เงินสดย่อย

ระบบเงินสดย่อย  (Petty Cash) เงินสดย่อย หมายถึง เงินสดจำนวนหนึ่งที่กิจการเบิกธนาคารมาเก็บไว้กับแคชเชียร์ (หรือผู้รักษาเงินสดย่อย) เพื่อให้กิจการจ่ายชำระในรายจ่ายที่ไม่สะดวกจ่ายด้วยเช็ค ที่เป็นรายจ่ายเร่งด่วน เล็ก ๆ น้อย ๆ เช่น ค่ารับรอง ค่าไปรษณีย์ ค่าพาหนะ

เงินสดย่อย
ระบบเงินสดย่อยที่นิยมใช้คือ Impress System  โดยจะมีการกำหนดวงเงินสดย่อยไว้ในจำนวนที่เหมาะสม และวงเงินนี้จะไม่เปลี่ยนแปลงเมื่อมีการจ่ายค่าใช้จ่ายต่าง ๆ แต่จะเปลี่ยนเฉพาะเมื่อมีการเพิ่มหรือลดวงเงินสดย่อย เท่านั้น

หน้าที่ของผู้รักษาเงินสดย่อย

ผู้รักษาเงินสดย่อยมีหน้าที่ดังนี้

  1. เก็บรักษาเงินสดย่อยไว้ เมื่อมีผู้มาขอเบิกก็จะจ่ายเงินตามหลักฐานนั้น
  2. จ่ายค่าใช้จ่ายต่าง ๆ เมื่อมีผู้มาขอเบิกเงินตามเอกสารที่ได้รับอนุมัติการจ่ายแล้ว พร้อม กับเก็บรักษาและรวบรวมใบสําคัญจ่ายเงินสดย่อย (Petty Cash Voucher)
  3. บันทึกรายการจ่ายเงินสดย่อย ลงในสมุดเงินสดย่อย (Petty Cash Book)
  4. จัดทำรายการจ่ายเงินสดย่อย และรวบรวมใบสําคัญจ่ายเงินสดย่อย เพื่อเตรียมขอเบิก ชดเชยเงินสดย่อยที่จ่ายไป
  5. ขออนุมัติเบิกชดเชยเงินสดย่อย

ประโยชน์ของเงินสดย่อย

  1. แบ่งเบาหน้าที่ความรับผิดชอบเกี่ยวกับการจ่ายเงินภายในบริษัท
  2. ช่วยในการควบคุมเงินสดเป็นไปได้ง่ายขึ้น ที่เป้นรายจ่าย เล็ก ๆ น้อย ๆ
  3. ลดการบันทึกบัญชีที่ไม่จำเป็นในบางกิจกรรม
  4. สะดวกต‑อการตรวจสอบความถูกต้อง การจ่ายเงินสดสำหรับรายการจ่าย

การควบคุมวงเงินสดยอย

  1. กําหนดวงเงินสดย่อย ให้เข้ากับรูปแบบกิจการ ในการเบิก ถอน จ่าย ให้เป็นระยะเวลา
  2. กําหนดผู้รักษาเงินสดย่อย  และหน้าที่ให้ชัดเจน
  3. กําหนดวงเงินสดย่อย ว่าจะใช้แบบ จำกัด หรือไม่จำกัด
  4. กําหนดประเภทของรายจ่ายที่จะจ่ายจากเงินสดย่อย
  5. ทุกครั้งที่มีการจ่ายจากเงินสดย่อย ให้ทําใบสําคัญเงินสดย่อยขึ้นพร้อมทั้งแนบเอกสาร หลักฐานประกอบ
  6. เมื่อเงินสดย่อยเหลือน้อย หรือใกล้สิ้นระยะเวลาที่กําหนด ให้รวบรวมใบสําคัญเงินสดย่อยเพื่อขอเบิกชดเชย
  7. ตรวจสอบและยืนยันยอดการบันทึกบัญชีค่าใช้จ่ายที่เกิดจากเงินสดย่อยอย่างสม่ำเสมอ

ระบบควบคุมภายในที่ดี  กิจการไม่ค่อยนำเงินสดมาใช้จ่าย  แต่การจ่ายเงินผ่านบัญชีเงินฝากธนาคารโดยการเขียนเช็คสั่งจ่ายในนามผู้รับ  และขีดคร่อมเช็คฉบับนั้น  และโอนเข้าบัญชีธนาคารของผู้ถือเงินสดย่อยไว้ในมือจำนวนมาก ๆ

ตัวอย่าง การบันทึกบัญชี ตั้งวงเงินสดย่อย

ตัวอย่าง การบันทึกบัญชีเงินสดย่อย
ตัวอย่าง การบันทึกบัญชีเงินสดย่อย

ตัวอย่าง การบันทึกบัญชีเงินสดย่อย
ตัวอย่าง การบันทึกบัญชีเงินสดย่อย

ตัวอย่าง การบันทึกบัญชีเงินสดย่อย
ตัวอย่าง การบันทึกบัญชีเงินสดย่อย

vertify

เงินทดรองจ่าย

เงินทดรองจ่าย  ในบริษัท หรือองค์กรที่นิยมใช้ มักมีขนาดที่ใหญ่ เพราะ เงินทดรองจ่ายเป็นระบบ ในการจ่ายเงิน มีการกำหนด กฎชัดเจนล่วงหน้า มากกว่าการจ่ายเงินสดย่อย การบันทึกบัญชี มีความแตกต่างกันในบางกิจกรรมการใช้เงิน

เงินทดรองจ่าย
เงินทดรองจ่าย

เงินทดรองจ่าย มักจ่ายเป็นเงินก้อนใหญ่ มีการสำรองจ่ายไปก่อนได้ แต่จะต้องมีหลักฐานใบขออนุมัติ เมื่อจ่ายชำระแล้ว จะต้องมีรายงานสรุปผลการปฏิบัติงาน และเงินที่จ่ายไป อย่างสมเหตุสมผล และก่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดแก่บริษัท   

การบริหารเงินยืมทดรองจ่าย ประกอบด้วยการ

  • ขออนุมัติเงินยืม
  • การส่งใช้เงินยืม
  • การติดตามลูกหนี้
  • และบทลงโทษมีขั้นตอนการปฏิบัติงานตามกฎหมายระเบียบ ข้อบังคับ คำสั่ง แนวปฏิบัติ

เอกสารประกอบการยืมเงินทดรองจ่าย

ระยะเวลาการดำเนินการ ระบุให้ชัดเจน เช่น หากเอกสารถูกต้อง ครบถ้วน ท่านจะได้รับเงิน/เช็ค ภายใน 5 วัน

การจ่ายเงินยืมทดรอง เมื่อเอกสารที่ที่ต้องการ เบิกเงินทดรองถูกต้องครบถ้วนแล้ว ขั้นตอนการจ่ายเงินทดรอง ก็ขึ้นอยู่กับบริษัทของท่านว่ามีการกำหนด การจ่ายเงินทดรองอย่างไร ตัวอย่างเช่น

  1. กรณีเงินยืมทดรองไม่เกิน 100,000 บาท จ่ายผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์ (e-Payment) โดยโอนเข้าบัญชีเงินฝากตามที่ผู้ยืมเงินทดรองกำหนด
  2. กรณีเงินยืมทดรองเกิน 10,000 บาท จ่ายเป็นเช็คขีดคร่อมเฉพาะเท่านั้น โดยให้ผู้ยืมเงินทดรองมารับเช็คที่ส่วนการเงินและบัญชีด้วยตนเอง หรือมอบฉันทะการรับเช็คเป็นลายลักษณ์อักษร เป็นต้น

เอกสาร/หลักฐานที่ใช้ประกอบการยืมเงินทดรอง

  • ควรระบุให้ชัดเจน ว่ามีกี่รายการ ต้องการนำเงินไปใช้เรื่องใดบ้าง
  • ลำดับที่
  • รายละเอียดการนำไปใช้
  • เอกสารแนบที่สำคัญใรการยืมเงินทดรอง

เอกสารประกอบการยืมเงินทดรองจ่าย

ใบยืมเงินทดรอง ตามระเบียบที่กำหนดขึ้น

  • ชื่อ – สกุล /ตําแหน่ง/ สังกัด/ เบอร์โทร.
  • วัตถุประสงค์ในการยืม / ระบุวันที่ครบกำหนดการคืนเงิน
  • วันที่ต้องการรับเงิน-เช็ค / ระบุการสั่งจ่ายเช็คให้ชัดเจน
  • ระบุธนาคาร / เลขที่บัญชี
  • ผู้บังคับบัญชา/หัวหน้า รับรองการยืม

เอกสารแนบประกอบการยืมเงินทดรอง

  • หนังสือขออนุมัติการเดินทาง / แบบขออนุมัติไปปฏิบัติงานนอกพื้นที่ (กรณีเดินทางด้วยรถส่วนตัวขอให้อนุมัติการเดินทางให้ชัดเจน)
  • กรณีเดินทางไปปฏิบัติงานวิจัย/ดูงาน/เสนอผลงาน ใหใช้ ้แบบฟอร์มตามที่ส่วนการเจ้าหน้าที่กําหนด
  • โครงการ หรือกิจกรรม ที่ได้รับอนุมัติ
  • ประมาณการค่าใช้จ่าย

ระยะเวลาการคืนเงินยืมทดรองและการดําเนินการ

การคืนเงินควรระบุให้ชัดเจนว่า มีระยะเวลาในการยืมกี่วัน 15 วัน 30 วัน หรือ 6 เดือน แล้วแต่ความต้องการเงินคืนของบริษัท

กรณีไม่คืนเงินตามกำหนด

ควรมีบทกำหนดโทษ หรือระเบียบการถวงถามให้ชัดเช่น เมื่อ ผิดนัดคืนเงินทดรองจ่าย  เช่น

  • ขั้นที่ 1 จัดทาหนังสือทวงหนี้
  • ขั้นที่ 2 อาจจัดทำหนังสือทวงหนี้ครั้งที่ 2
  • ขั้นที่ 3 หักเงินจากเงินเดือน กรณีขาดเป็นรายเดือน เป็นต้น

ทั้งนี้บริษัท อาจระบุการหลักเกณฑ์/อัตรา ค่าใช้จ่ายในการปฏิบัติงานนอกพื้นที่/หลักฐานการเบิกจ่าย ไว้เลยก็ได้ ว่าสิ่งใดสามารถเบิกได้เท่าไรระยะเวลาในการยืม การคืน และข้อบังคับต่าง ๆ

vertify

ภงด 53

ภงด 53 คือ แบบยื่นรายการภาษีเงินได้หัก ณ ที่จ่าย ตามมาตรา 3 เตรส และมาตรา 69 ทวิ และการเสียภาษีตามมาตรา 65 จัตวา แห่งประมวลรัษฎากร

สรุป ให้เข้าใจง่ายๆ หลักๆ จะเป็นเงินที่หักจาก ค่าเช่า ค่าอาชีพอสระ ค่าจ้าง ค่าแรง เงินรางวัล ค่าขนส่ง เมื่อหักแล้วต้องนำส่งให้กรมสรรพากรในเดือนถัดไปหลังจ่ายเงินเดือน กำหนดจ่ายชำระก่อนวันที่ 7 ของทุก ๆ เดือน แต่จะหัก เฉพาะนิติบุคคลเท่านั้น วิธีการหักคล้ายกับ ภ.ง.ด.3

ภงด 53
ภงด 53

ใครบ้าง? ที่เป็นผู้หัก และ ผู้ถูกหัก

  • ผู้มีหน้าที่หัก -บุคคล ห้างหุ้นส่วน บริษัท สมาคม คณะบุคคลที่อยู่ในระบบภาษีมูลค่าเพิ่ม
  • ผู้ที่ถูกหัก – นิติบุคคลได้รับเงินจากการจ้างงานเท่าๆ กันทุกเดือนมูลค่า 500 บาทขึ้นไป

วิธีคำนวณหักภาษีเงินได้ ณ ที่จ่าย

  1. หักภาษี ณ ที่จ่ายทุกคราวที่จ่ายเงินได้ ซึ่งมีกฎหมายกำหนดให้หักภาษี ณ ที่จ่าย
  2. ออกใบรับรองหัก ณ ที่จ่าย ให้กับผู้ถูกหักเพื่อเป็นหลักฐาน (รูปแบบหนังสือรับรองใช้ตามที่กฎหมายกำหนด)
  3. นำส่งภาษีที่ได้หักไว้ภายใน 7 วัน นับแต่วันสิ้นเดือนของเดือนที่จ่ายเงินต่อสำนักงาน สรรพากรพื้นที่สาขาในท้องที่ที่ผู้มีหน้าที่หักภาษี เงินได้ ณ ที่จ่ายมีสำนักงานตั้งอยู่
    • ตัวอย่างการหัก ภาษี ณ ที่จ่าย ใน ภ.ง.ด.53 การหักจากจำนวนเงินที่จะต้องจ่าย เช่น ต้องจ่าย 1000 บาท ก็นำ อัตราที่สรรพากรกำหนด ไปคูณ ยกตัวอย่าง 3% เพราะฉะนั้น 1,000*3% = 30 บาท จ่ายจริงแค่ 970 บาท อีก 30 นำส่งกรมสรรพากรในเดือนถัดไป

อัตราการหัก ในแต่ละประเภทที่ใช้ หลักๆ

ประเภทการจ่ายเงินอัตรา
ค่าเช่า หรือประโยชน์อื่นที่ได้จากการเช่าทรัพย์สิน5
วิชาชีพอิสระ รับจ้าง บริการ จ้างทำของ เงินรางวัล3
ค่าโฆษณา2
ค่าขนส่ง เกี่ยวกับเกษตร อุตสหกรรม1
นอกเหนือจากข้างต้น และเข้าข่าย 40(8)3
จ่ายให้ภาครัฐ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น1
อัตราภาษี หัก ณ ที่จ่าย ภงด 53

ความรับผิดของผู้มีหน้าที่หักภาษี ณ ที่จ่าย

  • ถ้าผู้จ่ายเงินซึ่งมีหน้าที่หักภาษี ณ ที่จ่ายมิได้หักและนำส่ง หรือได้หักและ นำเงินส่งแล้วแต่ไม่ครบจำนวนที่ถูกต้องผู้จ่ายเงินต้องรับผิดร่วมกับผู้มีเงินได้ในการ เสียภาษีที่ต้องชำระตามจำนวนเงินภาษีที่มิได้หักและนำส่งหรือตามจำนวนที่ขาดไป แล้วแต่กรณี ในกรณีที่ผู้จ่ายเงินได้หักภาษีไว้แล้ว ให้ผู้มีเงินได้ซึ่งต้องเสียภาษีพ้นความ รับผิดที่ต้องชำระเงินภาษีเท่าจำนวนที่ผู้จ่ายเงินได้หักไว้และให้ผู้จ่ายเงินรับผิดชำระ ภาษีจำนวนนั้นแต่ฝ่ายเดียว0(มาตรา054 แห่งประมวลรัษฎากร)
  • ถ้าผู้จ่ายเงินซึ่งมีหน้าที่หักภาษี ณ ที่จ่าย ไม่นำเงินภาษีที่ตนมีหน้าที่หัก นำส่งภายในกำหนดเวลาตาม0จะต้องรับผิดเสียเงินเพิ่ม ในอัตราร้อยละ 5 ต่อเดือน หรือเศษของเดือนของเงินภาษีที่ต้องนำส่ง ทั้งนี้ให้คำนวณเงินเพิ่มเป็น รายเดือน (เศษของเดือนให้นับเป็น 1 เดือน) นับแต่วันพ้นกำหนดเวลายื่นแบบฯ จนถึงวันยื่นแบบฯ และนำส่งภาษี(มาตรา 27 แห่งประมวลรัษฎากร) ถ้าผู้มีหน้าที่หักภาษี ณ ที่จ่ายไม่ยื่นแบบฯ ภายในกำหนดเวลาตาม 3. เว้นแต่จะแสดงว่าได้มีเหตุสุดวิสัย ต้องระวางโทษปรับไม่เกิน 2,000 บาท (มาตรา 35 แห่งประมวลรัษฎากร)
  • ผู้ใดโดยเจตนาไม่ยื่นรายการที่ต้องยื่น เพื่อหลีกเลี่ยงการเสียภาษีอากร ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินหนึ่งปี หรือปรับไม่เกิน 200,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ (มาตรา 37 ทวิ แห่งประมวลรัษฎากร)

