไปนั้น บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลจะตีราคาหรือนำมูลค่าที่ลดน้อยลงนั้นมาถือเป็นรายจ่ายในการคำนวณกำไรสุทธิไม่ได้ ต้องห้ามตามมาตรา 65 ตรี (16) แห่งประมวลรัษฎากร

เงินได้พึงประเมินแต่ละกรณีจะคำนวณหักค่าใช้จ่ายได้เท่าใด?

vertify

Income

รายได้ ( Revenues )

รายได้ หมายถึง ผลตอบแทนที่ะุรกิจได้รับจากการขายสินค้า / บริการ ให้กับลูกค้าซึ่งคำนวนได้เป็นจำนวนเงินที่แน่นนอน และรวมถึงการซื้อขายสินทรัพย์ รายได้ดอกเบี้ย( ดอกเบี้ยรับ ) รายได้ค่าเช่า รายได้เงินปันผล เงินที่ได้จากการให้กู้ยืมจากการลงทุนในหลักทรัพย์ เป็นต้น

รายได้ในทางบัญชีแบ่งได้ 2 ชนิด 

  1. รายได้โดยตรง ( Direct Revenues ) คือ รายได้ที่เกิดจากการค้าขายไปตามปกติของกิจการ เช่น รายได้จากการขาย บริการ ให้กับลุกค้าโดยตรง เป็นต้น
  2. รายได้อื่นๆ ( Other Revenues ) คือ รายได้ที่เกิดจากการนำเงินที่ได้จากการค้าขายตามปกติ มาลงทุนให้เกิดผลตอบแทนใหม่เพิ่มขึ้น เช่น เงินที่ได้จากการปันผลในการลงทุนหุ้น รายได้จาก ดอกเบี้ยรับ เป็นต้น

รายได้ที่กิจการได้รับไม่เป็นจำต้องเป็น “เงินสด” เสมอไป อาจได้มาในรู) แบบของสินทรัพย์ลูกหนี้การค้า หรือ ตั๋วเงินรับ ก็ได้

vertify