หนี้สงสัยจะสูญ

หนี้สงสัยจะสูญ คือ (Doubful Debt) จำนวนเงินที่กิจการกันไว้สำหรับลูกหนี้ที่คาดว่าจะเรียกเก็บเงินไม่ได้ ถือเป็นบัญชีที่ตั้งขึ้นเพื่อปรับรายการหักจากบัญชีลูกหนี้ในงบดุลเพื่อให้ยอดคงเหลือเป็นมูลค่าสุทธิของลูกหนี้ที่คาดว่าจะเก็บเงินได้

หนี้สงสัยจะสูญ
หนี้สงสัยจะสูญ
ส่วนลดการค้า

ส่วนลดการค้า คือ การให้ส่วนลดการค้าเพื่อการส่งเสริมการขายส่วนใหญ่จะมีปัญหาที่มีผลกระทบต่อภาษีอากร ส่วนใหญ่ปัญหาของส่วนลดจะมี ดังนี้

ส่วนลดการค้า
ส่วนลดการค้า

– ลดทันที่ที่ขายหรือให้บริการ หากส่วนลดที่ให้เป็นส่วนลดทันที่ที่ขายสินค้าหรือให้บริการต้องแสดงให้เห็นชัดเจนในใบกำกับภาษี หากกิจการมีสิทธิออกใบกำกับภาษีอย่างย่อต้องแสดงราคาสุทธิที่หักส่วนลดแล้ว ดังนั้นภาษีมูลค่าเพิ่มจะคำนวณจากราคาสุทธิที่หักส่วนลดแล้ว

– ลดภายหลังจากการขายหรือให้บริการ การให้ส่วนลดภายหลังที่ได้ตกลงซื้อขายหรือออกใบกำกับภาษีไปแล้ว เช่น ส่วนลดตามเป้า ส่วนลดตามยอดซื้อ กรณีนี้ต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่มจากราคาเต็มของสินค้าหรือบริการนั้น ภาษีมูลค่าเพิ่มจะไม่ลดลงและยังคงต้องนำส่งภาษีมูลค่าเพิ่มเท่าเดิม

ส่วนลดการค้า  (Trade Discount) หมายถึง ส่วนลดที่ลดจากราคาสินค้าหรือบริการโดยปกติ เพื่อเป็นการจูงใจให้ผู้ซื้อสนใจที่จะซื้อสินค้าจากผู้ขาย โดยไม่สนใจว่าผู้ซื้อจะซื้อเป็นเงินสดหรือเงินเชื่อ เช่น สินค้าราคา 2,000 บาท ลดให้ทันที 10% ส่วนลดการค้าก็คือ 10% ซึ่งเป็นเงินเท่ากับ 200 บาท ดังนั้นราคาสินค้าสุทธิก็จะเป็นเพียง 1,800 บาท ไม่ใช่ 2,000 บาท ลักษณะเด่นของส่วนลดการค้าก็คือ จะไม่มีการบันทึกบัญชีในส่วนของส่วนลดการค้า

หุ้นกู้แปลงสภาพ

หุ้นกู้แปลงสภาพ คือ  หุ้นกู้ที่ผู้เป็นเจ้าของมีสิทธินำไปแลกเป็นหุ้นประเภทอื่นของบริษัทผู้ออกหุ้นกู้ได้  ภายใต้เงื่อนไขที่กำหนด  จากความหมายดังกล่าว  แสดงว่า  หุ้นกู้แปลงสภาพเป็นหุ้นกู้ที่บริษัทออกจำหน่ายโดยกำหนดเงื่อนไขให้ผู้ถือหุ้น สามารถแปลงสภาพเป็นหุ้นประเภทอื่นของบริษัทได้  ในการแปลงสภาพหุ้นกู้ ขึ้นอยู่กับการตัดสินใจของผู้ถือหุ้นกู้เป็นสำคัญว่าควรจะแปลงสภาพหรือไม่  และควรจะแปลงสภาพเมื่อไร  แต่ต้องปฏิบัติตามเงื่อนไขของการแปลงสภาพที่กำหนดไว้
หุ้นกู้แปลงสภาพ
หุ้นกู้แปลงสภาพ
โดยปกติอัตราดอกเบี้ยของหุ้นกู้แปลงสภาพจะมีอัตราที่ต่ำกว่าปกติ  เนื่องจากผู้ถือหุ้นกู้ได้สิทธิในการแปลงสภาพหุ้นกู้เป็นหุ้นทุนของบริษัท การแปลงสภาพหุ้นกู้เป็นหุ้นทุน  สามารถทำได้ 2  วิธี ดังนี้

1. บันทึกบัญชีหุ้นทุนที่ออกให้ในราคาตลาดของหุ้นทุน ณ วันแปลงสภาพ ถ้ามีผลต่างของรายการให้บันทึกเป็นกำไรหรือขาดทุนจากการแปลงสภาพหุ้นกู้เป็นหุ้นทุน

2. บันทึกบัญชีหุ้นทุนที่ออกให้ในราคาตามบัญชีของหุ้นกู้ ณ วันแปลงสภาพ ถ้ามีผลต่างของรายการให้บันทึกเป็นส่วนเกินมูลค่าหุ้นทุนหรือส่วนลดหรือส่วนต่ำกว่ามูลค่าหุ้นทุน บางครั้งการออกขายหุ้นกู้  กิจการอาจจะออกใบสำคัญแสดงสิทธิหรือใบมอบสิทธิซื้อหุ้นทุนของบริษัท แนบไปกับหุ้นกู้ที่จำหน่าย ถือว่าเป็นการให้ผลประโยชน์แก่ผู้ซื้อหุ้นกู้  ซึ่งผู้ซื้อหุ้นกู้สามารถนำใบสำคัญแสดงสิทธิดังกล่าวไปซื้อขายในตลาดได้  ส่วนจะใช้สิทธิซื้อหุ้นทุนของบริษัทหรือไม่นั้น  ขึ้นอยู่กับการเคลื่อนไหวของราคาหุ้นทุนในตลาดด้วย

ภาษีศุลกากร

ภาษีศุลกากร เป็นภาษีที่เรียกเก็บจากสิ่งของที่นำเข้ามาในหรือส่งออกไปนอกราชอาณาจักรซึ่งปัจจุบันใช้คำว่า “อากร” แทน “ภาษี”  ภาษีที่เรียกเก็บจากสินค้าขาเข้าเรียกว่า “อากรขาเข้า” และภาษีที่เรียกเก็บจากสินค้าขาออกเรียกว่า “อากรขาออก”

ภาษีศุลกากร
ภาษีศุลกากร
ตลาดหุ้น

ตลาดหุ้นนี้มีสินค้าอะไรบ้าง ซึ่งสินค้าของตลาดหุ้นก็คือ หุ้น นั่นเอง ซึ่งสินค้าก็จะมีหลากหลายแบ่งแยกตามประเภทของสินค้า และตามความสนใจของนักลงทุน จริงๆแล้ว สินค้าเหล่านี้ คงจะเคยผ่านสายตาใครหลายๆคนมาแล้ว ตามสื่อโทรทัศน์ ซึ่งจะมีตัวอักษรย่อภาษาอังกฤษต่างๆ วิ่งผ่านทางหน้าจอ โดยอักษรเหล่านั้นจะเป็นตัวย่อของบริษัท ยกตัวอย่างเช่น MCOT ย่อมาจาก บริษัท อสมท. จำกัด (มหาชน) เป็นต้น

ตลาดหุ้น
ตลาดหุ้น

ซึ่งสินค้าในตลาดหลักทรัพย์ เราเรียกโดยรวมว่า “ตราสาร” หมายถึง เอกสารทางการเงินที่บริษัทผู้ออกหลักทรัพย์ออกมาเพื่อระดมเงินทุน จากผู้ลงทุน และเปิดให้มีการซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์ ซึ่งมีอยู่หลายประเภท ดังนี้

1) หุ้นสามัญ (Common Stock) คือ หุ้นที่นักลงทุนส่วนใหญ่ในตลาดซื้อขายกันอยู่ และมีจำนวนมากกว่า 80% ของหุ้นในตลาดทั้งหมด โดยหุ้นสามัญนี้เป็นตราสารประเภท หุ้นทุน ซึ่งออกโดยบริษัทมหาชนจำกัด ที่ต้องการระดมเงินทุนจากประชาชน เพื่อให้ประชาชนได้เข้าไปมีส่วนร่วมเป็นเจ้าของในธุรกิจนั้นๆ โดยตรง เช่น การมีสิทธิในการลงคะแนนเสียง ร่วมตัดสินในปัญหาสำคัญในที่ประชุมผู้ถือหุ้น โดยผลตอบแทนที่คุณจะได้โดยตรงก็คือ เงินปันผลจากกำไรในธุรกิจ กำไรจากการขายหุ้นถ้าหุ้นปรับตัวขึ้น และสิทธิในการจองซื้อหุ้นใหม่ ในกรณีที่มีการเพิ่มทุนจดทะเบียน

2) หุ้นบุริมสิทธิ (Preferred Stock) เป็นตราสารประเภทหุ้นทุน มีข้อแตกต่างจากหุ้นสามัญ คือ ผู้ถือหุ้นบุริมสิทธิจะได้รับชำระคืนเงินทุนก่อนผู้ถือหุ้นสามัญ ในกรณีที่บริษัทเลิกกิจการ หุ้นประเภทนี้มีไม่มากนักในตลาดหลักทรัพย์ มีการซื้อขายกันน้อย มีสภาพคล่องต่ำ บนกระดานหุ้นจะสังเกตุได้จาก -P เช่น SCB-P, TISCO -P เป็นต้น