เวลาในยื่นแบบ ต้องยื่นภายใน 7 วันของเดือนถัดไป 

ตัวอย่างการ การหัก ภาษี ณ ที่จ่าย ภงด 53

ตัวอย่างเช่น บริษัท ปังปอน จำกัด ว่าจ้าง บริษัท รับทำบัญชี จำกัด เป็นค่าบริการรายเดือน เริ่มจ่ายค่าบริการ เดือน มกราคม พ.ศ.2563 ดังนั้น บริษัท ปังปอน จำกัด มีหน้าที่หักภาษี ณ ที่จ่าย จากการจ่ายเงินให้ บริษัท รับทำบัญชี จำกัด

บริษัท รับทำบัญชี จำกัด คิดค่าบริการ จำนวน 3,500 บาท ดังนั้น เดือน มกราคม พ.ศ. 2563 บริษัท ปังปอน จำกัด จ่ายเงินให้กับบริษัท รับทำบัญชี จำกัด (วันที่ 15 มกราคม 2563 ) จึงต้อง หัก ณ ที่จ่าย จำนวน 3,500*3%= 105 บาท ต้องนำเงินที่หักในเดือน มกราคม พ.ศ.2563 นำส่งกรมสรรพากร ภายในวันที่ 7 กุมภาพันธ์ หากเป็นการยื่นปกติ แต่ถ้ายื่นผ่านเน็ต ได้ถึงวันที่ 15 กุมภาพันธ์ เป็นต้น  

ขึ้นตอนที่ 1 นำข้อมูลที่อยู่ของผู้ถูกหัก กรอกลงในใบแนบ

ตัวอย่าง การกรอกใบแนบ ภงด 53
ตัวอย่าง การกรอกใบแนบ ภงด 53

ขั้นตอนที่ 2 เมื่อได้รายละเอียด จำนวนเงินที่ต้องนำส่งแล้วจึงกรอกลงในแบบ ภงด 53

ตัวอย่าง ภงด 53
ตัวอย่าง ภงด 53

ภ.ง.ด 53 ถือเป็นเครื่องมือการจัดเก็บภาษีอีกประเภทที่รัฐบาลออกแบบเพื่อต้องการรับรู้รายได้ของผู้รับจ้างว่าได้รับมาเท่าไร หากผู้รับจ้างแสดงรายได้ไม่ตรวจตามความเป็นจริง กรมสรรพากรก็สามารถตรวจสอบยืนยันยอดกับผู้จ่ายได้ว่า จ่ายเงินให้ผู้รับจ้างเท่าไร โดยการตรวจสอบจากการเก็บภาษี จาก แบบ ภ.ง.ด.53

vertify

ภพ 30

ภ.พ.30 คือ แบบที่ใช้ยื่นภาษีมูลค่าเพิ่ม หรือ จะเรียกว่า แบบที่ใช้แสดงรายกการภาษีมูลค่าเพิ่มใช้ในการแสดง มูลค่าภาษีขาย และ มูลภาษีซื้อ

ภพ 30
ภพ 30

โดยการทำงานของแบบ ภพ 30 นั้น คือการที่รัฐต้องการให้สรุปยอดที่เราขายของเป็นหลัก หากมีการขายของที่มีภาษีมูลค่าเพิ่มก็จำเป็นที่จะต้องนำส่งส่วนที่เป็น ภาษีมูลค่า (vat 7%) หรือเรียกว่า ภาษีขาย เป็นประจำทุก ๆ เดือน และรัฐก็ยังให้สิทธิกิจการที่อยู่ในระบบภาษีมูลค่าเพิ่ม ใช้ยอดซื้อสินค้า ที่มีการออกภาษีมูลค่าอย่างถูกต้อง มาหักกลบลบหนี้ กำภาษีขาย หรือที่เรียกว่า ภาษีซื้อ 

โดยปกติหากกิจการอยู่ในระบบภาษีมูลค่าเพิ่มแล้ว ไม่ว่ากิจการจะมียอดขายเพียงอย่าง หรือยอดซื้อเพียงอย่างเดียว หรือไม่มีทั้ง ยอดซื้อ และยอดขายเลย กิจการก็ยังจำเป็นต้องยื่นแบบ ภพ 30 เพื่อแสดง ยอดรายได้ให้สรรพกรรับรู้เพื่อความบริสุทธิ์ใจเป็นประจำทุก ๆ เดือนอีกด้วย 

ใครบ้างที่ต้องใช้ ภ.พ.30

ธุรกิจที่จดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม (จดvat) นิติบุคคลเหล่านี้ที่อยู่ในระบบภาษีมูลค่า จะต้องยื่นแบบ ภ.พ.30 ทุกๆ เดือน และยื่นภายใน 15 ของเดือนถัดไปของเดือนภาษีนั้นๆ 

ในปัจจุบัน (พ.ศ.2563)  การใช้แบบ ภ.พ.30 นั้นสามารถยื่นแบบทางอิเล็กทรอนิกส์ ได้แล้ว ภาครัฐได้พัฒนาระบบเพื่อให้ความสะดวกแก่ผู้เสียภาษีที่เป็นนิติบุคคลเข้าระบบภาษีมูลค่าเพิ่ม

รายละเอียดใน แบบแสดงรายการภาษีมูลค่าเพิ่ม ตามประมวลรัษฎากร (ภ.พ.30)

หลัก ๆ ที่เป็นของผู้ประกอบการที่จำเป็นต้องกรอก

  • เลขประจำตัวผู้เสียภาษีอากร 13 หลัก
  • ชื่อสถานประกอบการ
  • ที่อยู่ (ใช้ที่อยู่เข้าสู่ระบบภาษีมูลค่าเพิ่ม)
  • สาขา (ถ้ามี)
    แบบ ภพ 30
    แบบ ภพ 30

    เมื่อกรอกรายละเอียดแล้ว 

  • นำยอดขายที่ขายได้ในเดือนที่ต้องการยื่น มาคูณด้วย 7 %  (บางกิจการได้สิทธิภาษีในอัตรา 0% )
  • นำยอดซื้อที่สามารถใช้สิทธิได้ มาคูณด้วย 7 % 
  • นำยอดภาษีขาย ลบด้วย ภาษี ซื้อ หากภาษีขายมากกว่าให้ นำยอดมาใส่ในช่อง “ต้องชำระ” 

หากภาษีซื้อเยอะกว่าให้ นำยอดมาใส่ในช่อง  “ชำระเกิน”ในกรณีที่ยื่นชำระภาษีล้าช้า จะต้องมีการเสียค่าปรับเงินเพิ่ม เบี้ยปรับ เพิ่มเติมตามระยะเวลาที่กฎหมายกำหนดหากต้องการขอคืนภาษีก็จำเป็นต้องใช้แบบ ภ.พ.30 เช่นกัน

vertify

ภาษีป้าย

ภาษีป้าย ตามพระราชบัญญัติภาษีป้าย พ.ศ. 2510 คือ ภาษีที่จัดเก็บจาก ป้ายแสดงชื่อ ยี่ห้อ หรือเครื่องหมายที่ใช่ ในการประกอบการค้าหรือประกอบกิจการอื่นเพื่อหารายได้หรือโฆษณาการค้าหรือ กิจการอื่นเพื่อหารายได้ ไม่วาจะได้แสดงหรือโฆษณาไว้ที่วัตถุใด ๆ ด้วยอักษร ภาพ หรือเครื่องหมายที่เขียน แกะสลัก จารึก หรือทำให้ปรากฏด้วยวิธีอื่น

ภาษีป้าย
ภาษีป้าย

Wiki ป้าย หรือบางบริบทว่า เครื่องหมาย หมายถึงแผ่นแสดงข้อความ ในการเล่าเรื่องราว รวมถึงการบอกความหมาย คำสั่ง คำร้อง โฆษณา ไปตลอดจนถึงป้ายแสดงความเสียใจ และความรับผิด แผ่นแสดงข้อความนี้ หมายถึง แห่งที่ ๆ เป็นการแสดงข้อความในเพลทใดเพลทหนึ่งทางหน้าจอมอนิเตอร์ด้วย และหมายถึงเข็มกลัด หรือผ้าที่เป็นแถบแสดงข้อความด้วย เช่น ป้ายสายสะพาย ประโยคที่เกี่ยวกับคำว่า “ ป้าย ” เช่น “ ป้ายวิ่ง ตัดข้อความเป็นคำ ๆ อ่านแล้วไม่ทันรู้เรื่อง ”

ป้ายที่ต้องเสียภาษี

ป้ายที่ต้องเสียภาษีป้าย ได้แก่ ป้ายแสดงชื่อ ยี่ห้อ หรือเครื่องหมายที่ใช้ในการประกอบการค้า หรือประกอบกิจการอื่นเพื่อหารายได้ ไม่ว่าจะแสดง หรือโฆษณาไว้ที่วัตถุใด ๆ ด้วยอักษร ภาพ หรือเครื่องหมาย ที่เขียน แกะสลัก จารึก หรือทำให้ปรากฏด้วยวิธีใด ๆ

ป้ายที่ไม่ต้องเสียภาษี

  1. ป้ายที่จัดแสดงไว้ที่โรงมหรสพ และบริเวณใกล้เคียงของโรงมหรสพ เพื่อโฆษณามหรสพ
  2. ป้ายสำหรับแสดงบนสินค้า หรือบรรจุภัณฑ์ของสินค้า
  3. ป้ายการจัดงานแบบชั่วคราว
  4. ป้ายสำหรับคนหรือสัตว์
  5. ป้ายที่จัดแสดงในอาคาร หรือที่รโหฐานเพื่อหารายได้ ซึ่งแต่ละป้ายต้องมีขนาดไม่เกิน 3 ตารางเมตรตามที่กฎหมายของกระทรวงได้กำหนดไว้
  6. ป้ายของราชการ ซึ่งเป็นไปตามกฎหมายว่าด้วยระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน
  7. ป้ายขององค์การที่จัดตั้งขึ้นตามกฎหมายว่าด้วยการจัดตั้งองค์การของรัฐบาลอย่างเช่นป้ายของธนาคารออมสิน ธนาคารแห่งประเทศไทย ตลอดจนบรรษัทเงินทุนอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย
  8. ป้ายของโรงเรียนเอกชน
  9. ป้ายของผู้ประกอบการเกษตรที่ทำการค้าขายผลิตผลที่เกิดจากการทำการเกษตรด้วยตนเอง
  10. ป้ายของวัด หรือผู้ที่ดำเนินกิจการเพื่อศาสนา และการกุศลโดยเฉพาะ
  11. ป้ายมูลนิธิ หรือป้ายสมาคม
  12. ป้ายตามที่กำหนดในกฎกระทรวง (กฎกระทรวงฉบับที่ 2 พ.ศ.2535) ที่กำหนดไว้ว่าผู้ที่ไม่ต้องเสียภาษีป้ายคือผู้ที่ติดป้ายไว้ที่ยานพาหนะเช่น รถยนต์ รถจักรยานยนต์ รถบดถนน รถแทรกเตอร์ ป้ายที่ติดตั้งไว้บนล้อเลื่อน และป้ายที่จัดแสดงไว้ที่ยานพาหนะ โดยมีพื้นที่ไม่เกิน 500 ตารางเซนติเมตร

ผู้มีหน้าที่เสียภาษีป้าย

ผู้มีหน้าที่เสียภาษีป้าย
ผู้มีหน้าที่เสียภาษีป้าย

ผู้มีหน้าที่เสียภาษีป้ายคือ เจ้าของป้าย แต่ในกรณีที่ปรากฏแก่พนักงานเจ้าหน้าที่ว่าไม่มีผู้ยื่นแบบแสดงรายการภาษีป้าย (ภ.ป. 1) สำหรับป้ายใด เมื่อพนักงานเจ้าหน้าที่ไม่อาจหาตัวเจ้าของป้ายนั้นได้ ให้ถือว่าผู้ครอบครองป้ายนั้นเป็นผู้มีหน้าที่เสียภาษีป้าย ถ้าไม่อาจหาตัว ผู้ครอบครองป้ายนั้นได้ให้ถือว่าเจ้าของหรือผู้ครอบครองอาคาร หรือที่ดินที่ป้ายนั้นติดตั้งหรือแสดงอยู่เป็นผู้มีหน้าที่เสียภาษีป้ายตามลำดับและให้พนักงานเจ้าหน้าที่แจ้งการประเมินภาษีเป็นหนังสือไปยังบุคคลดังกล่าว 

เอกสารใช้ในการยื่นแบบป้าย

กรณีป้ายใหม่ ให้เจ้าของป้ายยื่นแบบเสียภาษี พร้อมสําเนาหลักฐานและลงลายมือชื่อรับรองความถูกต้อง ได้แก่

  • ใบอนุญาตติดตั้งป้าย, ใบเสร็จรับเงินค่าทําป้าย
  • สําเนาทะเบียนบ้าน
  • บัตรประจําตัวประชาชน / บัตรข้าราชการ / บัตรพนักงานรัฐวิสาหกิจ / บัตรประจําตัว ผู้เสียภาษี
  • กรณีป้ายเป็นนิติบุคคลให้แนบหนังสือรับรองสํานักงานทะเบียนหุ้นส่วนบริษัท, ทะเบียนพาณิชย์และหลักฐานของ สรรพากร เช่น ภ.พ. 01, ภ.พ. 09, ภ.พ. 20
  • หนังสือมอบอํานาจ (กรณีไม่สามรถยื่นแบบได้ด้วยตนเอง พร้อมติดอากรแสตมป์ตามกฎหมาย)
  • หลักฐานอื่น ๆ ตามที่เจ้าหน้าที่ให้คําแนะนํา เช่น รูปถ่ายป้าย,วัดขนาดความกว้าง x ยาว

กรณีป้ายเก่า ให้เจ้าของป้ายยื่นแบบเสียภาษีป้าย (ภ.ป. 1) พร้อมใบเสร็จรับเงินการเสียภาษีครั้งสุดท้าย กรณีเจ้าของป้ายเป็น นิติบุคคลให้แนบหนังสือรับรองสํานักงานทะเบียนหุ้นส่วนบริษัทพร้อมกับการยื่นแบบ ภ.ป. 1

อัตราภาษีป้าย

อัตราภาษีป้าย
อัตราภาษีป้าย

ปัจจุบันยังคงแบ่ง อัตราภาษีป้ายออก เป็น 3  อัตราอยู่ แต่เมื่อวันที่ 14 ก.ค. 2563 คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติหลักการร่างกฎกระทรวง ฉบับที่ .. (พ.ศ. ….) ออกตามความในพระราชบัญญัติภาษีป้าย พ.ศ. 2510 ตามที่กระทรวงมหาดไทยเสนอ และให้ส่งสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาตรวจพิจารณาออกตามความใน พ.ร.บ.ภาษีป้าย กำหนดให้อัตราภาษีป้ายมีผลใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 1 ม.ค. 2564-31 ธ.ค. 2566 โดนอาจมีการปรับเปรียบอัตราภาษีให้ทันสมัยต่อการจัดเก็บในปัจจุบัน

การคํานวณภาษีป้าย

การคำนวนภาษีป้าย
การคำนวนภาษีป้าย

การคำนวณพื้นที่ป้าย

ป้ายที่มีขอบเขตกำหนดได้

พื้นที่ป้าย =  ส่วนที่กว้างที่สุด  x  ส่วนที่ยาวที่สุดของขอบเขตป้าย

ป้ายที่ไม่มีขอบเขตกำหนดได้

ถือตัวอักษร  ภาพ  หรือเครื่องหมายที่อยู่ริมสุดเป็นขอบเขตเพื่อกำหนดส่วนที่กว้างที่สุด  ยาวที่สุด                              

ตัวอย่างการคำนวณภาษีป้าย

ป้ายขนาด 1×2 เมตร คิดเป็น (100*200/500= 40 หน่วย) จะต้องเสียภาษีป้ายรายปีแยกตามประเภทป้าย 
ป้ายประเภทที่ 1 ต้องจ่ายภาษี 40×3 = 120 บา 
ป้ายประเภทที่ 2 ต้องจ่ายภาษี 40×20 = 800 บาท
ป้ายประเภทที่ 3 ต้องจ่ายภาษี 40×40 = 1600 บาท

*หมายเหตุ ในประเภทที่เมื่อ คำนวนแล้วไม่ถึง 200 บาท ต้องจ่าย 200 บาท


ขั้นตอนในการเสียภาษีป้าย

  • กรณีป้ายเก่า ให้แสดงใบเสร็จเสียภาษีป้ายของปีก่อน
  • กรณีป้ายใหม่
  1. บัตรประจำตัวประชาชน
  2. สำเนาทะเบียนบ้าน
  3. หนังสือรับรอง กรณีเป็นนิติบุคคล
  4. ใบอนุญาตติดตั้งป้าย
  5. บเสร็จรับเงินค่าทำป้าย(กรณีป้ายใหม่ หรือป้ายที่มีการจัดทำแทนป้ายเดิม) ซึ่งจะต้องระบุขนาดของป้ายและข้อความที่ติดบนแผ่นป้าย
  6. หรือหลักฐานอื่นเท่าที่จำเป็นเพียงพอเพื่อประโยชน์ในการเสียภาษีป้ายเท่านั้น