3) หุ้นกู้ (Debenture) เป็นตราสารที่บริษัทเอกชนออกเพื่อกู้เงินระยะยาวจากผู้ลงทุน โดยผู้ลงทุนจะมีฐานะเป็นเจ้าหนี้ของกิจการบริษัท และบริษัทจะต้องจ่ายผลตอบแทนเป็นอัตราดอกเบี้ยให้แก่ผู้ถือตามระยะเวลา และอัตราที่กำหนด โดยผู้ถือจะได้รับเงินต้นคืนครบถ้วน เมื่อสิ้นอายุตามระบุในเอกสาร ตลาดหุ้นกู้มักมีสภาพคล่องในการซื้อขายไม่มากนัก ส่วนใหญ่ซื้อขายโดย ผู้ลงทุนประเภทสถาบัน หรือผู้ลงทุนระยะยาว

4) หุ้นกู้แปลงสภาพ (Convertible Debenture) หุ้นกู้แปลงสภาพ คล้ายคลึงกับ หุ้นกู้ แต่แตกต่างกันตรงที่ หุ้นกู้แปลงสภาพมีสิทธิที่จะแปลงสภาพเป็นหุ้นสามัญ ในช่วงเวลาอัตราและราคาที่กำหนดในหนังสือชี้ชวน ในช่วงที่เศรษฐกิจดี หุ้นประเภทนี้ได้รับความนิยมมาก เพราะผู้ซื้อคาดหวังผลตอบแทน ได้จากราคาหุ้นเมื่อแปลงสภาพแล้ว ซึ่งจะทำให้ได้กำไรมากกว่า ผลตอบแทนในรูปของดอกเบี้ยของหุ้นกู้ธรรมดา

5) ใบสำคัญแสดงสิทธิ (Warrant) เป็นตราสารที่ระบุว่าผู้ถือครองจะได้รับสิทธิจองซื้อ หุ้นสามัญ หุ้นบุริมสิทธิ หุ้นกู้ หรือตราสารอนุพันธ์ ในราคาที่กำหนดเมื่อถึงระยะเวลาที่ระบุไว้ ใบสำคัญแสดงสิทธิ มักจะออกควบคู่กับการเพิ่มทุน

6) ใบสำคัญแสดงสิทธิระยะสั้น (Short – Term Warrant) ใบสำคัญแสดงสิทธิชนิดนี้จะมีอายุไม่เกิน 2 เดือน และเป็นทางเลือกหนึ่งจากการระดมทุนจากผู้ถือหุ้น แทนการจัดสรรสิทธิในการจองซื้อหุ้น และบริษัทผู้ออกหลักทรัพย์สามารถยืนคำขอให้รับเป็นหลักทรัพย์ประเภทที่ซื้อขายหมุนเวียนในตลาดหลักทรัพย์ได้

7) ใบสำคัญแสดงสิทธอนุพันธ์ (Derivative Warrant : DW) เป็นตราสารที่มีลักษณะคล้ายคลึงกับ ใบสำคัญแสดงสิทธิทั่วไป โดยจะให้สิทธิแก่ผู้ถือ DW ในการซื้อหรือขายหลักทรัพย์อ้างอิง ซึ่งอาจเป็นหลักทรัพย์ หรือดัชนีหลักทรัพย์ ในราคาใช้สิทธิ อัตราการใช้สิทธิ และระยะเวลาใช้สิทธิที่กำหนดไว้ โดยบริษัทผู้ออก DW เป็นหลักทรัพย์ หรือ เงินสดก็ได้

8) หน่วยลงทุน (Unit Trust) คือ ตราสารที่ออกโดย บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุนรวม (บลจ.) ในรูปของหน่วยลงทุนของกองทุนรวม ซึ่งเป็นรูปแบบหนึ่งของการระดมเงินทุนจากประชาชน โดย บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุนรวมจะเป็นผู้บริหารกองทุนให้ได้รับผลตอบแทนสูงสุด แล้วนำมาเฉลี่ยคืนให้แก่ผู้ถือหน่วยลงทุนในรูปของเงินปันผล ข้อดีของการลงทุนประเภทนี้คือ จะมีผู้บริหารมืออาชีพดูแลเงินแทนเรา มีการกระจายความเสี่ยงโดยการลงทุนในหุ้นกลุ่มต่างๆ และมีอำนาจต่อรองที่มากกว่า เพราะเป็นกองทุนขนาดใหญ่

เงินสดย่อย

ระบบเงินสดย่อย  (Petty Cash) เงินสดย่อย หมายถึง เงินสดจำนวนหนึ่งที่กิจการเบิกธนาคารมาเก็บไว้กับแคชเชียร์ (หรือผู้รักษาเงินสดย่อย) เพื่อให้กิจการจ่ายชำระในรายจ่ายที่ไม่สะดวกจ่ายด้วยเช็ค ที่เป็นรายจ่ายเร่งด่วน เล็ก ๆ น้อย ๆ เช่น ค่ารับรอง ค่าไปรษณีย์ ค่าพาหนะ

เงินสดย่อย
ระบบเงินสดย่อยที่นิยมใช้คือ Impress System  โดยจะมีการกำหนดวงเงินสดย่อยไว้ในจำนวนที่เหมาะสม และวงเงินนี้จะไม่เปลี่ยนแปลงเมื่อมีการจ่ายค่าใช้จ่ายต่าง ๆ แต่จะเปลี่ยนเฉพาะเมื่อมีการเพิ่มหรือลดวงเงินสดย่อย เท่านั้น

หน้าที่ของผู้รักษาเงินสดย่อย

ผู้รักษาเงินสดย่อยมีหน้าที่ดังนี้

  1. เก็บรักษาเงินสดย่อยไว้ เมื่อมีผู้มาขอเบิกก็จะจ่ายเงินตามหลักฐานนั้น
  2. จ่ายค่าใช้จ่ายต่าง ๆ เมื่อมีผู้มาขอเบิกเงินตามเอกสารที่ได้รับอนุมัติการจ่ายแล้ว พร้อม กับเก็บรักษาและรวบรวมใบสําคัญจ่ายเงินสดย่อย (Petty Cash Voucher)
  3. บันทึกรายการจ่ายเงินสดย่อย ลงในสมุดเงินสดย่อย (Petty Cash Book)
  4. จัดทำรายการจ่ายเงินสดย่อย และรวบรวมใบสําคัญจ่ายเงินสดย่อย เพื่อเตรียมขอเบิก ชดเชยเงินสดย่อยที่จ่ายไป
  5. ขออนุมัติเบิกชดเชยเงินสดย่อย

ประโยชน์ของเงินสดย่อย

  1. แบ่งเบาหน้าที่ความรับผิดชอบเกี่ยวกับการจ่ายเงินภายในบริษัท
  2. ช่วยในการควบคุมเงินสดเป็นไปได้ง่ายขึ้น ที่เป้นรายจ่าย เล็ก ๆ น้อย ๆ
  3. ลดการบันทึกบัญชีที่ไม่จำเป็นในบางกิจกรรม
  4. สะดวกต‑อการตรวจสอบความถูกต้อง การจ่ายเงินสดสำหรับรายการจ่าย

การควบคุมวงเงินสดยอย

  1. กําหนดวงเงินสดย่อย ให้เข้ากับรูปแบบกิจการ ในการเบิก ถอน จ่าย ให้เป็นระยะเวลา
  2. กําหนดผู้รักษาเงินสดย่อย  และหน้าที่ให้ชัดเจน
  3. กําหนดวงเงินสดย่อย ว่าจะใช้แบบ จำกัด หรือไม่จำกัด
  4. กําหนดประเภทของรายจ่ายที่จะจ่ายจากเงินสดย่อย
  5. ทุกครั้งที่มีการจ่ายจากเงินสดย่อย ให้ทําใบสําคัญเงินสดย่อยขึ้นพร้อมทั้งแนบเอกสาร หลักฐานประกอบ
  6. เมื่อเงินสดย่อยเหลือน้อย หรือใกล้สิ้นระยะเวลาที่กําหนด ให้รวบรวมใบสําคัญเงินสดย่อยเพื่อขอเบิกชดเชย
  7. ตรวจสอบและยืนยันยอดการบันทึกบัญชีค่าใช้จ่ายที่เกิดจากเงินสดย่อยอย่างสม่ำเสมอ

ระบบควบคุมภายในที่ดี  กิจการไม่ค่อยนำเงินสดมาใช้จ่าย  แต่การจ่ายเงินผ่านบัญชีเงินฝากธนาคารโดยการเขียนเช็คสั่งจ่ายในนามผู้รับ  และขีดคร่อมเช็คฉบับนั้น  และโอนเข้าบัญชีธนาคารของผู้ถือเงินสดย่อยไว้ในมือจำนวนมาก ๆ

ตัวอย่าง การบันทึกบัญชี ตั้งวงเงินสดย่อย

ตัวอย่าง การบันทึกบัญชีเงินสดย่อย
ตัวอย่าง การบันทึกบัญชีเงินสดย่อย

ตัวอย่าง การบันทึกบัญชีเงินสดย่อย
ตัวอย่าง การบันทึกบัญชีเงินสดย่อย

ตัวอย่าง การบันทึกบัญชีเงินสดย่อย
ตัวอย่าง การบันทึกบัญชีเงินสดย่อย

vertify

เงินทดรองจ่าย

เงินทดรองจ่าย  ในบริษัท หรือองค์กรที่นิยมใช้ มักมีขนาดที่ใหญ่ เพราะ เงินทดรองจ่ายเป็นระบบ ในการจ่ายเงิน มีการกำหนด กฎชัดเจนล่วงหน้า มากกว่าการจ่ายเงินสดย่อย การบันทึกบัญชี มีความแตกต่างกันในบางกิจกรรมการใช้เงิน

เงินทดรองจ่าย
เงินทดรองจ่าย

เงินทดรองจ่าย มักจ่ายเป็นเงินก้อนใหญ่ มีการสำรองจ่ายไปก่อนได้ แต่จะต้องมีหลักฐานใบขออนุมัติ เมื่อจ่ายชำระแล้ว จะต้องมีรายงานสรุปผลการปฏิบัติงาน และเงินที่จ่ายไป อย่างสมเหตุสมผล และก่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดแก่บริษัท   

การบริหารเงินยืมทดรองจ่าย ประกอบด้วยการ

  • ขออนุมัติเงินยืม
  • การส่งใช้เงินยืม
  • การติดตามลูกหนี้
  • และบทลงโทษมีขั้นตอนการปฏิบัติงานตามกฎหมายระเบียบ ข้อบังคับ คำสั่ง แนวปฏิบัติ

เอกสารประกอบการยืมเงินทดรองจ่าย

ระยะเวลาการดำเนินการ ระบุให้ชัดเจน เช่น หากเอกสารถูกต้อง ครบถ้วน ท่านจะได้รับเงิน/เช็ค ภายใน 5 วัน

การจ่ายเงินยืมทดรอง เมื่อเอกสารที่ที่ต้องการ เบิกเงินทดรองถูกต้องครบถ้วนแล้ว ขั้นตอนการจ่ายเงินทดรอง ก็ขึ้นอยู่กับบริษัทของท่านว่ามีการกำหนด การจ่ายเงินทดรองอย่างไร ตัวอย่างเช่น

  1. กรณีเงินยืมทดรองไม่เกิน 100,000 บาท จ่ายผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์ (e-Payment) โดยโอนเข้าบัญชีเงินฝากตามที่ผู้ยืมเงินทดรองกำหนด
  2. กรณีเงินยืมทดรองเกิน 10,000 บาท จ่ายเป็นเช็คขีดคร่อมเฉพาะเท่านั้น โดยให้ผู้ยืมเงินทดรองมารับเช็คที่ส่วนการเงินและบัญชีด้วยตนเอง หรือมอบฉันทะการรับเช็คเป็นลายลักษณ์อักษร เป็นต้น

เอกสาร/หลักฐานที่ใช้ประกอบการยืมเงินทดรอง

  • ควรระบุให้ชัดเจน ว่ามีกี่รายการ ต้องการนำเงินไปใช้เรื่องใดบ้าง
  • ลำดับที่
  • รายละเอียดการนำไปใช้
  • เอกสารแนบที่สำคัญใรการยืมเงินทดรอง

เอกสารประกอบการยืมเงินทดรองจ่าย

ใบยืมเงินทดรอง ตามระเบียบที่กำหนดขึ้น

  • ชื่อ – สกุล /ตําแหน่ง/ สังกัด/ เบอร์โทร.
  • วัตถุประสงค์ในการยืม / ระบุวันที่ครบกำหนดการคืนเงิน
  • วันที่ต้องการรับเงิน-เช็ค / ระบุการสั่งจ่ายเช็คให้ชัดเจน
  • ระบุธนาคาร / เลขที่บัญชี
  • ผู้บังคับบัญชา/หัวหน้า รับรองการยืม

เอกสารแนบประกอบการยืมเงินทดรอง

  • หนังสือขออนุมัติการเดินทาง / แบบขออนุมัติไปปฏิบัติงานนอกพื้นที่ (กรณีเดินทางด้วยรถส่วนตัวขอให้อนุมัติการเดินทางให้ชัดเจน)
  • กรณีเดินทางไปปฏิบัติงานวิจัย/ดูงาน/เสนอผลงาน ใหใช้ ้แบบฟอร์มตามที่ส่วนการเจ้าหน้าที่กําหนด
  • โครงการ หรือกิจกรรม ที่ได้รับอนุมัติ
  • ประมาณการค่าใช้จ่าย

ระยะเวลาการคืนเงินยืมทดรองและการดําเนินการ

การคืนเงินควรระบุให้ชัดเจนว่า มีระยะเวลาในการยืมกี่วัน 15 วัน 30 วัน หรือ 6 เดือน แล้วแต่ความต้องการเงินคืนของบริษัท

กรณีไม่คืนเงินตามกำหนด

ควรมีบทกำหนดโทษ หรือระเบียบการถวงถามให้ชัดเช่น เมื่อ ผิดนัดคืนเงินทดรองจ่าย  เช่น

  • ขั้นที่ 1 จัดทาหนังสือทวงหนี้
  • ขั้นที่ 2 อาจจัดทำหนังสือทวงหนี้ครั้งที่ 2
  • ขั้นที่ 3 หักเงินจากเงินเดือน กรณีขาดเป็นรายเดือน เป็นต้น

ทั้งนี้บริษัท อาจระบุการหลักเกณฑ์/อัตรา ค่าใช้จ่ายในการปฏิบัติงานนอกพื้นที่/หลักฐานการเบิกจ่าย ไว้เลยก็ได้ ว่าสิ่งใดสามารถเบิกได้เท่าไรระยะเวลาในการยืม การคืน และข้อบังคับต่าง ๆ

vertify

หนังสือสัญญา

หนังสือสัญญา
หนังสือสัญญา

vertify

ภงด 53

ภงด 53 คือ แบบยื่นรายการภาษีเงินได้หัก ณ ที่จ่าย ตามมาตรา 3 เตรส และมาตรา 69 ทวิ และการเสียภาษีตามมาตรา 65 จัตวา แห่งประมวลรัษฎากร

สรุป ให้เข้าใจง่ายๆ หลักๆ จะเป็นเงินที่หักจาก ค่าเช่า ค่าอาชีพอสระ ค่าจ้าง ค่าแรง เงินรางวัล ค่าขนส่ง เมื่อหักแล้วต้องนำส่งให้กรมสรรพากรในเดือนถัดไปหลังจ่ายเงินเดือน กำหนดจ่ายชำระก่อนวันที่ 7 ของทุก ๆ เดือน แต่จะหัก เฉพาะนิติบุคคลเท่านั้น วิธีการหักคล้ายกับ ภ.ง.ด.3

ภงด 53
ภงด 53

ใครบ้าง? ที่เป็นผู้หัก และ ผู้ถูกหัก

  • ผู้มีหน้าที่หัก -บุคคล ห้างหุ้นส่วน บริษัท สมาคม คณะบุคคลที่อยู่ในระบบภาษีมูลค่าเพิ่ม
  • ผู้ที่ถูกหัก – นิติบุคคลได้รับเงินจากการจ้างงานเท่าๆ กันทุกเดือนมูลค่า 500 บาทขึ้นไป

วิธีคำนวณหักภาษีเงินได้ ณ ที่จ่าย

  1. หักภาษี ณ ที่จ่ายทุกคราวที่จ่ายเงินได้ ซึ่งมีกฎหมายกำหนดให้หักภาษี ณ ที่จ่าย
  2. ออกใบรับรองหัก ณ ที่จ่าย ให้กับผู้ถูกหักเพื่อเป็นหลักฐาน (รูปแบบหนังสือรับรองใช้ตามที่กฎหมายกำหนด)
  3. นำส่งภาษีที่ได้หักไว้ภายใน 7 วัน นับแต่วันสิ้นเดือนของเดือนที่จ่ายเงินต่อสำนักงาน สรรพากรพื้นที่สาขาในท้องที่ที่ผู้มีหน้าที่หักภาษี เงินได้ ณ ที่จ่ายมีสำนักงานตั้งอยู่
    • ตัวอย่างการหัก ภาษี ณ ที่จ่าย ใน ภ.ง.ด.53 การหักจากจำนวนเงินที่จะต้องจ่าย เช่น ต้องจ่าย 1000 บาท ก็นำ อัตราที่สรรพากรกำหนด ไปคูณ ยกตัวอย่าง 3% เพราะฉะนั้น 1,000*3% = 30 บาท จ่ายจริงแค่ 970 บาท อีก 30 นำส่งกรมสรรพากรในเดือนถัดไป

อัตราการหัก ในแต่ละประเภทที่ใช้ หลักๆ

ประเภทการจ่ายเงินอัตรา
ค่าเช่า หรือประโยชน์อื่นที่ได้จากการเช่าทรัพย์สิน5
วิชาชีพอิสระ รับจ้าง บริการ จ้างทำของ เงินรางวัล3
ค่าโฆษณา2
ค่าขนส่ง เกี่ยวกับเกษตร อุตสหกรรม1
นอกเหนือจากข้างต้น และเข้าข่าย 40(8)3
จ่ายให้ภาครัฐ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น1
อัตราภาษี หัก ณ ที่จ่าย ภงด 53