กำหนดเวลายื่นแบบเสียภาษีป้าย

  • เจ้าของป้ายยื่นแบบแสดงรายการภาษีป้าย (ภ.ป.1) ภายในเดือนมีนาคมของทุกปี
  • ในกรณีที่ติดตั้งหรือแสดงป้ายภายหลังเดือนมีนาคมหรือติดตั้งหรือแสดงป้ายใหม่แทนป้ายเดิม หรือ เปลี่ยนแปลงแก้ไขป้ายอันเป็นเหตุให้ต้องเสียภาษีป้ายเพิ่มขึ้น ให้เจ้ของป้ายยื่นแบบแสดงรายการภาษีป้ายภายใน 15 วัน นับแต่วันติดตั้งหรือแสดงป้าย หรือนับแต่วันเปลี่ยนแปลงแก้ไขแล้วแต่กรณี

สถานที่ชำระภาษี

  • สถานที่ที่ได้ยื่นแบบแสดงรายการภาษีป้ายไว้
  • สถานที่อื่นที่พนักงานเจ้าหน้าที่กำหนด

บทกำหนดโทษ

  1. ผู้ใดจงใจไม่ยื่นแบบแสดงรายการภาษีป้าย ต้องระวางโทษปรับตั้งแต่ 5,000 บาท ถึง 50,000 บาท
  2. ผู้ใดโดยรู้หรือจงใจแจ้งความเท็จ ให้ถ้อยคำเท็จ หรือพยายามหลีกเลี่ยงภาษีป้ายต้องระวางโทษจำคุกไม่ เกิน 1 ปี หรือปรับตั้งแต่ 5,000 บาท ถึง 50,000 บาท หรือทั้งจำ ทั้งปรับ
  3. ผู้ใดไม่แจ้งรับโอนป้าย หรือไม่แสดงรายการเสียภาษีป้ายไว้ ณ ที่เปิดเผยในสถานที่ประกอบกิจการ ต้องระวางโทษปรับตั้งแต่ 1,000 บาท ถึง 10,000 บาท

vertify

ภาษีซื้อยังไม่ถึงกำหนดชำระ

ภาษีซื้อยังไม่ถึงกำหนดชำระ หมายถึง ภาษีที่ยังไม่ต้องนำส่งให้กรมสรรพากรเพราะยังไม่ถึงเวลา ภาษีตัวนี้จะเกิดขึ้นส่วนใหญ่ในกิจการประเภท งานบริการ เพราะเมื่อมีการออกใบแจ้งหนี้แล้ว แต่ยังไม่ได้รับชำระเงินทำให้ไม่สามารถนำส่งเงินภาษีให้กรมสรรพากรได้ จึงตั้งบัญชีนี้ไว้ แต่ก็จะมีบางที่งานซื้อมา ขายไป ตั้งบัญชีนี้ อาจเพราะเวลาจ่ายชำระเงินแล้วแต่ยังไม่ได้รับสินค้าอาจเกิดจากการขนส่งที่ล้าข้า บางกิจการอาจจะบันทึกไว้ก็ได้

ภาษีซื้อยังไม่ถึงกำหนดชำระ
ภาษีซื้อยังไม่ถึงกำหนดชำระ

ตัวอย่างการบันทึกบัญชี ภาษีซื้อยังไม่ถึงกำหนดชำระ

  • เมื่อกิจการซื้องานบริการแล้วยังไม่ได้ชำระชำระเงิน (ได้รับใบแจ้งหนี้)
  • เมื่อกิจการชำระเงินค่าบริการแล้ว
บันทึกบัญชีภาษีซื้อยังไม่ถึงกำหนดชำระ
บันทึกบัญชีภาษีซื้อยังไม่ถึงกำหนดชำระ

vertify

ภาษีซื้อ

ภาษีซื้อ ภาษีขาย คือ ภาษีมูลค่าเพิ่ม

ภาษีมูลค่าเพิ่ม (Value Added Tax) หรือ VAT เป็นการเก็บภาษีจากการขายสินค้า หรือการให้บริการในแต่ละขั้นตอนการผลิต และจำหน่ายสินค้าหรือบริการ ทั้งที่ผลิต ภายในประเทศและนำเข้าจากต่างประเทศ ซึ้งประกอบไปด้วย

  • ภาษีซื้อ (Output Tax)
  • ภาษีขาย (Input Tax)

ภาษีซื้อ คือ ภาษีมูลค่าเพิ่มที่ ผู้ประกอบการจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม ได้ จ่ายให้กับผู้ขายสินค้าหรือผู้ให้บริการที่เป็น ผู้จดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม เมื่อซื้อสินค้าหรือ ชำระค่าบริการเพื่อใช้ในการประกอบกิจการ ของตน ภาษีซื้อที่จะนำมาหักได้นี้คลุมไปถึง ภาษีซื้อของสินค้าประเภททุนด้วย ปัจจุบันอัตราการจัดเก็บภาษีมูลค่าเพิ่มอยู่ที่ 7 % และ 0 %

ภาษีขาย คือ ภาษีมูลค่าเพิ่มที่ ผู้ประกอบการจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มได้ เรียกเก็บหรือพึงเรียกเก็บจากผู้ซื้อสินค้าหรือ ผู้รับบริการ เมื่อมีการขายสินค้าหรือรับค่า บริการ ปัจจุบันอัตราการจัดเก็บภาษีมูลค่าเพิ่มอยู่ที่ 7 % และ 0 %

ภาษีซื้อ

รายงานภาษี

รายงานภาษี คือ รายงานที่กรมสรรพากรกำหนดให้ชัดทำขึ้นเพื่อแสดงรายละเอียดการซื้อขาย ประกอบไปด้วย 

  • รายงานภาษีซื้อ 
  • รายงานภาษีขาย

รายงานภาษีซื้อประกอบไปด้วย

  • ชื่อที่แสดงว่าเป็นรายงานภาษีซื้อ
  • แสดงเดือนภาษี และปีภาษี
  • แสดงชื่อสถานประกอบการ และเลขประจำตัวผู้เสียภาษี
  • แสดงที่อยู่ของสถานประกอบการตามที่จดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม
  • แสดงสำนักงานใหญ่หรือสาขาที่ยื่นรายงานภาษีซื้อ
  • แสดงรายละเอียดของใบกำกับภาษีซื้อที่เกิดขึ้นในเดือนภาษีนั้น อันได้แก่ วันเดือนปี, เลขที่ใบกำกับภาษี, ชื่อผู้ขายสินค้า/ผู้ให้บริการ, เลขประจำตัวผู้เสียภาษีของผู้ขายสินค้า/ผู้ให้บริการ, สำนักงานใหญ่/สาขาของผู้ขายสินค้าหรือให้บริการ, มูลค่าสินค้า/บริการ และจำนวนภาษีมูลค่าเพิ่ม

รายงานภาษีขายประกอบไปด้วย

  • ชื่อที่แสดงว่าเป็นรายงานภาษีขาย
  • แสดงเดือนภาษี และปีภาษี
  • แสดงชื่อสถานประกอบการ และเลขประจำตัวผู้เสียภาษี
  • แสดงที่อยู่ของสถานประกอบการตามที่จดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม
  • แสดงสำนักงานใหญ่หรือสาขาที่ยื่นรายงานภาษีขาย
  • แสดงรายละเอียดของใบกำกับภาษีขายที่เกิดขึ้นในเดือนภาษีนั้น อันได้แก่ วันเดือนปี, เลขที่ใบกำกับภาษี, ชื่อผู้ซื้อสินค้า/ผู้รับบริการ, เลขประจำตัวผู้เสียภาษีของผู้ซื้อสินค้า/ผู้รับบริการ, สำนักงานใหญ่/สาขาของผู้ขายสินค้าหรือผู้รับบริการ, มูลค่าสินค้า/บริการ และจำนวนภาษีมูลค่าเพิ่ม

ตัวอย่าง การบันทึกบัญชีภาษีซื้อ

กรณีภาษีซื้อเยอะกว่าภาษีขาย 

เมื่อกรอกแบบ ภ.พ. 30 แล้วปรากฎว่า มูลค่าภาษีซื้อมากกว่า มูลค่าภาษีขาย จะทำให้เกิดผลต่าง ด้านเดบิด ใช้จะชื่อบัญชีผลต่างนี้ว่า ​“ลูกหนี้กรมสรรพากร”

ภาษีซื้อ อยู่หมวด 1 สินทรัพย์

vertify

ใบส่งของชั่วคราว กับ ใบกำกับภาษี ต่างกัน

การออกใบส่งของทางบัญชี ต้องดูว่ากิจการออกใบส่งของให้แล้ว มีการเคลื่อนไหวส่งสินค้าให้กับลูกค้าแล้วรึยัง หากยังก็จะไม่มีผลทางบัญชี ไม่จำเป็นต้องบันทึกบัญชี แต่เป็นการออกเอกสารให้กับลูกค้า ว่าจะมีการส่งของให้วันไหน ของจะถึงวันไหน

ใบส่งของชั่วคราว กับ ใบกำกับภาษี ต่างกัน
ใบส่งของชั่วคราว กับ ใบกำกับภาษี ต่างกัน

การออกเอกสาร เลขที่ วันที่ ข้อความ ไม่จำเป็นต้องตรงตามใบกำกับภาษีตามที่สรรพากรกำหนด   เนื่องจากเอกสารใบนี้ ไม่สามารนำมาใช้ได้ในทางภาษีซื้อ และภาษีขายได้ และการออกใบส่งของนั้น บางครั้ง ใบกำกับภาษีขาย ก็อาจจะรันเลขที่ หรือวันที่ไปก่อนหน้าที่ จะมีการนำส่งสินค้าจากใบสั่งซื้อนั้นเองนั้นเอง

อาการแสตมป์

อากรแสตมป์ คือ ภาษีอากรตามประมวลรัษฎากรประเภทหนึ่ง ซึ่งมีการจัดเก็บจากการทำตราสารระหว่างกัน 28 ลักษณะ ตามที่กำหนดไว้ในบัญชีอัตราอากรแสตมป์ ลักษณะของอากรแสตมป์จะมีการจัดพิมพ์คล้ายกับตราไปรษณียากร (แสตมป์ไปรษณีย์) มีลวดลาย รอยปรุของฟันแสตมป์ และราคาแสตมป์ แต่ต่างกันที่จะไม่มีตราประทับ จะใช้การขีดฆ่าแสดงการใช้แสตมป์ดังกล่าว ซึ่งผู้ที่จะขีดฆ่าได้ต้องเป็นไปตามกำหนดของประมวลรัษฎากร

ความหมายที่เกี่ยวข้องกับอากรแสตมป์ ที่ควรรู้!!   

  • ตราสาร หมายถึง เอกสารที่ต้องเสียภาษีตามหมวดอากรแสตมป์ เอกสารซึ่งตามปกติเป็นกระดาษ ให้หมายความคำว่า กระดาษ ตลอดไปจนถึงแผ่นหนังฟอกหรือสิ่งอื่น ๆ ซึ้งใช้เขียนตราสารนั้น หรือกล่าวอีกในหนึ่ง ก็คือ นอดกจากหมายถึงกระดาตามถ้อยคำแล้ว ยังรวมถึงสิ่งอื่น ๆ ไม่ว่าจะเป็นสิ่งใดที่ใช้เขียนตราสารด้วย
  • ใบรับ ตามมาตรา 103 หมายถึง บันทึกหรือหนังสือใด ๆ ที่เป็นหลักฐานแสดงว่าได้รับ ได้รับฝากหรือได้รับชำระเงิน หรือตั๋วเงิน เป็นหลักฐานแสดงว่าหนี้หรือสิทธิเรียกร้องได้ชำระหรือปลดให้รับ บันทึกหรือหนังสือที่กล่าวนั้นจะมีลายมือชื่อของบุคคลใด ๆ หรือไม่ ไม่สำคัญ
  • แสตมป์ หมายถึง แสตมป์ปิดทับหรือแสตมป์ดุนบนกระดาษ และแสตมป์ดุนกระดาษนี้ให้หมายความรวมถึงแสตมป์พิมพ์ทับบนกระดาษด้วย ทั้งนี้ ตามที่กำหนดไว้ในกฎกระทรวง
  • ปิดแสตมป์ หมายถึง การปิดแสตมป์ทักระดาษ หรือการมีแสตมป์ดุนบนกระดาษ
  • ขีดฆ่า หมายถึง การกระทำเพื่อมิให้ใช้แสตมป์ได้อีกโดยในกรณี แสตมป์ปิดทับได้ลงลายมือชื่อหรือลงชื่อห้างร้านบนแสตมป์ หรือจีดเส้นคร่อมฆ่า แสตมป์ที่ปิดทับกระดาษและลงวัน เดือน ปี ที่กระทำสิ่งเหล่านี้ด้วย ในกรณี แสตมป์ ดุนได้เขียนตราสารหรือยื่นตราสารให้พนักงานเจ้าหน้าที่ประทับ แสตมป์ดุลให้แสตมป์ดุลประดฎอยู่ในด้านหน้าของตราสารนั้น

หนังสือมอบอำนาจ 

กรณีการทำตราสารในลักษณะใบมอบอำนาจ ตามลักษณะแห่งตราสาร 7 แห่งบัญชีอัตราอากรแสตมป์ ต้อง เสียค่าอากรแสตมป์ ดังนี้

  1. การมอบอำนาจให้บุคคลคนเดียวหรือหลายคนกระทำการครั้งเดียวปิดอากรแสตมป์ จำนวน 10 บาท
  2. การมอบอำนาจให้บุคคลคนเดียวหรือหลายคนร่วมกันกระทำการมากกว่าครั้งเดียวปิดอากรแสตมป์ จำนวน 30 บาท
  3. การมอบอำนาจให้กระทำการมากกว่าครั้งเดียว โดยให้บุคคลหลายคนต่างคนต่างกระทำกิจการแยกกันได้ คิดตามรายตัวบุคคลที่รับมอบอำนาจ ค่าอากรแสตมป์ คนละ 30 บาท

ยกเว้นใบแต่งทนายและใบมอบอำนาจซึ่งทนายความให้แก่เสมียนของตนเพื่อเป็นตัวแทนดำเนินคดีในศาล

อากรแสตมป์ ซื้อที่ไหน

  • ที่ทำการไปรณีย์ทุกพื้นที่
  • ร้าน 7-11 มีขายเป็นบางสาขาจะต้องสอบถามพนักงานของสาขา
  • ร้านขายเครื่องเขียนใกล้บ้าน
  • สรรพากร
  • สถานที่ราชการต่าง ๆ
  • เว็บไซต์ที่มีขายอากรแสตมป์

ผู้มีหน้าที่เสียอากรแสตมป์ 

ประเภทของอากรผู้มีหน้าที่เสียอากรแสตมป์
1.บุคคลที่ระบุไว้ในบัญชีอัตราอากรเช่น ผู้ให้เช่า ผู้โอน ผู้ให้กู้ ผู้รับประกัน ฯลฯ
2.ตราสารที่จัดทำขึ้นนอกประเทศผู็ทรงตราสารคนแรกภายในประเทศเป็นผู้เสียภาษีอากรภายใน 30 วันนับแต่วันที่ได้รับตราสารนั้น
3.ตั๋วเงินที่ได้รับชำระเงินไม่ปิดอากรแสตมป์บริบูรณ์ ผู้รับตั๋วจะเสียอากรและใช้สิทธิไล่เบี้ยจากผู้มีหน้าที่เสียอากร หรือหักค่าอากรจากเงินที่ชำระก็ได้
บางครั้งผู้มีหน้าที่เสียอากร อาจตกลงกับคู่กรณีอีกฝ่ายหนึ่ง ให้เสียแทนตนก็ได้ ยกเว้น กรณีที่ 2

วิธีการเสียอากร

การเสียจะเรียกว่า “ปิดแสตมป์บริบูรณ์” แบ่งความหมายไว้ 3 แบบ

  1. แสตมป์ปิดทับ คือการได้เสียอากรโดยปิดแสตมป์ทับกระดาษก่อนกระทำหรือใน ทันทีที่ทำตราสารเป็นราคาไม่น้อยกว่าอากรที่ต้องเสียและได้ขีดฆ่าแสตมป์นั้นแล้ว
  2. แสตมป์ดุน คือการได้เสียอากรโดยใช้กระดาษมีแสตมป์ดุนเป็นราคาไม่น้อยกว่า อากรที่ต้องเสีย และขีดฆ่าแล้ว หรือโดยยื่นตราสารให้พนักงานเจ้าหน้าที่ประทับแสตมป์ดุน และชำระเงินเป็นจำนวนไม่น้อยกว่าอากรที่ต้องเสียและขีดฆ่าแล้ว
  3. ชำระเป็นตัวเงิน คือการได้เสียอากรเป็นตัวเงิน เป็นราคาไม่น้อยกว่าอากรที่ต้องเสียตาม บทบัญญัติในหมวดอากรแสตมป์ หรือตามระเบียบที่อธิบดีจะได้กำหนดโดยอนุมัติรัฐมนตรี

การยกเว้นอากร

สรรพากรประกาศกำหนด

  • รัฐวิสาหกิจ เฉพาะการกระทำตราสารอันเนื่องมาจากการนำทุนบางส่วนหรือทั้งหมดมาเปลี่ยนสภาพ เป็นของบริษัท จำกัด หรือบริษัท มหาชน จำกัด ตามกฎหมายว่าด้วยทุนรัฐวิสาหกิจ
  • อนุญาโตตุลาการ เฉพาะตราสารคำชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการ
  • สถาบันพัฒนาองค์การชุมชน (องค์การมหาชน)
  • ผู้ที่ต้องเสียอากร เฉพาะตราสารที่ต้องเสียอากรแสตมป์ในกิจการซื้อหรือขายหลักทรัพย์โดยมีสัญญาขายหรือซื้อคืน เฉพาะในส่วนของหลักทรัพย์ตามกฎหมายว่าด้วยหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ ทั้งนี้ ตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขที่อธิบดีกรมสรรพากรประกาศกำหนด
  • กองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการตามกฎหมายว่าด้วยกองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ เฉพาะการกระทำตราสารในการให้กู้ยืมเงินแก่สมาชิกตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม พ.ศ. 2545 เป็นต้นไป
  • กองทุนรวมอสังหาริมทรัพย์และสิทธิเรียกร้องที่จัดตั้งขึ้นตามกฎหมายว่าด้วยหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์
  • ผู้ขาย เฉพาะการกระทำตราสารอันเนื่องมาจากการขายอสังหาริมทรัพย์”ดังต่อไปนี้
    • (ก) บ้าน โรงเรือน หรือสิ่งปลูกสร้างอื่น ซึ่งโดยปกติใช้ประโยชน์เพื่อเป็นที่อยู่อาศัย
    • (ข) อสังหาริมทรัพย์ตาม (ก) พร้อมที่ดิน
    • (ค) ห้องชุดสำหรับการอยู่อาศัยในอาคารชุดตามกฎหมายว่าด้วยอาคารชุด

ทั้งนี้ เฉพาะสำหรับกรณีการทำสัญญาซื้อขายอสังหาริมทรัพย์ซึ่งผู้โอนได้ใช้เป็นที่อยู่อาศัยอันเป็นแหล่งสำคัญ โดยมีชื่ออยู่ในทะเบียนบ้านตามกฎหมายว่าด้วยการทะเบียนราษฎรเป็นเวลาไม่น้อยกว่าหนึ่งปีนับแต่วันที่ได้มาซึ่งกรรมสิทธิ์หรือสิทธิครอบครองในอสังหาริมทรัพย์นั้น ตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขที่อธิบดีกรมสรรพากรกำหนด

การได้รับยกเว้นตามวรรคหนึ่ง ต้องปรากฏว่าภายในกำหนดเวลาหนึ่งปีก่อนหรือนับตั้งแต่วันที่ทำสัญญาซื้อขายอสังหาริมทรัพย์ดังกล่าว ผู้ขายได้ทำสัญญาซื้อขายอสังหาริมทรัพย์แห่งใหม่ซึ่งมีลักษณะตาม (ก) (ข) หรือ (ค) เพื่อใช้เป็นที่อยู่อาศัยของตน และให้ได้รับยกเว้นเท่ากับค่าอากรแสตมป์ที่คำนวณได้จากจำนวนมูลค่าของอสังหาริมทรัพย์ดังกล่าว แต่ไม่เกินจำนวนมูลค่าของอสังหาริมทรัพย์แห่งใหม่

(แก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชกฤษฎีกา (ฉบับที่ 444) พ.ศ. 2548 ใช้บังคับ 30 พฤศจิกายน 2548 เป็นต้นไป)

  • ธนาคารอิสลามแห่งประเทศไทย เฉพาะการโอนกรรมสิทธิ์ในอสังหาริมทรัพย์ให้แก่ผู้รับโอนเนื่องจากการให้เช่าซื้ออสังหาริมทรัพย์ของธนาคารอิสลามแห่งประเทศไทย”
  • ธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย ตามกฎหมายว่าด้วยธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ 20 ธันวาคม พ.ศ. 2545 เป็นต้นไป
  • สถาบันคุ้มครองเงินฝากตามกฎหมายว่าด้วยสถาบันคุ้มครองเงินฝาก
  • ยกเว้นภาษีอากรตามประมวลรัษฎากร แก่บุคคลตามข้อผูกพันที่ประเทศไทยมีอยู่ตามสัญญา ว่าด้วยความร่วมมือทางเศรษฐกิจหรือทางเทคนิคระหว่างรัฐบาลไทยหรือรัฐบาลต่างประเทศ
  • ยกเว้นบรรดารัษฎากรประเภทต่าง ๆ ที่เรียกเก็บตามประมวลรัษฎากร ให้แก่

ก) องค์การสหประชาชาติ ทบวงการชำนัญพิเศษของสหประชาชาติและเจ้าหน้าที่ หรือผู้เชี่ยวชาญ ขององค์การ หรือทบวงการดังกล่าว ซึ่งปฏิบัติหน้าที่อยู่ในประเทศไทย ในเมื่อประเทศไทย มีข้อผูกพันให้ยกเว้นตามอนุสัญญา หรือความตกลง

(ข) สถานเอกอัคราชทูต สถานทูต สถานกงสุลใหญ่ สถานกงสุล บุคคลในคณะทูต บุคคลในคณะกงสุล และบุคคลที่ถือว่าอยู่ในคณะทูตตามความตกลง ทั้งนี้ให้เป็นไปตามหลักถ้อยที ถ้อยปฏิบัติต่อกัน

การลดอากร

ตามประกาศของคณะปฏิวัติ (ฉบับที่ 155) ลงวันที่ 4 มิถุนายน 2515 ลดค่า อากรแสตมป์สำหรับตราสารกรมธรรม์ประกันชีวิต โดยถ้าค่าอากรมีจำนวนสูงกว่า 20 บาท ให้ลดเหลือ 20 บาท

ความรับผิดกรณีไม่ปิดแสตมป์บริบูรณ์ และการไม่ออกใบรับ

ความรับผิดทางอาญา

ประเภทความผิดโทษปรับ
มาตรา 124 ผู้ใดมีหน้าที่เสียอากร หรือขีดฆ่าแสตมป์ เพิกเฉยหรือปฏิเสธไม่เสียอากร หรือไม่ขีดฆ่าแสตมป์ต้องระวางโทษปรับไม่เกิน 500 บาท
มาตรา 125 ผู้ใดออกใบรับไม่ถึง 10 บาท สำหรับมูลค่าตั้งแต่ 10 บาทขึ้นไป หรือแบ่งแยกมูลค่าที่ได้รับชำระนั้น เพื่อหลีกเลี่ยงการเสียอากรก็ดี จงใจกระทำหรือทำตราสารให้ผิดความจริงเพื่อหลีกเลี่ยงไม่ปฏิบัติตามบทบัญญัติแห่งหมวดนี้ก็ดีมีความผิดต้องระวางโทษปรับไม่เกินสองร้อยบาท
มาตรา 126 ผู้ใดจงใจลงวันเดือนปีที่ขีดฆ่าแสตมป์เป็นเท็จต้องระวางโทษปรับไม่เกินห้าร้อยบาท หรือจำคุกไม่เกินสามเดือน หรือทั้งปรับทั้งจำ
 
มาตรา 127 ผู้ใดไม่ทำหรือไม่เก็บบันทึกตามมาตรา 105 ตรี หรือไม่ออกใบรับให้ในทันทีที่ถูกเรียกร้องตามมาตรา 106 หรือออกใบรับ ซึ่งไม่ปิดแสตมป์ตามจำนวนอากรที่ต้องเสียต้องระวางโทษปรับไม่เกินห้าร้อยบาท
มาตรา 127 ทวิ ผู้ใดโดยตนเองหรือโดยสมคบกับผู้อื่นทำให้ไม่มีการออกใบรับหรือไม่ออกใบรับให้ในทันทีที่รับเงินหรือรับชำระราคาตามมาตรา 105 หรือออกใบรับเป็นจำนวนเงินน้อยกว่าที่รับเงินหรือรับชำระราคาจริงต้องระวางโทษปรับไม่เกินห้าร้อยบาท หรือจำคุกไม่เกินหนึ่งเดือน หรือทั้งปรับทั้งจำ
 
 มาตรา 128 ผู้ใดโดยรู้อยู่แล้วไม่อำนวยความสะดวกแก่พนักงานเจ้าหน้าที่หรือนายตรวจในการปฏิบัติตามหน้าที่ หรือโดยรู้อยู่แล้ว หรือจงใจไม่ปฏิบัติตามคำเรียก หรือไม่ยอมให้ยึดตราสารหรือเอกสาร หรือไม่ปฏิบัติตามหมายของพนักงานเจ้าหน้าที่หรือนายตรวจ ตามความในมาตรา 123 หรือไม่ยอมตอบคำถามเมื่อซักถามหรือฝ่าฝืนบทบัญญัติ มาตรา 105 ทวิ มาตรา 105 จัตวา หรือมาตรา 123 ทวิ
มีความผิดต้องระวางโทษปรับไม่เกินห้าร้อยบาท
มาตรา 129 ผู้ใดโดยเจตนาทุจริตมีแสตมป์ซึ่งรู้อยู่ว่าเป็นแสตมป์ปลอมก็ดี หรือค้าแสตมป์ที่ใช้แล้ว หรือที่มีกฎกระทรวงประกาศให้เลิกใช้เสียแล้วก็ดีต้องระวางโทษปรับไม่เกินห้าพันบาท หรือจำคุกไม่เกินสามปี หรือทั้งปรับทั้งจำ

” ศึกษาเรื่องภาษีอากรเพิ่มเติมได้ที่ เว็บไซต์กรมสรรพากร  “

ใบลาออก

การลาออก หมายถึง การแสดงให้เห็นว่าออกจากตำแหน่งการงานอย่างเป็นทางการ เมื่อลูกจ้างเลือกที่จะละตำแหน่งการงานของตนจะถูกพิจารณาว่าเป็นการลาออก ซึ่งตรงกันข้ามกับ “การไล่ออก” ซึ่งลูกจ้างสูญเสียตำแหน่งการงานอย่างไม่เต็มใจ แต่ระหว่างการลาออกกับการไล่ออก ต่างก็เป็นหัวข้อถกเถียงกันในบางครั้ง เนื่องจากในหลายสถานการณ์ ลูกจ้างที่ถูกไล่ออกก็ควรที่จะได้รับ

ใบลาออก
ใบลาออก

การลาออกเป็นการตัดสินใจส่วนบุคคลที่จะออกจากตำแหน่ง แต่ก็อาจเกิดจากแรงกดดันภายนอก็ได้ ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับนายจ้าง ว่าจะให้ความเป็นธรรมแก่ลูกจ้างมากน้อยเพียงใด

ลาออกได้เลยไหม​?

ตามกฎหมายแรงงานลูกจ้างสามารถ ลาออกได้เลย โดยไม่ต้องบอกล่วงหน้าก่อน 30 วัน เว้นแต่กรณีที่มีการเซ็นสัญญาว่าจ้างแรงงาน หากในข้อกำหนดก่อนเริ่มทำงานมีการทำสัญญาว่าต้องอยู่ให้ ครบ ต้องแจ้งล่วงหน้า แล้วลูกจ้างรับรู้ก็จำเป็นต้องปฏิบัติตามระเบียนขอบริษัทนั้น ๆ หรือหากจะลาออกได้อย่างถูกต้อง ก็ควรมีการเซ็นอนุมัติจากผู้ว่าจ้าง อย่างถูกต้อง

ประเด็นนี้ เป็นที่ถกเถียงกันอยู่ไม่น้อย เรื่องการ “ลาออก” เลย โดยไม่แจ้งล่วงหน้า ว่า ผิดกฎหมาย!! หรือไม่? โดยปกติแล้ว หากการลาออกของพนักงานทำให้งานเกิดความเสียหายเป็นจำนวนที่มูลค่ามากพอที่จะฟ้องร้อง นายจ้างก็อาจใช้สิทธิตามกฎหมาย ฟ้องร้องแก่ลูกจ้างได้ 

การแจ้งล่วงหน้าก่อน 30 วัน ก่อนลาออก

การแจ้ง หรือบอกกล่าวล่วงหน้ากับนายจ้าง ว่าจะลาออก ถือเป็นสากล ที่บริษัทส่วนใหญ่ใช้ เพื่อให้นายจ้างเตรียมหาคน หรือจัดการ งานที่ลูกจ้างได้ปฏิบัติไว้ ให้ดำเนินต่อไปได้ ทั้งนี้ถือเป็นการให้เกียรติแก่ตัวเองและสถานที่ทำงานของเรา จะถือว่าเป็นมรรยาทในทางปฏิบัติก็ได้

ใบลาออก
ใบลาออก

สิทธิต่าง ๆ ที่จะได้รับหลังลาออก

โดยปกติการลาออกโดยสมัครใจ จะไม่ได้รับสิทธิค่าชดเชยการทำงานตามกฎหมายแต่อย่างใด แต่การลาออก จะยังได้รับสิทธิจากประกันสังคมที่ บริษัท หัก และนำส่งให้เราเป็นประจำทุกเดือน แต่ลูกจ้างก็ต้องอยู่ในระบบประกันสังคม อย่างน้อย 6 เดือน จึงจะได้สิทธิตามกระบวนการของกฎหมาย  

กฎหมายแรงงาน

กฎหมายแรงงาน พระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2562

กฎหมายแรงงานมีการปรับปรุงแก้ไขให้ทันต่อการคุ้มครองลูกจ้างอยู่ตลอดเวลา เพื่อให้สอดคล้องกับสากลและลดความได้เปรียบเสียเปรียบแก่ลูกจ้างและนายจ้าง โดยการประการแก้ไข้นั้น จะประกาศเป็นพระราชกิจจานุเบกษา เพื่อให้สามรถบังคับใช้กฎหมายได้เร็วมากขึ้น ในปัจจุบันที่ใช้อยู่ เป็นประกาศพระราชกิจจานุเบกษา วันที่ 5 เมษายน 2562 และมีผลบังคับใช้ วันที่ 5 พฤษภาคม 2562 โดยใช้ควบคู่ไปกับ พ.ร.บ. คุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541

กฎหมายแรงงาน 2562

กฎหมายคุ้มครองแรงงาน คือ กฎหมายที่บัญญัติถึงสิทธิและหน้าที่ของนายจ้าง เพื่อให้การจ้างงาน และการใช้งาน การประกอบกิจการ และ ความสัมพันธ์ระหว่างนายจ้างและลูกจ้างเป็นไปโดยดี ได้รับประโยชน์ที่เหมาะสม

กฎหมายแรงงานแบ่งย่อยออกได้เยอะมากมายหลากหลายอาชีพ บางครั้งมีการออกกฎกระทรวง หรือ พรบคุ้มครองอาชีพเฉพาะ เพื่อให้ครอบคลุมการจ้างงานในแต่ละเภท เช่น

  1. พระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงานประมง
  2. พระราชบัญญัติแรงงานทะเล
  3. พระราชบัญญัติการรับงานกลับไปทำที่บ้าน
  4. และกฎกระทรวงหลายๆฉบับๆ อีกมากมาย เป็นต้น

ในส่วนนี้หากประเภทอาชีพ หรืองานที่ทำอยู่ไม่ได้รับความเป็นธรรมจากนายจ้าง อาจศึกษาเพิ่มเติมคราวๆ ว่ามีการคุ้มครองงานที่เราทำอยู่หรือไม่ ในกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน”

ศึกษากฎหมายคุ้มครองแรงงาน เพิ่มเติมตาม อาชีพ ที่เกี่ยวข้องได้ที่  “กรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน”