ความรับผิดของผู้มีหน้าที่หักภาษี ณ ที่จ่าย

  • ถ้าผู้จ่ายเงินซึ่งมีหน้าที่หักภาษี ณ ที่จ่ายมิได้หักและนำส่ง หรือได้หักและ นำเงินส่งแล้วแต่ไม่ครบจำนวนที่ถูกต้องผู้จ่ายเงินต้องรับผิดร่วมกับผู้มีเงินได้ในการ เสียภาษีที่ต้องชำระตามจำนวนเงินภาษีที่มิได้หักและนำส่งหรือตามจำนวนที่ขาดไป แล้วแต่กรณี ในกรณีที่ผู้จ่ายเงินได้หักภาษีไว้แล้ว ให้ผู้มีเงินได้ซึ่งต้องเสียภาษีพ้นความ รับผิดที่ต้องชำระเงินภาษีเท่าจำนวนที่ผู้จ่ายเงินได้หักไว้และให้ผู้จ่ายเงินรับผิดชำระ ภาษีจำนวนนั้นแต่ฝ่ายเดียว0(มาตรา054 แห่งประมวลรัษฎากร)
  • ถ้าผู้จ่ายเงินซึ่งมีหน้าที่หักภาษี ณ ที่จ่าย ไม่นำเงินภาษีที่ตนมีหน้าที่หัก นำส่งภายในกำหนดเวลาตาม0จะต้องรับผิดเสียเงินเพิ่ม ในอัตราร้อยละ 5 ต่อเดือน หรือเศษของเดือนของเงินภาษีที่ต้องนำส่ง ทั้งนี้ให้คำนวณเงินเพิ่มเป็น รายเดือน (เศษของเดือนให้นับเป็น 1 เดือน) นับแต่วันพ้นกำหนดเวลายื่นแบบฯ จนถึงวันยื่นแบบฯ และนำส่งภาษี(มาตรา 27 แห่งประมวลรัษฎากร) ถ้าผู้มีหน้าที่หักภาษี ณ ที่จ่ายไม่ยื่นแบบฯ ภายในกำหนดเวลาตาม 3. เว้นแต่จะแสดงว่าได้มีเหตุสุดวิสัย ต้องระวางโทษปรับไม่เกิน 2,000 บาท (มาตรา 35 แห่งประมวลรัษฎากร)
  • ผู้ใดโดยเจตนาไม่ยื่นรายการที่ต้องยื่น เพื่อหลีกเลี่ยงการเสียภาษีอากร ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินหนึ่งปี หรือปรับไม่เกิน 200,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ (มาตรา 37 ทวิ แห่งประมวลรัษฎากร)

เวลาในยื่นแบบ ต้องยื่นภายใน 7 วันของเดือนถัดไป 

ตัวอย่างการ การหัก ภาษี ณ ที่จ่าย ภงด 53

ตัวอย่างเช่น บริษัท ปังปอน จำกัด ว่าจ้าง บริษัท รับทำบัญชี จำกัด เป็นค่าบริการรายเดือน เริ่มจ่ายค่าบริการ เดือน มกราคม พ.ศ.2563 ดังนั้น บริษัท ปังปอน จำกัด มีหน้าที่หักภาษี ณ ที่จ่าย จากการจ่ายเงินให้ บริษัท รับทำบัญชี จำกัด

บริษัท รับทำบัญชี จำกัด คิดค่าบริการ จำนวน 3,500 บาท ดังนั้น เดือน มกราคม พ.ศ. 2563 บริษัท ปังปอน จำกัด จ่ายเงินให้กับบริษัท รับทำบัญชี จำกัด (วันที่ 15 มกราคม 2563 ) จึงต้อง หัก ณ ที่จ่าย จำนวน 3,500*3%= 105 บาท ต้องนำเงินที่หักในเดือน มกราคม พ.ศ.2563 นำส่งกรมสรรพากร ภายในวันที่ 7 กุมภาพันธ์ หากเป็นการยื่นปกติ แต่ถ้ายื่นผ่านเน็ต ได้ถึงวันที่ 15 กุมภาพันธ์ เป็นต้น  

ขึ้นตอนที่ 1 นำข้อมูลที่อยู่ของผู้ถูกหัก กรอกลงในใบแนบ

ตัวอย่าง การกรอกใบแนบ ภงด 53
ตัวอย่าง การกรอกใบแนบ ภงด 53

ขั้นตอนที่ 2 เมื่อได้รายละเอียด จำนวนเงินที่ต้องนำส่งแล้วจึงกรอกลงในแบบ ภงด 53

ตัวอย่าง ภงด 53
ตัวอย่าง ภงด 53

ภ.ง.ด 53 ถือเป็นเครื่องมือการจัดเก็บภาษีอีกประเภทที่รัฐบาลออกแบบเพื่อต้องการรับรู้รายได้ของผู้รับจ้างว่าได้รับมาเท่าไร หากผู้รับจ้างแสดงรายได้ไม่ตรวจตามความเป็นจริง กรมสรรพากรก็สามารถตรวจสอบยืนยันยอดกับผู้จ่ายได้ว่า จ่ายเงินให้ผู้รับจ้างเท่าไร โดยการตรวจสอบจากการเก็บภาษี จาก แบบ ภ.ง.ด.53

vertify

ภพ 30

ภ.พ.30 คือ แบบที่ใช้ยื่นภาษีมูลค่าเพิ่ม หรือ จะเรียกว่า แบบที่ใช้แสดงรายกการภาษีมูลค่าเพิ่มใช้ในการแสดง มูลค่าภาษีขาย และ มูลภาษีซื้อ

ภพ 30
ภพ 30

โดยการทำงานของแบบ ภพ 30 นั้น คือการที่รัฐต้องการให้สรุปยอดที่เราขายของเป็นหลัก หากมีการขายของที่มีภาษีมูลค่าเพิ่มก็จำเป็นที่จะต้องนำส่งส่วนที่เป็น ภาษีมูลค่า (vat 7%) หรือเรียกว่า ภาษีขาย เป็นประจำทุก ๆ เดือน และรัฐก็ยังให้สิทธิกิจการที่อยู่ในระบบภาษีมูลค่าเพิ่ม ใช้ยอดซื้อสินค้า ที่มีการออกภาษีมูลค่าอย่างถูกต้อง มาหักกลบลบหนี้ กำภาษีขาย หรือที่เรียกว่า ภาษีซื้อ 

โดยปกติหากกิจการอยู่ในระบบภาษีมูลค่าเพิ่มแล้ว ไม่ว่ากิจการจะมียอดขายเพียงอย่าง หรือยอดซื้อเพียงอย่างเดียว หรือไม่มีทั้ง ยอดซื้อ และยอดขายเลย กิจการก็ยังจำเป็นต้องยื่นแบบ ภพ 30 เพื่อแสดง ยอดรายได้ให้สรรพกรรับรู้เพื่อความบริสุทธิ์ใจเป็นประจำทุก ๆ เดือนอีกด้วย 

ใครบ้างที่ต้องใช้ ภ.พ.30

ธุรกิจที่จดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม (จดvat) นิติบุคคลเหล่านี้ที่อยู่ในระบบภาษีมูลค่า จะต้องยื่นแบบ ภ.พ.30 ทุกๆ เดือน และยื่นภายใน 15 ของเดือนถัดไปของเดือนภาษีนั้นๆ 

ในปัจจุบัน (พ.ศ.2563)  การใช้แบบ ภ.พ.30 นั้นสามารถยื่นแบบทางอิเล็กทรอนิกส์ ได้แล้ว ภาครัฐได้พัฒนาระบบเพื่อให้ความสะดวกแก่ผู้เสียภาษีที่เป็นนิติบุคคลเข้าระบบภาษีมูลค่าเพิ่ม

รายละเอียดใน แบบแสดงรายการภาษีมูลค่าเพิ่ม ตามประมวลรัษฎากร (ภ.พ.30)

หลัก ๆ ที่เป็นของผู้ประกอบการที่จำเป็นต้องกรอก

  • เลขประจำตัวผู้เสียภาษีอากร 13 หลัก
  • ชื่อสถานประกอบการ
  • ที่อยู่ (ใช้ที่อยู่เข้าสู่ระบบภาษีมูลค่าเพิ่ม)
  • สาขา (ถ้ามี)
    แบบ ภพ 30
    แบบ ภพ 30

    เมื่อกรอกรายละเอียดแล้ว 

  • นำยอดขายที่ขายได้ในเดือนที่ต้องการยื่น มาคูณด้วย 7 %  (บางกิจการได้สิทธิภาษีในอัตรา 0% )
  • นำยอดซื้อที่สามารถใช้สิทธิได้ มาคูณด้วย 7 % 
  • นำยอดภาษีขาย ลบด้วย ภาษี ซื้อ หากภาษีขายมากกว่าให้ นำยอดมาใส่ในช่อง “ต้องชำระ” 

หากภาษีซื้อเยอะกว่าให้ นำยอดมาใส่ในช่อง  “ชำระเกิน”ในกรณีที่ยื่นชำระภาษีล้าช้า จะต้องมีการเสียค่าปรับเงินเพิ่ม เบี้ยปรับ เพิ่มเติมตามระยะเวลาที่กฎหมายกำหนดหากต้องการขอคืนภาษีก็จำเป็นต้องใช้แบบ ภ.พ.30 เช่นกัน

vertify

รายได้ค้างรับ

รายได้ค้างรับ (Accrued income) หมายถึง รายได้ที่ได้คาดว่าจะเก็บเงินจากลูกค้าได้แน่นอน จะบันทึกให้อยู่ในรูปแบบของสินทรัพย์ ลงบัญชีว่า “รายได้ค้างรับ” ส่วนใหญ่จะพบเจอบัญชีนี้ในธุรกิจประเภทให้บริการ