ขอบเขตการบังคับใช้กฎหมายคุ้มครองแรงงาน สรุปได้คราว ๆ ดังนี้

  1. ตามหลักทั่วไปกฎหมายคุ้มครองแรงงานใช้บังคับกับนายจ้าง และลูกจ้างที่เป็นการจ้างงานของ เอกชนทุกกรณี ไม่ว่านายจ้างนั้นจะประกอบกิจการประเภทใด หรือมีลูกจ้างจำนวนเท่าใดก็ตาม
  2. กฎหมายคุ้มครองแรงงานได้บัญญัติยกเว้น จะไม่ใช้บังคับกับราชการส่วนกลาง ราชการส่วน ภูมิภาค ราชการส่วนท้องถิ่น รัฐวิสาหกิจ
  3. กฎหมายคุ้มครองแรงงานได้บัญญัติให้อำนาจรัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงานมีอำนาจในการ ออกกฎกระทรวง ยกเว้นไม่ใช้บังคับกฎหมาย ฯ ทั้งหมดหรือบางส่วน แก่นายจ้างประเภทหนึ่งประเภทใดก็ ได้ ซึ่งปัจจุบันได้แก่
    • นายจ้างซึ่งประกอบกิจการโรงเรียนเอกชนตามกฎหมายว่าด้วยโรงเรียนเอกชน ทั้งนี้เฉพาะใน ส่วนที่เกี่ยวกับครูใหญ่หรือครู
    • นายจ้างซึ่งลูกจ้างทำงานเกี่ยวกับงานบ้านอันมิได้มีการประกอบธุรกิจรวมอยู่ด้วย
    • นายจ้างซึ่งลูกจ้างทำงานที่ไม่ได้แสวงหากำไรทางเศรษฐกิจ
    • งานเกษตรกรรม
    • งานที่รับไปทำที่บ้าน
  4. ในบางกรณีอาจมีการยกเว้นการบังคับใช้กฎหมายคุ้มครองแรงงาน โดยยกเว้นไว้ในกฎหมาย เฉพาะที่จัดตั้งหน่วยงานนั้น

ประเด็นสำคัญในการปรับปรุงแก้ไข

  • กรณีที่นายจ้างไม่จ่ายค่าตอบแทนให้ลูกจ้าง นายจ้างต้องเสียดอกเบี้ย ร้อยละ 15 ต่อปี, เพิ่มอัตราค่าชดเชยเลิกจ้าง หากลูกจ้างทำงานมากกว่า 20 ปีขึ้นไป ได้รับค่าชดเชย 400 วัน
  • กรณีพนักงานลากิจสามารถลาได้อย่างน้อย 3 วันต่อปี, พนักงานหญิงสามารถลาคลอดได้ไม่เกิน 98 วัน และให้สิทธิเท่าเทียมกันระหว่างชายหญิงมากขึ้น
  • กรณีย้ายสถานประกอบการไปที่อื่น นายจ้างต้องมีการประกาศให้ชัดเจน ส่วนลูกจ้างหากไม่ต้องการย้ายตามก็สามารถแจ้งความประสงค์ได้ ภายในเวลา 30 วัน ก่อนการย้าย

พระราชบัญญัติคุ้มครองบแรงงาน (ฉบับที่ 7) พ.ศ.2562 ที่ปรับแก้ไข มีดังนี้

นายจ้างผิดนัดจ่ายเงิน ไม่จ่ายชำระเงิน

ในกรณีที่นายจ้างไม่จ่ายเงิน ตามระยะเวลาที่กำหนดไว้ ให้นายจ้างเสียดอกเบี้ยให้แก่ลูกจ้างในระหว่างเวลาผิดนัดร้อยละ 15 ต่อปี ประเภทเงินที่นายจ้างผิดนัดไม่จ่ายชำระดังนี้

  • เงินประกัน
  • ค่าจ้างแทนการบอกกล่าว
  • ค่าจ้าง เงินค่าล่วงเวลา
  • เงินค่าชดเชยพิเศษ
  • เงินค่าชดเชย
  • เงินที่จ่ายในการหยุดกิจการชั่วคราว

การเปลี่ยนแปลงนายจ้าง

  • นายจ้างเปลี่ยนนิติบุคคล
  • จดทะเบียนเปลี่ยนแปลง
  • โอนนิติบุคคล
  • ควบรวมกิจการ

ต้องได้รับความยินยอมจากลูกจ้าง หากมีผลทำให้ลูกจ้าง ไปเป็นลูกจ้างของนายจ้างใหม่ การไปเป็นลูกจ้างของนายจ้างใหม่ดังกล่าวต้อง ได้รับสิทธิต่าง ๆ ที่ลูกจ้างเคยมีอยู่จากนายจ้างเดิมมีสิทธิต่อไป โดยนายจ้างใหม่ต้องรับไปทั้งสิทธิและหน้าที่ของลูกจ้างคนนั้นทุกประการ

หากลูกจ้างไม่ยินยอม และนายจ้างเดิมเลิกกิจการ หรือสินสภาพ ให้ถือว่า เป็นการเลิกจ้าง โดยนายจ้างเดิมต้องจ่ายค่าชดเชยสิทธิต่าง ๆ ให้แก่ลูกจ้าง ตามอัตราที่กฎหมายกำหนด

ค่าจ่ายแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า

การจ่ายชำระค่าจ้างแทนการบอกกล่าวเป็นการประปรุงให้ทันสมัยมากขึ้น โดยประเด็นหลัก ๆ แบ่งได้ 3 ประเด็น ดังนี้

  1. กำหนดให้นายจ้างบอกเลิกโดยไม่แจ้งล่วงหน้า ต้องจ่ายเงินเท่ากับค้าจ้างที่ที่ลูกจ้างควรได้รับ นับแต่วันที่ออกจากงานจนถึงคราวจ่ายเงินครั้งถัดไป
  2. กำหนดให้นายจ่ายจ่ายเงินค่าจ้างที่ลูกจ้างควรได้รับทันที่นับแต่วันที่ออกจากงาน
  3. กรณีไม่จ่ายจะมีโทษทางอาญาแก่นายจ้าง

สิทธิการลา

ลากิจ ให้ลูกจ้างมีสิทธิลาเพื่อกิจธุระอันจำเป็นได้ ปีละไม่น้อยกว่า 3 วันทำงาน และต้องจ่ายค่าจ้างเท่ากับค่าจ้างในวันทำงานตามปกติ เช่น

  • การไปทำบัตรประชาชน ทำใบขับขี่
  • งานศพสมาชิกในครอบครัว
  • งานแต่งของตัวเอง
  • งานรับปริญญาของตนเอง
  • ลาไปฏิบัติธรรมทางศาสนา เป็นต้น

ทั้งนี้ นายจ้างอาจกำหนดแนวทางไว้ หรือตกลงกับลูกจ้างก็ได้

ตามนิยามที่กฎหมายให้สิทธิ หมายถึง ต้องมีเหตุจำเป็นจริง ๆ จึงจะขอลาได้ คล้ายการลาป่วย คือ ต้องป่วยถึงจะลาได้

กิจธุระอันจำเป็นที่ลูกจ้างจะใช้สิทธิลามีอะไรบ้าง บางครั้งขึ้นอยู่กับนายจ้าง ลูกจ้างจะตกลงกัน หรือตามที่ระบุไว้ในระเบียบข้อบังคับฯ รวมทั้งต้องพิจารณาการขอลากิจของลูกจ้างเป็นกรณี ๆ ไป แม้กิจธุระนั้นจะมิได้ระบุไว้ในระเบียบข้อบังคับของนายจ้างก็ตาม เพราะกฎหมายได้รับรองคุ้มครองให้ลูกจ้างในการใช้สิทธิลาอยู่แล้วหากมีกิจธุระอันจำเป็นจริง ๆ

ความเท่าเทียมกันของเพศ ชาย และหญิง

 ให้นายจ้างกำหนดค่าจ้าง ค่าล่วงเวลา ค่าทำงานในวันหยุด และค่าล่วงเวลาในวันหยุด ให้แก่ลูกจ้างที่ทำงานอันมีลักษณะ คุณภาพ และปริมาณเท่ากัน หรืองานที่มีค่าเท่าเทียมกัน ในอัตราเท่ากันไม่ว่าลูกจ้างนั้นจะเป็นชายหรือหญิง

การกำหนดอัตราค่าจ้าง

  • กรณีที่มีการคำนวณค่าจ้างเป็นรายเดือน รายวัน รายชั่วโมง หรือเป็นระยะเวลาอย่างอื่น ที่ไม่เกินหนึ่งเดือน หรือตามผลงานโดยคำนวณเป็นหน่วย ให้จ่ายไม่น้อยกว่า 1 ครั้งต่อเดือน เว้นแต่จะมีการตกลงกันเป็นอย่างอื่นที่เป็นประโยชน์แก่ลูกจ้าง
  • ในกรณีที่มีการคำนวณค่าจ้างนอกเหนือจากนี้ ให้จ่ายตามกำหนดเวลาที่นายจ้างและลูกจ้างตกลงกัน

กำหนดอัตราค่าชดเชย หลังเลิกจ้าง!!

ตารางเปรียบเทียบอัตราค่าชดเชยใหม่ และค่าชดเชยเก่า

การย้ายสถานประกอบการของนายจ้าง

หากลูกจ้างคนใดเห็นว่าการย้ายสถานประกอบกิจการดังกล่าวมีผลกระทบต่อการดำรงชีวิตตามปกติของลูกจ้างหรือครอบครัวของลูกจ้างคนนั้น และไม่ประสงค์จะไปทำงาน ณ สถานประกอบกิจการแห่งใหม่ ต้องแจ้งให้นายจ้างทราบเป็นหนังสือภายใน 30 วัน นับตั้งแต่วันที่ปิดประกาศ หรือนับตั้งแต่วันที่ย้ายสถานประกอบกิจการในกรณีที่นายจ้างมิได้ปิดประกาศ และให้ถือว่าสัญญาจ้างสิ้นสุดลงในวันที่นายจ้างย้ายสถานประกอบกิจการ โดยลูกจ้างมีสิทธิได้รับค่าชดเชยพิเศษไม่น้อยกว่าอัตราค่าชดเชยที่ลูกจ้างพึงมีสิทธิได้รับ

“นายจ้างย้ายสถานที่ประกอบการ ถ้าลูกจ้างไม่ประสงค์จะไปทำงานด้วย มีสิทธิ์บอกเลิกสัญญาจ้างได้โดยมีสิทธิได้รับค่าชดเชยไม่น้อยกว่าอัตราค่าชดเชยที่มีสิทธิได้รับตามมาตรา 118”

นายจ้างต้องติดประกาศให้ลูกจ้างทราบล่วงหน้าอย่างน้อย 30 วันก่อนย้ายสถานประกอบการ หากไม่ประกาศ นายจ้างต้องจ่ายค่าชดเชยพิเศษให้ลูกจ้างจำนวน 30 วัน

หากลูกจ้างไม่ต้องการย้ายไปทำงานที่ใหม่ สามารถแจ้งให้นายจ้างทราบเป็นหนังสือภายใน 30 วันที่ประกาศ โดยจะมีสิทธิ์ได้รับเงินชดเชยพิเศษสูงสุด 400 วัน ตามหลักเกณฑ์การจ่ายค่าชดเชยเลิกจ้าง

พระราชบัญญัติ คุ้มครองแรงงาน (ฉบับที่ ๗) พ.ศ. ๒๕๖๒ .pdf

ที่ดินสิ่งปลูกสร้าง

ภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง คือ ภาษีที่ผู้ครอบครองอสังหาริมทรัพย์ต้องเสียให้กับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) ไม่ว่าจะเป็นเจ้าของบ้าน ที่ดิน คอนโดมิเนียม หรือสิ่งปลูกสร้างใดๆ ทั้งที่ใช้ และไม่ได้ใช้ประโยชน์ โดยภาษีที่ได้รับการชำระนั้น จะนำเงินไปใช้พัฒนาท้องถิ่นของตนเอง

โดยภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างถูกประกาศเมื่อมีนาคม 2562 ที่ผ่านมา และมีผลบังคับใช้ตั้งแต่ 1 มกราคม 2563 เป็นต้นไป และยกเลิกภาษีโรงเรือนและภาษีบำรุงท้องที่ฉบับเก่าที่ใช้มานานหลายสิบปี โดยการชำระภาษีตามประกาศใหม่ครั้งแรกนี้ เลื่อนมาเดือน สิงหาคม 2563 จากเดิมต้องเสียภาษีภายในเดือนเมษายน 2563 

ผู้มีหน้าที่เสียภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง

  • เจ้าของที่ดิน / เจ้าของสิ่งปลูกสร้าง
  • เจ้าของห้องชุด
  • ผู้ครอบครองทรัพย์สิน หรือทำประโยชน์ในทรัพย์สินของรัฐ (ที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง)

บุคคลดังต่อไปนี้ มีหน้าที่ชำระภาษีแทนผู้เสียภาษี

  • ผู้จัดการมรดกหรือทายาท ในกรณีที่ผู้เสียภาษีถึงแก่ความตาย
  • ผู้จัดการทรัพย์สิน ในกรณีที่ผู้เสียภาษีเป็นผู้ไม่อยู่ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ว่าด้วยสาบสูญ
  • ผู้แทนโดยชอบธรรม ผู้อนุบาลหรือผู้พิทักษ์ ในกรณีที่ผู้เสียภาษีเป็นผู้เยาว์ คนไร้ความสามารถ หรือคนเสมือนไร้ความสามารถ แล้วแต่กรณี
  • ผู้แทนของนิติบุคคล ในกรณีที่ผู้เสียภาษีเป็นนิติบุคคล
  • ผู้ชำระบัญชี ในกรณีที่ผู้เสียภาษีเป็นนิติบุคคลเลิกกันโดยมีการช าระบัญชี
  • เจ้าของรวมคนหนึ่งคนใด ในกรณีที่ทรัพย์สินที่ต้องเสียภาษีเป็นของบุคคลหลายคนรวมกัน

ผู้มีหน้าที่จัดเก็บภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง

  • องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (เทศบาล กรุงเทพ และเมืองพัทยา)

อำนาจในการจัดเก็บภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง

  • คณะกรรมการวินิจฉัยภาษีที่ดินและ สิ่งปลูกสร้าง

5 ความหมายสำคัญที่ควรรู้!!

.ร.บ. ภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง พ.ศ. 2562 ตามมาตรา 5 ให้ความหมายของคำ

  • “ภาษี” หมายความว่า ภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง “ผู้เสียภาษี” หมายความว่า บุคคลธรรมดาหรือนิติบุคคลซึ่งเป็นเจ้าของที่ดินหรือสิ่งปลูกสร้าง หรือเป็นผู้ครอบครองหรือท าประโยชน์ในที่ดินหรือสิ่งปลูกสร้างอันเป็นทรัพย์สินของรัฐ ซึ่งเป็นผู้มีหน้าที่ เสียภาษีตามพระราชบัญญัตินี้ และให้หมายความรวมถึงผู้มีหน้าที่ช าระภาษีแทนผู้เสียภาษี ตามพระราชบัญญัตินี้ด้วย
  • “ที่ดิน” หมายความว่า พื้นดิน และให้หมายความรวมถึงพื้นที่ที่เป็นภูเขาหรือที่มีน้ำด้วย
  • “สิ่งปลูกสร้าง” หมายความว่า โรงเรือน อาคาร ตึก หรือสิ่งปลูกสร้างอย่างอื่น ที่บุคคล อาจเข้าอยู่อาศัยหรือใช้สอยได้ หรือที่ใช้เป็นที่เก็บสินค้าหรือประกอบการอุตสาหกรรมหรือพาณิชยกรรม และให้หมายความรวมถึงห้องชุดหรือแพที่บุคคลอาจใช้อยู่อาศัยได้หรือที่มีไว้เพื่อหาผลประโยชน์ด้วย
  • “ห้องชุด” หมายความว่า ห้องชุดตามกฎหมายว่าด้วยอาคารชุดที่ได้ออกหนังสือแสดงกรรมสิทธิ์ ห้องชุดแล้ว
  • “องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น” หมายความว่า เทศบาล องค์การบริหารส่วนตำบล กรุงเทพมหานคร เมืองพัทยา และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นอื่นตามที่มีกฎหมายจัดตั้ง แต่ไม่หมายความรวมถึง องค์การบริหารส่วนจังหวัด

ที่ดินและสิ่งปลูกสร้างที่ไม่ต้องเสียภาษี

ที่ดินหรือสิ่งปลูกสร้าง ที่ได้รับยกเว้นการจัดเก็บภาษี มีดังนี้

    • หน่วยงานของรัฐกิจการสาธารณะ
    • องค์การสหประชาชาติ ทบวงการชำนัญพิเศษขององค์การ (ดูสนธิสัญญา หรือความตกลงอื่นร่วมด้วย)
    • สถานทูตหรือสถานกงสุลของต่างประเทศ
    • สภากาชาดไทย
    • ศาสนสมบัติไม่ว่าของศาสนาใด สุสานสาธารณะ หรือฌาปนสถานสาธารณะ
    • มูลนิธิหรือองค์การหรือสถานสาธารณกุศลตามที่รัฐมนตรีว่าการ กระทรวงการคลังประกาศกำหนด
    • ส่วนกลางที่ใช้ประโยชน์ร่วมกันของเจ้าของอาคารชุด

ทั้งนี้ต้องเป็นทรัพย์สินที่ไม่ได้ใช้หาผลประโยชน์ 

อัตราภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง

อัตราภาษี

การจัดเก็บภาษีแบ่งได้ 4 ประเภท

  1. ที่ดินเกษตรกรรม (เพดานภาษี 15 %)
  2. ที่ดินอยู่อาศัย (เพดานภาษี 30 %)
  3. ที่ดินอื่น ๆ พาณิชยกรรม (เพดานภาษี 20 %)
  4. ที่ดินรกร้างไม่ใช้ประโยชน์ตามแต่สภาพ (เพดานภาษี 20 %)

ที่ดินหรือสิ่งปลูกสร้างใช้ประโยชน์ แบ่งออกเป็น 3 ประเภท

    • ที่ดินเกษตรกรรม (เพดานภาษี 15 %)
    • ที่ดินอยู่อาศัย (เพดานภาษี 30 %)
    • ที่ดินรกร้าง และที่ดินอื่น ๆพาณิชยกรรม (เพดานภาษี 20 %)
      • ที่ดินเกษตรกรรม   การทำนา ทำไร่ ทำสวน เลี้ยงสัตว์ เลี้ยงสัตว์น้ำ และกิจการอื่นตามหลักเกณฑ์ที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังและรัฐมนตรีว่าการ กระทรวงมหาดไทยร่วมกันประกาศกำหนด
      • ที่ดินอยู่อาศัย ให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์ที่รัฐมนตรีว่าการ กระทรวงการคลังและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยร่วมกันประกาศกำหนด
      • ที่ดินรกร้าง และที่ดินอื่น ๆ ให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์ที่กำหนดในกฎกระทรวง

ที่ดินหรือสิ่งปลูกสร้างไม่ใช่ประโยชน์  0.3% สูงสุดไม่เกิน 3 %

ที่ดินหรือสิ่งปลูกสร้างที่ทิ้งไว้ว่างเปล่าหรือไม่ได้ทำประโยชน์เป็นเวลา 3 ปีติดต่อกัน ในปีที่ 4 ให้เพิ่มขึ้น 0.3 % จากอัตราภาษีเดิมที่จัดเก็บ ในทุก 3 ปี แต่เสียรวมแล้วต้องไม่เกิน 3 %

กรณี มีที่ดิน หรือสิ่งปลูกสร้าง ใช้ประกอบเกษตรกรรม

บุคคลธรรมดา

ปี 2563-2565 ได้รับยกเว้น ไม่เสียภาษี

ปี 2566 เป็นต้นไป

มูลค่า (ล้านบาท)อัตรา (%)
0 – 50ได้รับยกเว้น
50 ขึ้นไปไม่เกิน 0.15
หรือตามที่พนักงานประเมิน

อื่น ๆ / นิติบุคคล

ปี 2563 และ ปี 2564

มูลค่า (ล้านบาท)อัตรา (%)
0 – 750.01
75 – 1000.03
100 – 5000.05
500 – 1,0000.07
1,000 ขึ้นไป0.10

ปี 2565 เป็นต้นไป

มูลค่า (ล้านบาท)อัตรา (%)
0 – ไม่จำกัดไม่เกิน 0.15
หรือตามที่พนักงานประเมิน

“ บุคคลธรรมดา ที่ทำเกษตรกรรม ไม่ต้องเสียภาษีภายใน 3 ปีแรก ตั้งแต่ประกาศกำหนด ส่วนในปีที่ 4 หากมีที่ดินมูลค่าเกิด 50 ล้านบาท ให้เสียภาษีในอัตราร้อยละ 0.15 ”

กรณี มีที่ดิน และสิ่งปลูกสร้าง ใช้เป็นที่อยู่อาศัย

บุคคลธรรมดา บ้านหลังหลัก ( มีชื่ออยู่ในทะเบียนบ้านตั้งแต่ 1 มกราคม ปีภาษี )

ปี 2563 และ ปี 2564

มูลค่า (ล้านบาท)อัตรา (%)
0 – 250.03
25 – 500.05
50 ขึ้นไป0.10

ปี 2565 เป็นต้นไป

มูลค่า (ล้านบาท)อัตรา (%)
0 – 50ยกเว้น
50 ขึ้นไปไม่เกิน 0.30
หรือตามที่พนักงานประเมิน

บุคคลธรรมดา บ้านหลังอื่น ๆ (ไม่มีชื่ออยู่ในทะเบียนบ้าน)

ปี 2563 และ ปี 2564

มูลค่า (ล้านบาท)อัตรา (%)
0 – 500.02
50 – 750.03
75 – 1000.05
100 ขึ้นไป0.10

       ปี 2565 เป็นต้นไป

มูลค่า (ล้านบาท)อัตรา (%)
0 – 50ยกเว้น
50 ขึ้นไปไม่เกิน 0.30
หรือตามที่พนักงานประเมิน

กรณี มีแต่สิ่งปลูกสร้าง ใช้เป็นที่อยู่อาศัย (ไม่มีที่ดินเป็นของตัวเอง)

บุคคลธรรมดา บ้านหลังหลัก ( มีชื่ออยู่ในทะเบียนบ้านตั้งแต่ 1 มกราคม ปีภาษี )

ปี 2563 และ ปี 2564

มูลค่า (ล้านบาท)อัตรา (%)
0 – 400.02
40 – 650.03
65 – 900.05
90 ขึ้นไป0.10

ปี 2565 เป็นต้นไป

มูลค่า (ล้านบาท)อัตรา (%)
0 – 10ยกเว้น
10 ขึ้นไปไม่เกิน 0.30
หรือตามที่พนักงานประเมิน

บุคคลธรรมดา บ้านหลังอื่น ๆ (ไม่มีชื่ออยู่ในทะเบียนบ้าน)

ปี 2563 และ ปี 2564

มูลค่า (ล้านบาท)อัตรา (%)
0 – 500.02
50 – 750.03
75 – 1000.05
100 ขึ้นไป0.10

ปี 2565 เป็นต้นไป

มูลค่า (ล้านบาท)อัตรา (%)
0 – 50ยกเว้น
50 ขึ้นไปไม่เกิน 0.30
หรือตามที่พนักงานประเมิน

กรณี มีที่ดินเชิงพาณิชย์ (นอกเหนือ เกษตกรรม และที่อยู่อาศัย)

ปี 2563 และ ปี 2564

มูลค่า (ล้านบาท)อัตรา (%)
0 – 500.30
50 – 2000.40
200 – 5000.50
500 – 1,0000.60
1,000 ขึ้นไป0.70

ปี 2565 เป็นต้นไป

มูลค่า (ล้านบาท)อัตรา (%)
0 – ไม่จำกัดไม่เกิน 1.20
หรือตามที่พนักงานประเมิน

กรณี มีที่ดินหรือสิ่งปลูกสร้างทิ้งไว้ว่างเปล่าไม่ได้ทำประโยชน์ (รกร้าง)

ปี 2563 และ ปี 2564

มูลค่า (ล้านบาท)อัตรา (%)
0 – 500.30
50 – 2000.40
200 – 5000.50
500 – 1,0000.60
1,000 ขึ้นไป0.70

ปี 2565 เป็นต้นไป

มูลค่า (ล้านบาท)อัตรา (%)
0 – ไม่จำกัดไม่เกิน 1.20
หรือตามที่พนักงานประเมิน

กรณีที่ดินที่ดินหรือสิ่งปลูกสร้างที่ทิ้งไว้ ว่างเปล่าหรือไม่ได้ทำประโยชน์เป็นเวลา 3 ปีติดต่อกกัน ในปีที่ 4 ให้เพิ่มขึ้นจากอัตราภาษีที่จัดเก็บ ในอัตราร้อยละ 3 ในทุก ๆ 3 ปี แต่เสียรวมแล้วต้องไม่เกินร้อย 3


ฐานภาษี

การคำนวณหามูลค่าของที่ดินหรือสิ่งปลูกสร้าง ใช้หลักเกณฑ์ ดังนี้

  1. ที่ดิน ให้ใช้ราคาประเมินทุนทรัพย์ที่ดินเป็นเกณฑ์ในการคำนวณ
  2. สิ่งปลูกสร้าง ให้ใช้ราคาประเมินทุนทรัพย์สิ่งปลูกสร้างเป็นเกณฑ์ในการคำนวณ
  3. สิ่งปลูกสร้างที่เป็นห้องชุด ให้ใช้ราคาประเมินทุนทรัพย์ห้องชุดเป็นเกณฑ์ในการคำนวณ

หากที่ดินหรือสิ่งปลูกสร้างที่ไม่มีราคาประเมินทุนทรัพย์ ให้ใช้ราคาตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขที่กำหนดในกฎกระทรวงประกาศและวิธีการตามเงื่อนไขที่กำหนดในกฎกระทรวง

มูลค่าของฐานภาษีที่ได้รับยกเว้น

  • ที่ดินหรือสิ่งปลูกสร้างที่เจ้าของเป็นบุคคลธรรมดาใช้ประโยชน์ใน การประกอบเกษตรกรรม ได้รับสิทธิยกเว้นไม่เกิน 50 ล้านบาท
  • ที่ดินและสิ่งปลูกสร้างที่เจ้าของเป็นบุคคลธรรมดาใช้เป็นที่อยู่อาศัย และมีชื่ออยู่ในทะเบียนบ้านวันที่ 1มกราคมของปีภาษี ได้รับยกเว้นไม่เกิน ได้รับสิทธิยกเว้นไม่เกิน 50 ล้านบาท
  • ในกรณีที่บุคคลธรรมดาเป็นเจ้าของสิ่งปลูกสร้าง แต่ไม่ได้เป็นเจ้าของที่ดิน และใช้สิ่งปลูกสร้าง ใช้เป็นที่อยู่อาศัย และมีชื่ออยู่ในทะเบียนบ้านวันที่ 1มกราคมของปีภาษี ได้รับสิทธิยกเว้นไม่เกิน 10 ล้านบาท

สิทธิลดหย่อยภาษี

  • ลดภาษี 50% ของจำนวนภาษีที่จะต้องเสีย สำหรับกรณีดังนี้
    • ที่ดินและสิ่งปลูกสร้างที่เจ้าของเป็นบุคคลธรรมดาได้มาจากมรดกโดยใช้เป็นที่อยู่อาศัยและมีชื่ออยู่ในทะเบียนบ้าน และต้องจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมเกี่ยวกับทรัพย์สินนั้นก่อนวันที่ 13 มีนาคม2562
    • ที่ดินที่เป็นที่ตั้งของโรงผลิตไฟฟ้ารวมถึงที่ดินและสิ่งปลูกสร้างอื่นที่ใช้ประโยชน์ เกี่ยวกับการผลิตไฟฟ้า
  • ลดภาษี 90% ของจำนวนภาษีที่จะต้องเสีย สำหรับกรณีดังนี้
    • ที่ดินหรือสิ่งปลูกสร้างที่เป็นอสังหาริมทรัพย์รอการขายของสถาบันการเงิน สถาบนั การเงิน เฉพาะกจิที่มีกฎหมายเฉพาะจัดตั้งขึ้นสถาบันการเงินประชาชน หน้าที่ 6 บริษัท บริหารสินทรัพย์ เป็นเวลาไม่เกิน 5 ปี นับจากวันที่อสังหาริมทรัพย์นั้นตกเป็นของหน่วยงาน
    • ที่ดินหรือสิ่งปลูกสร้างที่อยู่ระหว่างการพัฒนาเป็นโครงการจัดสรรเพื่ออยู่อาศัย หรืออุตสาหกรรม เป็นเวลาไม่เกิน 3 ปี นับแต่วันได้รับอนุญาตจัดสรรที่ดิน
    • ที่ดินหรือสิ่งปลูกสร้างที่อยู่ระหว่างการพัฒนาเป็นอาคารชุด เป็นเวลาไม่เกิน 3 ปี นับแต่วันได้รับอนุญาตก่อสร้าง
    • ที่ดินหรือสิ่งปลูกสร้างที่อยู่ระหว่างการพัฒนาเป็นนิคมอุตสาหกรรม เป็นเวลาไม่เกิน 3 ปี นับแต่วันได้รับอนุญาตจัดตั้งนิคมอุตสาหกรรม
    • ที่ดินหรือสิ่งปลูกสร้างที่ใช้ประโยชน์ในกิจการโรงเรียนเอกชน สถาบันอุดมศึกษา
    • ที่ดินหรือสิ่งปลูกสร้างที่ใช้เป็นนสถานบริการประชาชนทั่วไป เช่น ลานเล่นกีฬา สวนสัตว์ สวนสนุกที่ได้รับอนุญาตตามกฎหมาย

สถานที่ชำระภาษี

  • สำนักงานเทศบาล
  • องค์การบริหารส่วนตำบล
  • สำนักงานเขต กรุงเทพมหานคร
  • ศาลาว่าการเมืองพัทยา
  • องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นอื่นตามที่มีกฎหมายกำหนด

ให้ตรวจสอบพื้นที่เราว่าขึ้นกับหน่วยงานใด โดยชำระภาษีได้ที่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นนั้น ๆ

เบี้ยปรับและเงินเพิ่ม

  • กรณีไม่ได้จ่ายภาษีในเวลาที่กำหนด ให้เสียเบี้ยปรับ 40% ของจำนวนภาษีค้างชำระ ยกเว้นว่าได้จ่ายภาษีก่อนรับหนังสือแจ้งเตือน กรณีนี้จะเสียเบี้ยปรับ 10% ของจำนวนภาษีค้างชำระ
  • กรณีไม่ได้จ่ายภาษีในเวลาที่กำหนด แต่ต่อมาได้จ่ายภาษีภายในกำหนดเวลาของหนังสือแจ้งเตือน จะเสียเบี้ยปรับ 20% ของจำนวนภาษีค้างชำระ กรณีไม่ได้จ่ายภาษีในเวลาที่กำหนด ให้เสียเงินเพิ่มอีก 1% ต่อเดือนของจำนวนภาษีที่ค้างช าระ เศษของเดือนให้นับเป็น 1 เดือน แต่ไม่ต้องนำเบี้ยปรับมารวมคำนวณเพื่อเสียเงินเพิ่มด้วย

ระยะเวลาชำระภาษี

  • ปี 2563 : ภายในเดือนสิงหาคม
  • ปีต่อไป : ภายในเมษายนของทุกปี
ใบสั่งซื้อ

ใบสั่งซื้อ (Purchase Order) เป็นเอกสารข้อตกลงหรือสัญญาในเชิงพาณิชย์ ที่ออกโดยผู้ซื้อเพื่อสั่งซื้อพัสดุ สินค้าหรือบริการจากผู้ขาย โดยระบุชนิด จำนวน และราคา พร้อมทั้งอาจจะรวมถึงเงื่อนไขต่างๆ ตามที่ได้ตกลงกับผู้ขาย

ใบสั่งซื้อ
ใบสั่งซื้อ

สินค้า หรือ วัตถุดิบ อาจไม่เพียงพอ ในการผลิต หรือให้บริการ แก่ลูกค้า พนักงานที่มีหน้าที่ตรวจนับสินค้า หรือ วัตถุดิบภายในบริษัท จึงต้องรวบรวมสิ่งที่ต้องการแล้วทำ “ใบขอซื้อ” (เป็นเอกสารที่จัดทำขึ้นภายในองค์กร) เพื่อเสนอให้แก่ฝ่ายจัดซื้อ ฝ่ายจัดซื้อจึงทำการจัดหาสินค้าจากบุคคลภายนอก (ผู้ขาย) เมื่อผู้ขาย ออกใบเสนอราคามา ฝ่ายจัดซื้อจึงมีหน้าที่จัดทำ “ใบสั่งซื้อ” เพื่อออกให้แก่บุคคลภายนอก (ผู้ขาย)

ส่วนประกอบสำคัญใน “ใบสั่งซื้อ”

  • ชื่อผู้ขาย
  • ที่อยู่
  • เลขที่เอกสาร
  • รายการ ลยละเอียดสินค้าที่ต้องการทั้งหมด
  • ราคารวมทั้งหมด ที่ชัดเจน (รวม vat หรือ ไม่รวม vat)
เลขที่เอกสาร
  • รายการสิ้นค้าที่ต้องการ
  • ราคารวมทั้งหมด ที่ชัดเจน (รวม vat หรือ ไม่รวม vat)
  •  