รายได้ค้างรับ
รายได้ค้างรับ

ตัวอย่างการบันทึกบัญชี รายได้ค้างรับ

บันทึกบัญชีรายได้ค้างรับ
บันทึกบัญชีรายได้ค้างรับ
ค่ากรมธรรม์จ่ายล่วงหน้า

ค่ากรมธรรม์จ่ายล่วงหน้า (Advance payment policy) หมายถึง ค่าเบี้ยประกันที่จ่ายชำระเต็มจำนวนในวันแรก และจะบันทึกให้อยู่ในรูปแบบของสินทรัพย์ หรือ ค่าใช้จ่ายก็ได้ แล้วแต่นโยบายบัญชีของแต่ละกิจการ

ค่ากรมธรรม์จ่ายล่วงหน้า
ค่ากรมธรรม์จ่ายล่วงหน้า
บันทึกบัญชีค่ากรมธรรม์จ่ายล่วงหน้า
บันทึกบัญชีค่ากรมธรรม์จ่ายล่วงหน้า

vertify

ดอกเบี้ยค้างรับ

ดอกเบี้ยค้างรับ หมายถึง รายได้ที่เกิดจากการให้กู้ยืมเงิน เป็นบัญชีที่อยู่ในรูปแบบของสินทรัพย์ เป็นรายได้อีกประเภทหนึ่ง ส่วนมากจะได้รับ เมื่อมีการคืนเงินต้นที่กู้ยืมไป คืนให้กับกิจการ

ดอกเบี้ยค้างรับ อยู่หมวด 1 สินทรัพย์

ดอกเบี้ยค้างรับ
ดอกเบี้ยค้างรับ
บันทึกบัญชีดอกเบี้ยค้างรับ
บันทึกบัญชีดอกเบี้ยค้างรับ

vertify

ค่าใช้จ่ายจ่ายล่วงหน้า

ค่าใช้จ่ายจ่ายล่วงหน้า คือ (Prepaid expenses)

ค่าใช้จ่ายจ่ายล่วงหน้า หมายถึง ค่าใช้จ่ายที่มีการชำระเงินเป็นที่เรียบร้อย แต่ยังไม่ถึงวันที่ได้รับบริการ หรือ ของนั้น ๆ ยกตัวอย่างที่เห็นได้ชัด คือค่าเช่า เมื่อกิจการต้องรับรู้ค่าใช้จ่ายภายในสินเดือนสิ้นเดือน และรู้ว่าต้องจ่ายแน่ ๆ จึงอาจบันทึกบัญชีไว้ เป็นค่าใช้จ่ายจ่ายล่วงหน้า และเมื่อถึงต้นเดือนค่อยรับรู้ค่าใช้จ่าย

ค่าใช้จ่ายจ่ายล่วงหน้า
ค่าใช้จ่ายจ่ายล่วงหน้า

การบันทึกบัญชี ค่าใช้จ่ายล่วงหน้า ทำได้ 2 วิธี  คือ

1.บันทึกไว้เป็นสินทรัพย์ เมื่อจ่ายเงินสดจะลงไว้ในบัญชีค่าใช้จ่ายล่วงหน้า เมื่อสิ้นงวดบัญชีให้โอนส่วนที่เป็นของงวดบัญชีปัจจุบันเป็นค่าใช้จ่าย

2.บันทึกไว้เป็นค่าใช้จ่าย เมื่อจ่ายเงินสดจะลงบัญชีไว้เป็นค่าใช้จ่ายทั้งจำนวน เมื่อสิ้นงวดบัญชีให้โอนส่วนที่เป็นของงวดบัญชีถัดไปเป็นค่าใช้จ่ายล่วงหน้า

บันทึกบัญชีค่าใช้จ่ายล่วงหน้า
บันทึกบัญชีค่าใช้จ่ายล่วงหน้า

ทั้งนี้เมื่อมีการจ่ายค่าใช้จ่ายที่ยังไม่เกิดขึ้น ก็ต้องดูวันและเวลา ให้ดี เพราะการบันทึกบันชีเกี่ยวกับค่าใช้จ่ายจ่ายล่วงหน้า ต้องดูวันที่จ่ายและวันที่ได้รับสิทธิ์หักค่าใช้จ่าย ว่ากระบวนการนี้เกิดขึ้นหรือยัง 

vertify

ภาษีป้าย

ภาษีป้าย ตามพระราชบัญญัติภาษีป้าย พ.ศ. 2510 คือ ภาษีที่จัดเก็บจาก ป้ายแสดงชื่อ ยี่ห้อ หรือเครื่องหมายที่ใช่ ในการประกอบการค้าหรือประกอบกิจการอื่นเพื่อหารายได้หรือโฆษณาการค้าหรือ กิจการอื่นเพื่อหารายได้ ไม่วาจะได้แสดงหรือโฆษณาไว้ที่วัตถุใด ๆ ด้วยอักษร ภาพ หรือเครื่องหมายที่เขียน แกะสลัก จารึก หรือทำให้ปรากฏด้วยวิธีอื่น

ภาษีป้าย
ภาษีป้าย

Wiki ป้าย หรือบางบริบทว่า เครื่องหมาย หมายถึงแผ่นแสดงข้อความ ในการเล่าเรื่องราว รวมถึงการบอกความหมาย คำสั่ง คำร้อง โฆษณา ไปตลอดจนถึงป้ายแสดงความเสียใจ และความรับผิด แผ่นแสดงข้อความนี้ หมายถึง แห่งที่ ๆ เป็นการแสดงข้อความในเพลทใดเพลทหนึ่งทางหน้าจอมอนิเตอร์ด้วย และหมายถึงเข็มกลัด หรือผ้าที่เป็นแถบแสดงข้อความด้วย เช่น ป้ายสายสะพาย ประโยคที่เกี่ยวกับคำว่า “ ป้าย ” เช่น “ ป้ายวิ่ง ตัดข้อความเป็นคำ ๆ อ่านแล้วไม่ทันรู้เรื่อง ”

ป้ายที่ต้องเสียภาษี

ป้ายที่ต้องเสียภาษีป้าย ได้แก่ ป้ายแสดงชื่อ ยี่ห้อ หรือเครื่องหมายที่ใช้ในการประกอบการค้า หรือประกอบกิจการอื่นเพื่อหารายได้ ไม่ว่าจะแสดง หรือโฆษณาไว้ที่วัตถุใด ๆ ด้วยอักษร ภาพ หรือเครื่องหมาย ที่เขียน แกะสลัก จารึก หรือทำให้ปรากฏด้วยวิธีใด ๆ

ป้ายที่ไม่ต้องเสียภาษี

  1. ป้ายที่จัดแสดงไว้ที่โรงมหรสพ และบริเวณใกล้เคียงของโรงมหรสพ เพื่อโฆษณามหรสพ
  2. ป้ายสำหรับแสดงบนสินค้า หรือบรรจุภัณฑ์ของสินค้า
  3. ป้ายการจัดงานแบบชั่วคราว
  4. ป้ายสำหรับคนหรือสัตว์
  5. ป้ายที่จัดแสดงในอาคาร หรือที่รโหฐานเพื่อหารายได้ ซึ่งแต่ละป้ายต้องมีขนาดไม่เกิน 3 ตารางเมตรตามที่กฎหมายของกระทรวงได้กำหนดไว้
  6. ป้ายของราชการ ซึ่งเป็นไปตามกฎหมายว่าด้วยระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน
  7. ป้ายขององค์การที่จัดตั้งขึ้นตามกฎหมายว่าด้วยการจัดตั้งองค์การของรัฐบาลอย่างเช่นป้ายของธนาคารออมสิน ธนาคารแห่งประเทศไทย ตลอดจนบรรษัทเงินทุนอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย
  8. ป้ายของโรงเรียนเอกชน
  9. ป้ายของผู้ประกอบการเกษตรที่ทำการค้าขายผลิตผลที่เกิดจากการทำการเกษตรด้วยตนเอง
  10. ป้ายของวัด หรือผู้ที่ดำเนินกิจการเพื่อศาสนา และการกุศลโดยเฉพาะ
  11. ป้ายมูลนิธิ หรือป้ายสมาคม
  12. ป้ายตามที่กำหนดในกฎกระทรวง (กฎกระทรวงฉบับที่ 2 พ.ศ.2535) ที่กำหนดไว้ว่าผู้ที่ไม่ต้องเสียภาษีป้ายคือผู้ที่ติดป้ายไว้ที่ยานพาหนะเช่น รถยนต์ รถจักรยานยนต์ รถบดถนน รถแทรกเตอร์ ป้ายที่ติดตั้งไว้บนล้อเลื่อน และป้ายที่จัดแสดงไว้ที่ยานพาหนะ โดยมีพื้นที่ไม่เกิน 500 ตารางเซนติเมตร

ผู้มีหน้าที่เสียภาษีป้าย

ผู้มีหน้าที่เสียภาษีป้าย
ผู้มีหน้าที่เสียภาษีป้าย

ผู้มีหน้าที่เสียภาษีป้ายคือ เจ้าของป้าย แต่ในกรณีที่ปรากฏแก่พนักงานเจ้าหน้าที่ว่าไม่มีผู้ยื่นแบบแสดงรายการภาษีป้าย (ภ.ป. 1) สำหรับป้ายใด เมื่อพนักงานเจ้าหน้าที่ไม่อาจหาตัวเจ้าของป้ายนั้นได้ ให้ถือว่าผู้ครอบครองป้ายนั้นเป็นผู้มีหน้าที่เสียภาษีป้าย ถ้าไม่อาจหาตัว ผู้ครอบครองป้ายนั้นได้ให้ถือว่าเจ้าของหรือผู้ครอบครองอาคาร หรือที่ดินที่ป้ายนั้นติดตั้งหรือแสดงอยู่เป็นผู้มีหน้าที่เสียภาษีป้ายตามลำดับและให้พนักงานเจ้าหน้าที่แจ้งการประเมินภาษีเป็นหนังสือไปยังบุคคลดังกล่าว 