    ประโยชน์ของการจัดทำใบสั่งซื้อ

    • ควบคุมปริมาณการสั่งซื้อ
    • เปรียบเทียบราคาแต่ละบริษัท
    • มีข้อมูลการซื้อกับผู้ขายรายใหญ่ที่มีของส่งแน่นนอน สามารถติดต่อธุรกิจได้อย่างสะดวกและรวดเร็ว
    • ใช้เป็นหลักฐานอ้างอิง เมื่อผิดสัญญาหรือข้อตกลง ซึ่งมีผลตามกฎหมาย
    • สร้างความน่าเชื่อถือในการติดต่อธุรกิจ
    • เพื่อใช้เป็นข้อมูลในกาบันทึกบัญชี

    เอกสารที่เกี่ยวข้องกับใบสั่งซื้อ “ใบขอซื้อ” (Purchase requisition)

    เป็นเอกสารที่ บอกถึงความต้องการในการจัดซื้อ ว่าต้องการอะไรบ้าง เพื่อให้ฝ่ายจัดซื้อ ไปจัดหาร วัตุดิบ สินค้า หรือ สิ่งของที่ต้องการ เพื่อเปรียบเทียบราคา หรือ ความเร็วในการจัดส่งสินค้า ของแต่ละเจ้า เอกสารสำคัญที่เกี่ยวกับการสั่งซื้อที่มีหน้าที่ใกล้เคียงกับใบสั่งซื้อ “ใบขอซื้อ” เป็นเอกสารที่ถูกใช้ภายในกิจการถูกจัดทำขึ้นมาเพื่อขออนุมัติการซื้อ เมื่อผ่านการอนุมัติแล้วต่อมาก็จะเป็นการออกเอกสารใบสั่งซื้อ และถูกส่งให้ผู้ขายต่อไป

    ใบขอซื้อ

    สรุปสั้นๆ ได้ว่า

    ดาวโหลดแบบฟอร์ม

    คำนำรายงาน

    คำนำ คือ ส่วนแรกที่เราได้เห็นเมื่อเปิดหนังสือหรือเล่มรายงาน คำนำโดยส่วนมาก จะกล่าวถึงวัตถุประสงค์ ขอบเขตของการเขียนรายงาน สำหรับหลักการเขียนคำนำรายงานนั้น หลักง่าย ๆ เลยก็คือต้องเขียนให้ผู้อ่านสนใจอยากจะอ่านรายงานของเรา โดยเริ่มต้นอาจจะเขียนถึงที่มาที่ไปของรายงานฉบับนี้ 

    คำนำรายงาน
    คำนำรายงาน

    คำนำที่ดีจะทำให้คนอ่านติดตามเรื่องของเราโดยตลอด ถ้าคำนำไม่ดีเขาจะหยุดอ่าน ดังนั้นในตอนต้นควรมีวิธีการชักชวนให้ผู้อ่านอ่านเรียงความของเราให้จบ โดยต้องสร้างความสนใจแก่ผู้อ่านให้มากที่สุด 

    เนื้อหาที่ควรหลีเลี่ยงในการใส่ “คำนำรายงาน”

    • ประวัติศาสตร์ หรือเรื่องพื้น ๆ ที่รู้จักกันดีอยู่แล้ว
    • อย่างฟุ้งซ่าน จนไม่มีจุดหมายของเรื่อง
    • ไม่ควรขึ้นคำนำด้วยคำบอกเล่าอันเกินควร
    • การออกตัวว่าไม่พร้อมหรือไม่เชี่ยวชาญเรื่องที่เขียน อาจทำให้ผู้อ่านไม่สนใจอ่านรายงานก็ได้
    • ไม่ควรเขียนซ้ำกับส่วนสรุป หรือความลงท้าย
    • ไม่กล่าวถึงสิ่งที่ไม่เกี่ยวกับเนื้อเรื่อง 

    ราชบัณฑิตยสถาน ระบุไว้ว่า “คำนำที่ดีต้องมีลักษณะดังนี้”

    1. เขียนคำนำด้วยคำพังเพย หรือสุภาษิตที่เกี่ยวข้องกับเนื้อเรื่อง
    2. เขียนคำนำโดยการอธิบายความหมายของเรื่อง
    3. เขียนคำนำโดยขึ้นต้นด้วยคำกล่าวของบุคคลสำคัญ
    4. เขียนคำนำด้วยการเล่าเรื่อง
    5. เขียนคำนำด้วยคำถามหรือปัญหาที่สนใจ
    6. คำนำด้วยการอธิบายชื่อเรื่อง
    7. เขียนคำนำด้วยคำกล่าวถึงจุดประสงค์ของเรื่องที่เขียน
    8. เขียนคำนำด้วยการกล่าวถึงใจความสำคัญของเรื่องที่เขียน 

    คุณสมบัติข้างต้นทั้ง 8 ข้อ หากมีครบในการเขียน คำนำ ก็จะทำให้ คำนั้น นั้นสมบูรณ์ที่สุด โดยการเขียนนั้น คำนำ ของเรานั้น บางครั้งอาจไม่จำเป็นต้องเรียงจาก ข้อ 1 – 8 แต่ควรที่ให้ครบใน คำนำ นั้น  

    ในส่วนของภาษาที่ใช้เขียนรายงานนั้น หากเป็นรายงานที่มีเนื้อหาทางวิชาการ ก็คงต้องภาษาทางการหน่อย แต่หากเป็นรายงานทั่ว ๆ ไป ไม่วิชาการมากนัก ก็ควรใช้ภาษาที่เป็นกันเองกับผู้อ่านจะดีกว่า 

    คำนำที่ดีต้องเป็นความคิดใหม่ ความคิดแปลก หรือความคิดสนุก ต้องมีลักษณะนำ หรือเชิญชวนให้ผู้อ่าน อ่านเรื่องของเราให้จบให้ได้ คำนำจึงเป็นส่วนสำคัญในการเรียกร้องความสนใจของผู้อ่านตั้งแต่เริ่มต้นอ่านเรื่อง และดึงดูดใจให้อ่านเรื่องไปตลอด

    ตัวอย่าง การเขียนคำนำรายงาน

    คำนำ
    คำนำ

    วิชาภาษาไทย

    ตัวอย่าง คำนำรายงาน วิชาภาษาไทย
    ตัวอย่าง คำนำรายงาน วิชาภาษาไทย

    คำนำ

               รายงานเล่มนี้จัดทำขึ้นเพื่อเป็นส่วนหนึ่งของวิชา  การศึกษาวรรณกรรมไทย เพื่อให้ได้ศึกษาหาความรู้ในเรื่องราวของวรรณกรรมไทย โดยได้ศึกษาผ่านแหล่งความรู้ต่างๆ อาทิเช่น ตำรา หนังสือ หนังสือพิมพ์ วารสาร ห้องสมุด และแหล่งความรู้จากเว็บไซต์ต่างๆ โดยรายงานเล่มนี้ต้องมีเนื้อหาเกี่ยวกับ ความหมายของวรรณกรรม ประเภทของวรรณกรรม และ ความสำคัญของวรรณกรรมต่อวัฒนธรรมไทย

                ผู้จัดทำคาดหวังเป็นอย่างยิ่งว่าการจัดทำเอกสารฉบับนี้จะมีข้อมูลที่เป็นประโยชน์ต่อผู้ที่สนใจศึกษาวรรณกรรมไทยเป็นอย่างดี

                                                                                                                      นายโชคดี มีชัย

    วิชาวิทยาศาสตร์

    ตัวอย่าง คำนำรายงาน วิชาวิทยาศาสตร์
    ตัวอย่าง คำนำรายงาน วิชาวิทยาศาสตร์

    คำนำ

                รายงานเล่มนี้จัดทำขึ้นเพื่อเป็นส่วนหนึ่งของวิชา  วิทยาศาสตร์และสิ่งแวดล้อม เพื่อให้ได้ศึกษาหาความรู้ในเรื่องราวและสิ่งต่างๆที่อยู่รอบตัวเรา โดยได้ศึกษาผ่านการทดลองทำกิจกรรมการทดลองต่างๆ เพื่อให้นักศึกษาได้รับประสบการณ์ในการทดลองทางตรงและได้ศึกษาอย่างเข้าใจเพื่อเป็นประโยชน์ต่อนักศึกษา

                ผู้จัดทำคาดหวังเป็นอย่างยิ่งว่าการจัดทำเอกสารฉบับนี้จะมีข้อมูลที่เป็นประโยชน์ต่อผู้ที่สนใจศึกษาและต้องการประสบการณ์ในการทดลองวิทยาศาตร์เป็นอย่างดี

                                                                                                                    นายโชคดี มีชัย

    วิชาการตลาด

    ตัวอย่าง คำนำรายงาน วิชาการตลาด
    ตัวอย่าง คำนำรายงาน วิชาการตลาด

    คำนำ

                รายงานเล่มนี้จัดทำขึ้นเพื่อเป็นส่วนหนึ่งของวิชา  การพัฒนาและวางแผนธุรกิจ เพื่อศึกษาหาเป็นไปได้ในการพัฒนาอารหารแปลรูปจากนมวัว โดยได้ศึกษาข้อมูลเกี่ยวกับผลิตภัณฑ์ต่างๆและตลาดอาหารแปลรูปจากนมวัว อาทิเช่น ข้อมูลด้าน กลยุทธ์ทางการตลาด กระบวนการผลิตและต้นทุน เพื่อสรุปหาความเป็นไปได้ในการสำเร็จของโครงการ

                ผู้จัดทำคาดหวังเป็นอย่างยิ่งว่าการจัดทำเอกสารฉบับนี้จะมีข้อมูลที่เป็นประโยชน์ต่อผู้ที่สนใจศึกษาวิชาพัฒนาและวางแผนธุรกิจเป็นอย่างดี

                                                                                                                       นายโชคดี มีชัย

    vertify

    ค่าโสหุ้ย

    ค่าโสหุ้ย

    ค่าโสหุ้ย (Overhead Cost) คือ ค่าใช้จ่ายที่เกิดจากการผลิตสินค้าและบริการ เป็นต้นทุนแฝงที่ผู้ประกอบการจะต้องปรับให้ค่าโสหุ้ยลดลง เพื่อลดความเสี่ยงต่อการดำเนินธุรกิจและลดภาระค่าใช้จ่ายจิปาถะต่างๆ ที่เกิดขึ้นโดยไม่ได้คาดการณ์ไว้ล่วงหน้า ซึ่งโสหุ้ยที่ดีจะต้องมีค่าน้อย เพราะถ้าโสหุ้ยมากๆจะทำให้ธุรกิจเสี่ยงต่อการขาดทุน จึงมักนำโสหุ้ยที่เป็นต้นทุนคงที่มาปรับให้เป็นต้นทุนผันแปรนั่นเอง

    ค่าโสหุ้ย

    ค่าโสหุ้ยการผลิต

    อันที่จริงถ้าให้พูดกันแบบเข้าใจง่ายๆตามหลักการทำบัญชี ค่าโสหุ้ยก็คือค่าใช้จ่ายในการดำเนินกิจการ โดยผู้ประกอบอาจจะควบคุมหรือไม่ได้ควบคุมก็ได้ แต่นั่นหมายถึงการบริหารงานที่ไม่เป็นระบบ เพราะค่าใช้จ่ายคือต้นทุนของกิจการผู้ประกอบจึงจะต้องพยายามหาวิธีให้ค่าโสหุ้ยน้อยลดมากที่สุด เพื่อผลกำไรที่คาดหวังไว้ประสบความสำเร็จนั่นเอง ยกตัวอย่างค่าโสหุ้ยในธุรกิจทั่วไปมีดังนี้

    • ค่าใช่จ่ายที่เกิดจากการขนส่ง เช่น รถส่งของจะมีค่าอะไหล่ ถือเป็นค่าโสหุ้ยเพราะไม่รู้ว่ารถจะเสียเมื่อไหร่
    • ค่าอุปกรณ์สำนักงาน เช่น กระดาษเอกสาร เพราะไม่อาจคิดได้ว่าจะต้องใช้เดือนละกี่แผ่น
    • ค่าส่วย ค่าใบสั่ง เกิดจากการขับรถผิดกฎระเบียบจราจร ทำให้เกิดค่าใช้จ่ายขึ้นมา
    • ค่าบริการลูกค้าและความสะดวกในการดำเนินกิจการ เช่น ค่าน้ำชา ค่าแป๊ะเจี๊ยะ ค่าใต้โต๊ะ
    • ค่าโทรศัพท์ติดต่อลูกค้า ค่าเข้าพบลูกค้า ถึงจะประเมินการไว้ได้แต่พอเอาเข้าจริงก็เกินงบที่ตั้งไว้นั่นคือค่าโสหุ้ย
    • ฯลฯ

    แล้วอะไรบ้างที่ไม่ใช่ค่าโสหุ้ย

    อย่างที่แนะนำไปข้างต้นว่าค่าโสหุ้ย คือค่าใช้จ่ายหรือต้นทุนแฝงที่ไม่อยากคาดเดาได้ 100% ทำให้ทุกคนคิดว่างั้นค่าใช้จ่ายทุกอย่างในบริษัทคือค่าโสหุ้ยทั้งหมดนะสิ ใครคิดแบบนี้ก็คิดถูกมาแล้วประมาณ 95% แต่ผมจะพามาเปลี่ยนความคิดเพราะว่าที่จริงแล้วจะมีค่าใช้จ่ายอื่นๆที่เราไม่ได้เรียกว่าค่าโสหุ้ย นั่นก็คือ ต้นทุน มีอะไรบ้างมาดูกัน

    • เงินเดือนลูกจ้าง , พนักงานบริษัท , บุคลากรภายในองค์กร
    • ค่าวัตถุดิบที่นำไปใช้ในการผลิต เรียกว่า ต้นทุนการผลิต
    • ค่าน้ำ ค่าไฟ ฯลฯ

    ต้นทุนการผลิตแบ่งออกเป็น 3 ประเภทคือ

    1. วัตถุดิบทางตรง (Direct Materials) คือ ต้นทุนที่สามารถระบุได้ว่าใช้วัตถุดิบในการผลิตสินค้าตัวใดตัวหนึ่งในปริมาณและต้นทุนเท่าไหร่
    2. ค่าแรงทางตรง (Direct Labor) คือ ค่าตอบแทนที่จ่ายให้กับพนักงานภายในกิจการที่มีหน้าที่เปลี่ยนวัตถุดิบเป็นสินค้าสำเร็จรูป
    3. ค่าใช้จ่ายในการผลิต (Manufacturing Overhead) หรือค่าโสหุ้ยการผลิต คือ ค่าใช้จ่ายที่เป็นต้นทุนนอกเหนือจากวัตถุดิบและค่าแรงทางตรง เช่น วัตถุดิบทางอ้อมและค่าแรงทางอ้อม ค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับสาธารณูปโภค ค่าเสื่อมราคาจากสินทรัพย์ถาวรในกิจการ

    วิธีคำนวณค่าโสหุ้ย

    การคิดค่าโสหุ้ยจะต้องใช้ข้อมูลเก่ามาประมาณการว่าควรใช้ค่าใช้จ่ายในส่วนนี้ประมาณเท่าไหร่ โดยคิดจากค่าใช้จ่ายสิ้นเปลืองต่างๆมารวมกันภายใน 1 เดือนว่ามีค่าใช้จ่ายไปทั้งหมดกี่บาท แล้วจึงเอาผลผลิตมาหารเพื่อหาค่าใช้จ่ายที่กิจการต้องนำมาคิดต้นทุนในการผลิต ยกตัวอย่างง่ายๆดังนี้

    • ค่าน้ำมันเดือนละ 2,00 บาท / เดือน
    • ค่าอะไหล่เดือนละ 3,000 บาท / เดือน
    • ค่าใบสั่งเดือนละ 1,000 บาท / เดือน
    • ค่าประกันภัยรถยนต์เดือนละ 2,000 บาท / เดือน

    โจทย์ : จงหาค่าโสหุ้ยว่าค่าขนส่งต่อเดือน/ต่อรถขนส่งสินค้าสามคัน มีค่าใช้จ่ายเป็นจำนวนเงินเท่าไหร่
    วิธีทำ : นำค่าใช้จ่ายทั้งหมดมารวมกันเท่ากับ 8,000 บาท ต่อรถขนส่งสินค้า 3 คัน จะได้ค่าโสหุ้ยของรถขนส่งสินค้าเท่ากับ 2,666.67 บาท/คัน