เอกสารใช้ในการยื่นแบบป้าย

กรณีป้ายใหม่ ให้เจ้าของป้ายยื่นแบบเสียภาษี พร้อมสําเนาหลักฐานและลงลายมือชื่อรับรองความถูกต้อง ได้แก่

  • ใบอนุญาตติดตั้งป้าย, ใบเสร็จรับเงินค่าทําป้าย
  • สําเนาทะเบียนบ้าน
  • บัตรประจําตัวประชาชน / บัตรข้าราชการ / บัตรพนักงานรัฐวิสาหกิจ / บัตรประจําตัว ผู้เสียภาษี
  • กรณีป้ายเป็นนิติบุคคลให้แนบหนังสือรับรองสํานักงานทะเบียนหุ้นส่วนบริษัท, ทะเบียนพาณิชย์และหลักฐานของ สรรพากร เช่น ภ.พ. 01, ภ.พ. 09, ภ.พ. 20
  • หนังสือมอบอํานาจ (กรณีไม่สามรถยื่นแบบได้ด้วยตนเอง พร้อมติดอากรแสตมป์ตามกฎหมาย)
  • หลักฐานอื่น ๆ ตามที่เจ้าหน้าที่ให้คําแนะนํา เช่น รูปถ่ายป้าย,วัดขนาดความกว้าง x ยาว

กรณีป้ายเก่า ให้เจ้าของป้ายยื่นแบบเสียภาษีป้าย (ภ.ป. 1) พร้อมใบเสร็จรับเงินการเสียภาษีครั้งสุดท้าย กรณีเจ้าของป้ายเป็น นิติบุคคลให้แนบหนังสือรับรองสํานักงานทะเบียนหุ้นส่วนบริษัทพร้อมกับการยื่นแบบ ภ.ป. 1

อัตราภาษีป้าย

อัตราภาษีป้าย
อัตราภาษีป้าย

ปัจจุบันยังคงแบ่ง อัตราภาษีป้ายออก เป็น 3  อัตราอยู่ แต่เมื่อวันที่ 14 ก.ค. 2563 คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติหลักการร่างกฎกระทรวง ฉบับที่ .. (พ.ศ. ….) ออกตามความในพระราชบัญญัติภาษีป้าย พ.ศ. 2510 ตามที่กระทรวงมหาดไทยเสนอ และให้ส่งสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาตรวจพิจารณาออกตามความใน พ.ร.บ.ภาษีป้าย กำหนดให้อัตราภาษีป้ายมีผลใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 1 ม.ค. 2564-31 ธ.ค. 2566 โดนอาจมีการปรับเปรียบอัตราภาษีให้ทันสมัยต่อการจัดเก็บในปัจจุบัน

การคํานวณภาษีป้าย

การคำนวนภาษีป้าย
การคำนวนภาษีป้าย

การคำนวณพื้นที่ป้าย

ป้ายที่มีขอบเขตกำหนดได้

พื้นที่ป้าย =  ส่วนที่กว้างที่สุด  x  ส่วนที่ยาวที่สุดของขอบเขตป้าย

ป้ายที่ไม่มีขอบเขตกำหนดได้

ถือตัวอักษร  ภาพ  หรือเครื่องหมายที่อยู่ริมสุดเป็นขอบเขตเพื่อกำหนดส่วนที่กว้างที่สุด  ยาวที่สุด                              

ตัวอย่างการคำนวณภาษีป้าย

ป้ายขนาด 1×2 เมตร คิดเป็น (100*200/500= 40 หน่วย) จะต้องเสียภาษีป้ายรายปีแยกตามประเภทป้าย 
ป้ายประเภทที่ 1 ต้องจ่ายภาษี 40×3 = 120 บา 
ป้ายประเภทที่ 2 ต้องจ่ายภาษี 40×20 = 800 บาท
ป้ายประเภทที่ 3 ต้องจ่ายภาษี 40×40 = 1600 บาท

*หมายเหตุ ในประเภทที่เมื่อ คำนวนแล้วไม่ถึง 200 บาท ต้องจ่าย 200 บาท


ขั้นตอนในการเสียภาษีป้าย

  • กรณีป้ายเก่า ให้แสดงใบเสร็จเสียภาษีป้ายของปีก่อน
  • กรณีป้ายใหม่
  1. บัตรประจำตัวประชาชน
  2. สำเนาทะเบียนบ้าน
  3. หนังสือรับรอง กรณีเป็นนิติบุคคล
  4. ใบอนุญาตติดตั้งป้าย
  5. บเสร็จรับเงินค่าทำป้าย(กรณีป้ายใหม่ หรือป้ายที่มีการจัดทำแทนป้ายเดิม) ซึ่งจะต้องระบุขนาดของป้ายและข้อความที่ติดบนแผ่นป้าย
  6. หรือหลักฐานอื่นเท่าที่จำเป็นเพียงพอเพื่อประโยชน์ในการเสียภาษีป้ายเท่านั้น

กำหนดเวลายื่นแบบเสียภาษีป้าย

  • เจ้าของป้ายยื่นแบบแสดงรายการภาษีป้าย (ภ.ป.1) ภายในเดือนมีนาคมของทุกปี
  • ในกรณีที่ติดตั้งหรือแสดงป้ายภายหลังเดือนมีนาคมหรือติดตั้งหรือแสดงป้ายใหม่แทนป้ายเดิม หรือ เปลี่ยนแปลงแก้ไขป้ายอันเป็นเหตุให้ต้องเสียภาษีป้ายเพิ่มขึ้น ให้เจ้ของป้ายยื่นแบบแสดงรายการภาษีป้ายภายใน 15 วัน นับแต่วันติดตั้งหรือแสดงป้าย หรือนับแต่วันเปลี่ยนแปลงแก้ไขแล้วแต่กรณี

สถานที่ชำระภาษี

  • สถานที่ที่ได้ยื่นแบบแสดงรายการภาษีป้ายไว้
  • สถานที่อื่นที่พนักงานเจ้าหน้าที่กำหนด

บทกำหนดโทษ

  1. ผู้ใดจงใจไม่ยื่นแบบแสดงรายการภาษีป้าย ต้องระวางโทษปรับตั้งแต่ 5,000 บาท ถึง 50,000 บาท
  2. ผู้ใดโดยรู้หรือจงใจแจ้งความเท็จ ให้ถ้อยคำเท็จ หรือพยายามหลีกเลี่ยงภาษีป้ายต้องระวางโทษจำคุกไม่ เกิน 1 ปี หรือปรับตั้งแต่ 5,000 บาท ถึง 50,000 บาท หรือทั้งจำ ทั้งปรับ
  3. ผู้ใดไม่แจ้งรับโอนป้าย หรือไม่แสดงรายการเสียภาษีป้ายไว้ ณ ที่เปิดเผยในสถานที่ประกอบกิจการ ต้องระวางโทษปรับตั้งแต่ 1,000 บาท ถึง 10,000 บาท

vertify

สินค้าคงเหลือ

สินค้าคงเหลือ  Inventory

ในการประกอบกิจการใด ๆสถานะความมั่นคงและสภาพคล่องทางการเงินสามารถวัดได้จากสินทรัพย์หมุนเวียนของกิจการ ซึ่งต้องมีจำนวนมากกว่าหนี้สินหมุนเวียนจึงจะหมายความว่ากิจการนั้น ๆมีสถานะภาพทางการเงินที่แข็งแรง ดำเนินธุรกิจได้ดีและมีความสามารถในการชำระหนี้

สินค้าคงเหลือ
สินค้าคงเหลือ

อย่างไรก็ตาม ในรายการสินทรัพย์หมุนเวียนที่สำคัญนอกจากจะประกอบไปด้วยเงินสด ลูกหนี้การค้าและหลักทรัพย์ในความต้องการของตลาดแล้ว ยังมีสินทรัพย์อีกรายการหนึ่งที่สำคัญต่อการหารายได้ และส่งผลกระทบต่อฐานะการเงินในงบดุลของกิจการ นั่นก็คือ “สินค้าคงเหลือ” ซึ่งเป็นสินทรัพย์ที่เจ้าของกิจการควรมีความรู้ความเข้าใจและสามารถบริหารจัดการตีมูลค่าได้ ดังต่อไปนี้

ความสำคัญของสินค้าคงเหลือ

สินค้าคงเหลือโดยทั่วไปหมายถึงสินค้าสำเร็จรูปได้ผ่านขั้นตอนการผลิตมาอย่างสมบูรณ์ เตรียมพร้อมสำหรับการขาย แต่ในทางบัญชีสินค้าคงเหลือ แบ่งได้ดังนี้

  • สินค้าสำเร็จรูปคือ สินค้าที่ผลิตโดยสมบูรณ์อยู่ในสภาพพร้อมขาย โดยมีต้นทุนประกอบด้วยวัตถุดิบ ค่าแรง และค่าใช้จ่ายในการผลิต
  • สินค้าระหว่างการผลิตคือ สินค้าที่กำลังอยู่ในกระบวนการผลิต ยังไม่เสร็จสมบูรณ์ โดยมีต้นทุนเช่นเดียวกับสินค้าสำเร็จรูป
  • วัตถุดิบทางตรงคือ สิ่งที่กิจการซื้อเพื่อนำมาแปรสภาพหรือผลิตสินค้าสำเร็จรูป เช่น ไม้ เหล็ก เม็ดพลาสติก เป็นต้น
  • วัตถุดิบทางอ้อมหรือวัสดุโรงงานเป็นสิ่งที่ใช้ในการผลิตแต่ไม่ใช่ส่วนประกอบโดยตรงของสินค้าสำเร็จรูป ซึ่งยากแก่การคำนวณ โดยส่วนใหญ่จะใช้วิธีคำนวณเป็นงวดๆการผลิตและส่วนที่เหลืออยู่ให้ถือเป็นสินค้าคงเหลือของงวดนั้น

ดังนั้นจะเห็นได้ว่า สินค้าคงเหลือในทางบัญชี ประกอบด้วย  4 รายการหลัก ซึ่งจำเป็นต้องวัดมูลค่าของสินค้าคงเหลือเหล่านี้และแสดงในงบการเงินให้ถูกต้อง โดยราคาที่ใช้ในการบันทึกสินค้าคงเหลือ จะต้องเป็นราคาทุนซึ่งเป็นค่าใช้จ่ายต่าง ๆที่เกิดขึ้นในการจัดหาหรือผลิตสินค้านั้น ๆ โดยประกอบไปด้วย

  • ค่าวัตถุดิบที่ใช้ในการผลิต โดยอ้างอิงจากราคาที่ซื้อตามใบกำกับภาษีจากผู้ขาย หักด้วยประมาณการของส่วนลดการค้า(จากผู้ขาย)
  • ค่าแรงในการผลิต ให้คิดคำนวณจากค่าจ้างรายวันหรือรายเดือน นำมาคำนวณเป็นต้นทุนในการผลิต
  • ค่าใช้จ่ายต่าง ๆ ที่ได้จ่ายไปเพื่อให้ได้สินค้านั้นมา เช่น ค่าขนส่ง ค่าประกันภัยสินค้าระหว่างขนส่ง ค่าภาษีอากร เป็นต้น

สินค้าคงเหลือ ตามคำนิยาม หมายถึง สินทรัพย์ซึ่งมีลักษณะใดลักษณะหนึ่งดังต่อไปนี้

  1. ถือไว้เพื่อขายตามลักษณะการประกอบธุรกิจ ตามปกติของกิจการ
  2. อยู่ในระหว่างกระบวนการผลิตเพื่อให้เป็นสินค้าสำเร็จรูปเพื่อขาย
  3. อยู่ในรูปของวัตถุดิบ หรือวัสดุที่มีไว้เพื่อใช้ในกระบวนการผลิต สินค้าหรือให้บริการ

สินค้าคงเหลือยังแบบประเภทได้ตามนี้ 

  1. สินค้าที่ซื้อมาและขายต่อ
  2. สินค้าสำเร็จรูป สินค้าระหว่างผลิต วัตถุดิบ หรือวัสดุที่ใช้ในการผลิต
  3. ต้นทุนงานให้บริการสำหรับกิจการผู้ให้บริการ ซึ่งยังไม่ได้มีการรับรู้รายได้ตามมาตรฐาน (การบัญชี ฉบับที่ 18 เรื่อง รายได้)

วิธีนับสินค้าคงเหลือ

และเนื่องจากสินค้าคงเหลือเป็นรายการสินทรัพย์หมุนเวียนที่สำคัญเพราะเป็นสินทรัพย์ที่สร้างรายได้และผลกำไร/ขาดทุนโดยตรงให้กิจการ ดังนั้นก่อนการทำบันทึกบัญชีเกี่ยวกับสินค้าคงเหลือ นักบัญชีควรเลือกวิธีการตีราคาสินค้าคงเหลือให้เหมาะสม โดยมีให้เลือกหลายวิธี เช่น

  1. วิธีเข้าก่อน ออกก่อน (First-in , First –out) วิธีนี้เป็นวิธีที่ได้รับความนิยมมากเพราะเข้าใจได้ง่าย โดยสินค้าที่เข้ามาก่อนย่อมต้องออกไปก่อนทุกครั้ง ดังนั้นต้นทุนของสินค้าที่ซื้อเข้ามาก่อนจะเป็นต้นทุนขายและต้นทุนสินค้าที่เข้ามาทีหลังจึงเป็นสินค้าคงเหลือ หากทำเช่นนี้ไปเรื่อยๆเมื่อใกล้สิ้นปีสินค้าคงเหลือจะมีมูลค่าใกล้เคียงกับตลาดมากที่สุดสะท้อนฐานะทางการเงินของกิจการได้ใกล้เคียงกับความจริง
  1. วิธีคิดราคาทุนที่ระบุเฉพาะ เป็นการคิดมูลค่าของสินค้าแบบเฉพาะเจาะจง เนื่องจากสินค้าแต่ละชิ้นจะมีมูลค่าเป็นของตัวเอง ซึ่งวิธีนี้เหมาะกับสินค้ามูลค่าสูงมีการขายไม่บ่อยนัก เช่น เครื่องเพชร สินค้าสั่งทำจำเพาะ รถยนต์ หรือเครื่องจักรชนิดพิเศษ เป็นต้น ซึ่งการบันทึกสินค้าคงเหลือด้วยวิธีนี้ต้องเลือกสินค้าให้เหมาะสม เพราะอาจทำให้เกิดค่าใช้จ่ายสูงเกินจำเป็นในงบการเงิน ส่งผลเสียต่อภาพลักษณ์สถานะการเงินของกิจการได้
  1.  วิธีถัวเฉลี่ยถ่วงน้ำหนัก เป็นวิธีเฉลี่ยต้นทุนให้กับสินค้าทุกหน่วยหน่วยละเท่า ๆกัน โดยนำผลรวมราคาทุนของสินค้าทั้งหมดหารด้วยจำนวนหน่วยสินค้าที่ขาย จากนั้นนำมาถ่วงน้ำหนักในแต่หน่วยสินค้า ซึ่งเหมาะกับสินค้าย่อยปริมาณมาก ๆที่ปะปนกัน แต่มีข้อเสียคือไม่สามารถสะท้อนราคาที่แท้จริงของตลาดได้ ซึ่งอาจทำให้งบการเงินมีความคลาดเคลื่อน

กล่าวโดยสรุป สินค้าคงเหลือเป็นสินทรัพย์หมุนเวียนที่สะท้อนถึงสถานะทางการเงินของกิจการผ่านรายงานแสดงงบดุล ดังนั้นผู้ประกอบกิจการควรมีความรู้ความใจสามารถบริหารสินค้าคงเหลือได้อย่างมีประสิทธิภาพ อีกทั้งเลือกวิธีการตีราคาสินค้าคงเหลือได้เหมาะสมกับประเภทของกิจการ ซึ่งจะช่วยแสดงฐานะทางการเงินทางการเงินของกิจการได้ใกล้เคียงกับความเป็นจริงที่สุดเพื่อประโยชน์ในการนำไปวิเคราะห์และปรับปรุงการดำเนินงานของกิจการต่อไป

ตัวอย่างการบันทึกบัญชี สินค้าคงเหลือ

บันทึกบัญชีสินค้าคงเหลือ
บันทึกบัญชีสินค้าคงเหลือ

vertify

ภาษีซื้อยังไม่ถึงกำหนดชำระ

ภาษีซื้อยังไม่ถึงกำหนดชำระ หมายถึง ภาษีที่ยังไม่ต้องนำส่งให้กรมสรรพากรเพราะยังไม่ถึงเวลา ภาษีตัวนี้จะเกิดขึ้นส่วนใหญ่ในกิจการประเภท งานบริการ เพราะเมื่อมีการออกใบแจ้งหนี้แล้ว แต่ยังไม่ได้รับชำระเงินทำให้ไม่สามารถนำส่งเงินภาษีให้กรมสรรพากรได้ จึงตั้งบัญชีนี้ไว้ แต่ก็จะมีบางที่งานซื้อมา ขายไป ตั้งบัญชีนี้ อาจเพราะเวลาจ่ายชำระเงินแล้วแต่ยังไม่ได้รับสินค้าอาจเกิดจากการขนส่งที่ล้าข้า บางกิจการอาจจะบันทึกไว้ก็ได้

ภาษีซื้อยังไม่ถึงกำหนดชำระ
ภาษีซื้อยังไม่ถึงกำหนดชำระ

ตัวอย่างการบันทึกบัญชี ภาษีซื้อยังไม่ถึงกำหนดชำระ

  • เมื่อกิจการซื้องานบริการแล้วยังไม่ได้ชำระชำระเงิน (ได้รับใบแจ้งหนี้)
  • เมื่อกิจการชำระเงินค่าบริการแล้ว
บันทึกบัญชีภาษีซื้อยังไม่ถึงกำหนดชำระ
บันทึกบัญชีภาษีซื้อยังไม่ถึงกำหนดชำระ

vertify

ภาษีซื้อ

ภาษีซื้อ ภาษีขาย คือ ภาษีมูลค่าเพิ่ม

ภาษีมูลค่าเพิ่ม (Value Added Tax) หรือ VAT เป็นการเก็บภาษีจากการขายสินค้า หรือการให้บริการในแต่ละขั้นตอนการผลิต และจำหน่ายสินค้าหรือบริการ ทั้งที่ผลิต ภายในประเทศและนำเข้าจากต่างประเทศ ซึ้งประกอบไปด้วย

  • ภาษีซื้อ (Output Tax)
  • ภาษีขาย (Input Tax)

ภาษีซื้อ คือ ภาษีมูลค่าเพิ่มที่ ผู้ประกอบการจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม ได้ จ่ายให้กับผู้ขายสินค้าหรือผู้ให้บริการที่เป็น ผู้จดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม เมื่อซื้อสินค้าหรือ ชำระค่าบริการเพื่อใช้ในการประกอบกิจการ ของตน ภาษีซื้อที่จะนำมาหักได้นี้คลุมไปถึง ภาษีซื้อของสินค้าประเภททุนด้วย ปัจจุบันอัตราการจัดเก็บภาษีมูลค่าเพิ่มอยู่ที่ 7 % และ 0 %

ภาษีขาย คือ ภาษีมูลค่าเพิ่มที่ ผู้ประกอบการจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มได้ เรียกเก็บหรือพึงเรียกเก็บจากผู้ซื้อสินค้าหรือ ผู้รับบริการ เมื่อมีการขายสินค้าหรือรับค่า บริการ ปัจจุบันอัตราการจัดเก็บภาษีมูลค่าเพิ่มอยู่ที่ 7 % และ 0 %

ภาษีซื้อ

รายงานภาษี

รายงานภาษี คือ รายงานที่กรมสรรพากรกำหนดให้ชัดทำขึ้นเพื่อแสดงรายละเอียดการซื้อขาย ประกอบไปด้วย 

  • รายงานภาษีซื้อ 
  • รายงานภาษีขาย

รายงานภาษีซื้อประกอบไปด้วย

  • ชื่อที่แสดงว่าเป็นรายงานภาษีซื้อ
  • แสดงเดือนภาษี และปีภาษี
  • แสดงชื่อสถานประกอบการ และเลขประจำตัวผู้เสียภาษี
  • แสดงที่อยู่ของสถานประกอบการตามที่จดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม
  • แสดงสำนักงานใหญ่หรือสาขาที่ยื่นรายงานภาษีซื้อ
  • แสดงรายละเอียดของใบกำกับภาษีซื้อที่เกิดขึ้นในเดือนภาษีนั้น อันได้แก่ วันเดือนปี, เลขที่ใบกำกับภาษี, ชื่อผู้ขายสินค้า/ผู้ให้บริการ, เลขประจำตัวผู้เสียภาษีของผู้ขายสินค้า/ผู้ให้บริการ, สำนักงานใหญ่/สาขาของผู้ขายสินค้าหรือให้บริการ, มูลค่าสินค้า/บริการ และจำนวนภาษีมูลค่าเพิ่ม

รายงานภาษีขายประกอบไปด้วย

  • ชื่อที่แสดงว่าเป็นรายงานภาษีขาย
  • แสดงเดือนภาษี และปีภาษี
  • แสดงชื่อสถานประกอบการ และเลขประจำตัวผู้เสียภาษี
  • แสดงที่อยู่ของสถานประกอบการตามที่จดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม
  • แสดงสำนักงานใหญ่หรือสาขาที่ยื่นรายงานภาษีขาย
  • แสดงรายละเอียดของใบกำกับภาษีขายที่เกิดขึ้นในเดือนภาษีนั้น อันได้แก่ วันเดือนปี, เลขที่ใบกำกับภาษี, ชื่อผู้ซื้อสินค้า/ผู้รับบริการ, เลขประจำตัวผู้เสียภาษีของผู้ซื้อสินค้า/ผู้รับบริการ, สำนักงานใหญ่/สาขาของผู้ขายสินค้าหรือผู้รับบริการ, มูลค่าสินค้า/บริการ และจำนวนภาษีมูลค่าเพิ่ม

ตัวอย่าง การบันทึกบัญชีภาษีซื้อ

กรณีภาษีซื้อเยอะกว่าภาษีขาย 

เมื่อกรอกแบบ ภ.พ. 30 แล้วปรากฎว่า มูลค่าภาษีซื้อมากกว่า มูลค่าภาษีขาย จะทำให้เกิดผลต่าง ด้านเดบิด ใช้จะชื่อบัญชีผลต่างนี้ว่า ​“ลูกหนี้กรมสรรพากร”

ภาษีซื้อ อยู่หมวด 1 สินทรัพย์

vertify

ลูกหนี้กรมสรรพากร

ลูกหนี้กรมสรรพากร (Revenue Department receivable) คือ ภาษีที่ขอคืนได้ จากกรมสรรพกร เกิดเมื่อ ปิดบัญชี ภาษีซื้อ ภาษีขาย แล้วจำนวนภาษีขายน้อยกว่า ภาษีซื้อ ทำให้สามาถขอคืนจากกรมสรรพากรได้ หรือจะนำไปใช้ในเดือนถัดไป เมื่อเกิดกรณี จำนวนภาษีขาย มากกว่า จำนวนภาษีซื้อ

ลูกหนี้กรมสรรพากร อยู่หมวด 1 สินทรัพย์

ลูกหนี้กรมสรรพากร
ลูกหนี้กรมสรรพากร

ตัวอย่างการบันทึกบัญชี

ลูกหนี้กรมสรรพากร
ลูกหนี้กรมสรรพากร
เช็ครับลงวันที่ล่วงหน้า

เช็ครับลงวันที่ล่วงหน้า
เช็ครับลงวันที่ล่วงหน้า

เช็คลงวันที่ล่วงหน้า (Advance check) หมายถึง เช็คที่ระบุวันที่ที่สามารถขึ้นเงินได้ สามารถใช้ได้ทั้ง รับชำระหนี้ หรือ จ่ายชำระหนี้

  1. เมื่อกิจการเกิดรายได้ แต่ยังไม่ได้รับเงิน
  2. เมื่อกิจการรับชำระหนี้ด้วยได้รับเช็ค
  3. เมื่อกิจการนำเช็คขึ้นเงินที่ธนาคาร

ตัวอย่างการบันทึกบัญชี

vertify

ใบส่งของชั่วคราว กับ ใบกำกับภาษี ต่างกัน

การออกใบส่งของทางบัญชี ต้องดูว่ากิจการออกใบส่งของให้แล้ว มีการเคลื่อนไหวส่งสินค้าให้กับลูกค้าแล้วรึยัง หากยังก็จะไม่มีผลทางบัญชี ไม่จำเป็นต้องบันทึกบัญชี แต่เป็นการออกเอกสารให้กับลูกค้า ว่าจะมีการส่งของให้วันไหน ของจะถึงวันไหน

ใบส่งของชั่วคราว กับ ใบกำกับภาษี ต่างกัน
ใบส่งของชั่วคราว กับ ใบกำกับภาษี ต่างกัน

การออกเอกสาร เลขที่ วันที่ ข้อความ ไม่จำเป็นต้องตรงตามใบกำกับภาษีตามที่สรรพากรกำหนด   เนื่องจากเอกสารใบนี้ ไม่สามารนำมาใช้ได้ในทางภาษีซื้อ และภาษีขายได้ และการออกใบส่งของนั้น บางครั้ง ใบกำกับภาษีขาย ก็อาจจะรันเลขที่ หรือวันที่ไปก่อนหน้าที่ จะมีการนำส่งสินค้าจากใบสั่งซื้อนั้นเองนั้นเอง

ลูกหนี้การค้าต่างประเทศ

ลูกหนี้การค้าต่างประเทศ เป็นอีกบัญชีหนึ่งที่ไม่ได้มีในทุกกิจการที่ดำเนินงานอยู่ในประเทศไทย จะมีบ้างก็แค่บางกิจการที่มีการค้าขายกับสกุลเงินที่อยู่ต่างประเทศ มีการค้าขายกับบุคคล หรือนิติบุคคลที่อยู่ต่างประเทศ มีการโอนเงินโอนชำระด้วยเงินที่ไม่ใช้สกุลเงินบาท ถือเป็นลูกหนี้การค้าต่างประเทศ

ลูกหนี้การค้าต่างประเทศ
ลูกหนี้การค้าต่างประเทศ

กิจการมีการ ซื้อขาย สินค้าหรือบริการ เป็นเงินตราต่างประเทศ ต้องแปลงค่าเงินตราต่างประเทศให้เป็นเงินบาท โดยใช้อัตราแลกเปลี่ยน ในระหว่างรอบบัญชี สามารถจะใช้อัตราแลกเปลี่ยนในการแปลงได้ดังนี้

  1. อัตราแลกเปลี่ยนเงินตราของธนาคารพาณิชย์ที่ตั้งขึ้นตามกฎหมายว่าด้วยการธนาคารพาณิชย์ที่ได้ประกาศไว้ในการคำนวณเงินตราต่างประเทศเป็นเงินตราไทยในแต่ละวัน (อัตราซื้อหรืออัตราขาย) ในวันที่เกิดรายการ
  2. อัตราแลกเปลี่ยนเงินตราตามอัตราอ้างอิงประจำวันที่ธนาคารแห่งประเทศไทยประกาศไว้ในการคำนวณเงินตราต่างประเทศเป็นเงินตราไทยในแต่ละวัน (อัตราซื้อถัวเฉลี่ยหรืออัตราขายถัวเฉลี่ย) ในวันที่เกิดรายการ

ตัวอย่างการบันทึกบัญชี ลูกหนี้การค้าต่างประเทศ

ลูกหนี้ต่างประเทศ
ลูกหนี้ต่างประเทศ