    เห็นไหมละครับว่าคำศัพท์ในธุรกิจบัญชีไม่ได้ง่ายอย่างที่คิด ซึ่งบางคนเรียนบัญชีโดยตรงยังไม่เข้าใจคำว่า ค่าโสหุ้ย เลยด้วยซ้ำทำให้การคิดคำนวณต้นทุนการผลิตเกิดความคลาดเคลื่อนยากต่อการวางแผนการผลิตในอนาคต หากจะให้ดีควรหาพนักงานผู้เชี่ยวชาญด้านบัญชีไว้ในกิจการสักคน แต่ก็ต้องแลกมาด้วยค่าใช้จ่ายที่มากในการจูงใจให้ทำงานกับกิจการของเรา ซึ่งถ้าให้ดีกว่านี้ควรจะหาสำนักงานบัญชีสักแห่งที่รับทำบัญชีมาจัดการในเรื่องบัญชีของกิจการของเราให้เกิดความคล่องตัวแล้วเอาเวลาไปทำอย่างอื่นน่าจะได้ผลดีกว่านะครับ

    ใบสำคัญจ่าย

    ระบบใบสำคัญจ่าย หมายถึง ระบบที่ใช้ควบคุมการจ่ายเงินที่มีเอกสารประกอบ โดยนำทั้งหมดมาตรวจสอบ และเก็บข้อมูล จดบันทึก ไว้เป็นหลักฐาน โดยกระบวนการทั้งหมด จะต้องมีการเซ็นอนุมัติจ่ายเงิน และจัดเก็บไว้ในทะเบียนใบสำคัญจ่ายอย่างครบถ้วน

    ส่วนประกอบที่สำคัญของระบบใบสำคัญจ่าย

    1. ใบสำคัญจ่าย (Voucher)
    2. ทะเบียนใบสำคัญจ่าย (Voucher register)
    3. ทะเบียนจ่ายเช็ค (Check Register)

    ทะเบียนใบสำคัญจ่าย ( Voucher register)  คือสมุดรายวันที่ใช้บันทึกรายการที่เกี่ยวกับกายจ่ายเงินทุกประเภทจากใบสำคัญจ่าย กรณีที่กิจการต้องการควบคุมการจ่ายเงินด้วยระบบใบสำคัญจ่ายจึงมีความจำเป็นอย่างมากที่จะต้องนำรายการที่จ่ายจากใบสำคัญจ่ายมาลงใน “ทะเบียนใบสำคัญจ่าย”

    ใบสำคัญจ่าย  หมายถึง ระบบที่ใช้ในการจ่ายเงินทุกรายการเพื่อชำระหนี้สินต่างๆ เป็นเอกสารที่ใช้ควบคุมภายใน เป็นส่วนหนึ่งของ ระบบใบสำคัญจ่าย

    กรณีที่ มีค่าใช้จ่ายแต่ใบเสร็จรับเงินหรือใบกำกับภาษีระบุเป็นชื่อผู้อื่น เช่น ค่าไฟฟ้า ค่าน้ำประปา เป็นต้น แต่กิจการสามารถพิสูจน์ได้ว่า กิจการเป็นผู้จ่ายเงินจริง และมีหลักฐานอื่นๆ แนบ เช่น สัญญาเช่า เป็นต้น ให้จัดทำเอกสาร “ใบสำคัญจ่าย” โดยระบุรายละเอียดดังนี้

    • ชื่อ ที่อยู่ เลขบัตรประจำตัวผู้เสียภาษีอากร ของผู้รับเงิน
    • วันที่จ่ายเงิน
    • ระบุประเภทของรายการที่จ่าย และจำนวนเงินที่จ่าย
    • ลงลายมือชื่อผู้รับเงินไว้เป็นหลักฐาน
    • มีการลงนามอนุมัติจ่ายโดยผู้มีอำนาจเท่านั้น

    หลักๆแล้ว บุคคลที่เกี่ยวข้องอาจมีมากถึง 4 คน จึงเป็นเอกสารที่ละเอียดกว่าเอกสารทั่วไป

    กรณีที่ต้องแนบหลักฐานการจ่ายเงินต่าง ๆ ได้แก่

    • หลักฐานการจ่ายเงิน เช่น สำเนาเช็คระบุชื่อผู้รับเงิน หรือหลักฐานการตัดบัญชี (Bank Statement) หรือสำเนาใบโอนเงินธนาคาร หรือสลิปโอนเงินอิเลคทรอนิกส์อื่นๆ
    • ในกรณีชำระเป็นเงินสด ต้องแนบสำเนาบัตรประจำตัวประชาชนผู้รับเงิน
    • เอกสารพิจารณาที่เกี่ยวข้อง เช่น รายงานการประชุมที่มีมติให้อนุมัติเป็นรายจ่ายได้ จดหมายผู้บริหาร คำรับรองอนุมัติรายจ่าย รายการเบิกจ่ายที่ผ่านการอนุมัติและมีลายมือชื่อผู้อนุมัติจ่าย เป็นต้น
    • หลักฐานการหักภาษี ณ ที่จ่าย

    ประโยชน์ของการจัดทำใบสำคัญจ่าย

    • เป็นหลักฐานทางบัญชี สามารใช้บันทึกบัญชีได้
    • แสดงถึงเส้นทางการอนุมัติจ่ายเงิน (ชื่อ ผู้รับ ผู้จ่าย ผู้ตรวจ) โดยบุคคลที่เกี่ยวข้องกัน
    • ช่วยในการควบคุมค่าใช้จ่ายภายในบริษัท เมื่อกิจการต้องใช้ระบบใบสำคัญจ่าย
    • สามารถตรวจสอบยืนยันความถูกต้องและเกี่ยวข้องกันได้หลายบุคคล 
    ประโยชน์ของการจัดทำใบสำคัญจ่าย

    การจัดทำใบสำคัญจ่าย

    1. ตรวจสอบเอกสารที่ต้องการจ่ายชำระ
    2. นำเอกสารใบแจ้งหนี้เงินแนบติดกับใบสำคัญจ่าย
    3. การบันทึกประวัติทะเบียนใบสำคัญจ่าย
    4. เก็บใบสำคัญจ่ายที่ยังไม่ได้ชำระ
    5. การจ่ายเงินใบสำคัญจ่ายที่ถึงกำหนดชำระ

    *หมายเหตุ* ใบสำคัญจ่ายจำเป็นต้องระบุการจ่ายชำระเงิน เช่น เงินสด เช็ค การโอนเงิน หรือ วิธีอื่นๆ

    ดาวน์โหลดแบบฟอร์มต่างๆ

    ภาษีหัก ณ ที่จ่าย

    ภาษีหัก ณ ที่จ่าย (Withholding tax) คือ เงินที่รัฐบาลจัดเก็บจากบุคคลหรือกิจการ ที่ประกอบธุรกิจเกี่ยวกับการให้บริการ เนื่องจาก ภาษีมูลเพิ่ม (VAT) ที่รัฐบาลจัดเก็บจากสินค้าไม่สามารถใช้ได้กับธุรกิจให้บริการ เพราะรัฐไม่สามารถทราบได้ถึงจำนวนเงินที่ผู้รับบริการ จ่ายให้กับ ผู้ให้บริการ เนื่องจากเงินที่จ่ายมาจากความพึ่งพอใจในให้บริการของทั้ง 2 ฝ่าย

    “ภาษีเงินได้หัก ณ ที่จ่าย เป็นการจัดเก็บภาษีล่วงหน้ากำหนดให้ผู้จ่ายเงินได้มีหน้าที่หักภาษีจากเงินที่จ่ายให้แก่ผู้รับทุกครั้งที่จ่าย ซึ่งการหักภาษีต้องเป็นไปตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขที่กำหนด หลังจากนั้นให้นำเงินส่งกรมสรรพากร”
    “ภาษีเงินได้หัก ณ ที่จ่าย เป็นการจัดเก็บภาษีล่วงหน้ากำหนดให้ผู้จ่ายเงินได้มีหน้าที่หักภาษีจากเงินที่จ่ายให้แก่ผู้รับทุกครั้งที่จ่าย ซึ่งการหักภาษีต้องเป็นไปตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขที่กำหนด หลังจากนั้นให้นำเงินส่งกรมสรรพากร”

    อัตราภาษีที่ต้องคำนวณ ภาษีเงินได้หัก ณ ที่จ่าย

    • กรณีผู้รับเป็นผู้มีหน้าที่เสียภาษีเงินได้ บุคคลธรรมดา (ภ.ง.ด.3)
    • กรณีผู้รับเป็นผู้มีหน้าที่เสียภาษีเงินได้ นิติบุคคล (ภ.ง.ด.53)

    ผู้มีหน้าที่หักภาษี เงินได้ ณ ที่จ่าย ต้องปฏิบัติอย่างไร?

    1. มีและใช้เลขประจำตัวผู้เสียภาษีอากร (เว้นแต่บุคคลธรรมดาที่ไม่ต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่ม ให้ใช้เลขประจำตัวประชาชนแทน)
    2. หักภาษี ณ ที่จ่ายทุกคราวที่จ่ายเงินได้ ซึ่งมีกฎหมายกำหนดให้หักภาษี ณ ที่จ่าย
    3. ออกหนังสือรับรองการหักภาษี ณ ที่จ่าย ให้แก่ผู้ถูกหักภาษี ในกรณีที่เป็นรัฐบาล องค์การ ของรัฐบาล เทศบาล สุขาภิบาล หรือองค์การบริหาร ราชการส่วนท้องถิ่นอื่น ให้เจ้าพนักงานผู้จ่ายเงินได้ ออกใบรับสำหรับค่าภาษีที่ได้หักไว้ให้แก่ผู้รับเงิน
    4. นำส่งภาษีที่ได้หักไว้ภายใน 7 วัน นับแต่วันสิ้นเดือนของเดือนที่จ่ายเงินต่อสำนักงาน สรรพากรพื้นที่สาขาในท้องที่ที่ผู้มีหน้าที่หักภาษี เงินได้ ณ ที่จ่ายมีสำนักงานตั้งอยู่

    หนังสือรับรองหัก ณ ที่จ่าย

    การออกหนังสือรับรองการหักภาษี ณ ที่จ่าย ตามมาตรา 50 ทวิแห่งประมวลรัษฎากร ให้ออกหนังสือรับรองการหักภาษี ณ ที่จ่าย อย่างน้อยต้องมีข้อความตามแบบที่อธิบดีกรมสรรพากรกำหนด
    การออกหนังสือรับรองการหักภาษี ณ ที่จ่าย ตามมาตรา 50 ทวิแห่งประมวลรัษฎากร ให้ออกหนังสือรับรองการหักภาษี ณ ที่จ่าย อย่างน้อยต้องมีข้อความตามแบบที่อธิบดีกรมสรรพากรกำหนด

    การออกหนังสือรับรองการหักภาษี ณ ที่จ่าย ตามมาตรา 50 ทวิ แห่งประมวลรัษฎากร ให้ออกหนังสือรับรองการหักภาษี ณ ที่จ่าย อย่างน้อยต้องมีข้อความตามแบบที่อธิบดีกรมสรรพากรกำหนด

    (ดูตัวอย่าง) ให้แก่ผู้ถูกหักภาษี ณ ที่จ่าย 2 ฉบับมีข้อความตรงกัน โดยหนังสือรับรองการหักภาษี ณ ที่จ่าย ต้องมีข้อความด้านบนแต่ละฉบับดังนี้

    • ฉบับที่ 1 มีข้อความว่า “สำหรับผู้ถูกหักภาษี ณ ที่จ่ายใช้แนบพร้อมกับแบบแสดงรายการ”
    • ฉบับที่ 2 มีข้อความว่า “สำหรับผู้ถูกหักภาษี ณ ที่จ่ายเก็บไว้เป็นหลักฐาน”

    กำหนดเวลาออกหนังสือรับรองการหักภาษี ณ ที่จ่าย

    1. กรณีจ่ายเงินเดือน ค่าจ้าง ค่านายหน้า บำเหน็จ ฯลฯ กรณีจ่ายเงินได้พึงประเมนประเภทเงินเดือน ค่าจ้าง ค่านายหน้า บำเหน็จ บำนาญ ตามมาตรา 40 (1) (2) แห่งประมวลรัษฎากร  ให้ออกหนังสือรับรองการหักภาษี ณ ที่จ่าย ภายในวันที่ 15 กุมภาพันธ์ ของปีถัดจากปีภาษี (กรณีผู้ถูกหักภาษี ณ ที่จ่ายทำงานจนถึงสิ้นปีภาษี) หรือภายใน 1 เดือน นับแต่วันที่ผู้ ถูกหักภาษี ณ ที่จ่ายออกจากงานในระหว่างปีภาษี
    2. กรณีจ่ายเงินได้อื่น ๆ กรณีจ่ายเงินได้พึงประเมนประเภทอื่นๆ ตามมาตรา 40 (3) (4) (5) (6) (7) หรือ (8) แห่ง ประมวลรัษฎากรให้ออกหนังสือรับรองการหักภาษี ณ ที่จ่ายในทันทีทุกครั้งที่มีการหักภาษี ณ ที่จ่าย

    วิธีจัดทำหนังสือรับรองการหักภาษี ณ ที่จ่าย

    1. จัดทำเป็นภาษาไทยหรือภาษาอังกฤษ แต่ถ้าทำเป็นภาษาต่างประเทศอื่นต้องมีคำแปลภาษา ไทยกำกับ ส่วนตัวเลขให้ใช้เลขไทยหรือเลขอารบิค หมายเลขลำดับของหนังสือรับรองการหักภาษี ณ ที่จ่าย และหมายเลขลำดับของเล่ม (หาก ไม่ได้จัดทำเป็นเล่ม จะไม่มีหมายเลขลำของเล่มก็ได้)
    2. ให้จัดทำสำเนาคู่ฉบับ (ฉบับที่ 3 นอกเหนือจากฉบับที่ 1 และ2 ) ไว้ด้วย เพื่อใช้เป็น หลักฐานในกรณีที่ได้ออกหนังสือรับรองการหักภาษี ณ ที่จ่าย ให้แก่ผู้ถูกหักภาษี ณ ที่จ่ายแล้ว แต่ชำรุด สูญหาย ให้ผู้มีหน้าที่ ออกหนังสือรับรองการหักภาษี ณ ที่จ่าย โดยการออกใบแทนหนังสือรับรองการหักภาษี
          • การออกใบแทน ต้องมีข้อความว่า “ใบแทน” และลงลายมือชื่อรับรองด้วย
    3. รายการประเภทเงินได้พึ่งประเมินที่จ่ายในหนังสือรับรองภาษี ณ ที่จ่าย จะระบุประเภทเงินได้พึ่งประเมินที่จ่ายเพียงประเภทเดียว โดยจะไม่ระบุประเภทอื่นด้วยก็ได้
    4. กรณีผู้มีหน้าที่ ออกหนังสือรับรองการหักภาษี ณ ที่จ่าย ซึ่งได้มีการหักภาษี ณ ที่จ่ายจากเงิน ได้พึงประเมินตามมาตรา 40 (1) แห่งประมวลรัษฎากร (เงินเดือน ค่าจ้าง ฯลฯ) และได้มีการหักเงินได้ดังกล่าวเขากองทุนสำรองเลี้ยงชีพ กองทุนประกันสังคม กองทุน บำเหน็จบำนาญข้าราชการ (กบข.) และกองทุนสงเคราะห์ตามกฎหมายว่าด้วยโรงเรียนเอกชน จะระบุ จำนวนเงินที่ได้หักจากเงินได้ดังกล่าวของผู้มีเงินได้เข้ากองทุนดังกล่าวในแต่ละประเภทภาษีในหนังสือรับรองการ หักภาษี ณ ที่จ่ายก็ได้
    5. การลงชื่อของผู้มีหน้าที่หักภาษีเงินได้ ณ ที่จ่าย ในหนังสือรับรองการหักภาษี ณ ที่จ่าย จะใช้ วิธีประทับลายมือชื่อ ด้วยตรายาง หรือจะพิมลายมือชื่อโดยเครื่องคอมพิวเตอร์ที่ได้มีการเก็บลายมือไว้ก็ได้ (SCAN)
    6. กรณีจ่ายเงินได้ตามมาตรา 50 (4) แห่งประมวลรัษฎากร เฉพาะกรณีที่จดแจ้งการหักภาษีไว้ ในฎีกาเบิกเงินและได้ออกใบรับรองการหักภาษี ณ ที่จ่าย ตามระเบียบของทางราชการแล้ว ให้ยกเว้นการ ออกหนังสือรับรองการหักภาษี ณ ที่จ่าย

    การกรอกรายการในหนังสือรับรองการหักภาษี ณ ที่จ่าย

    ผู้มีหน้าที่หักภาษี ณ ที่จ่าย

    1. ให้กรอกเลขประจำตัวประชาชน หรือเลขประจำตัวผู้เสียภาษีอากร ชื่อ ที่อยู่ ของผู้มีหน้าที่หัก
    2. ให้กรอกเลขประจำตัวประชาชน หรือเลขประจำตัวผู้เสียภาษีอากร ชื่อ ที่อยู่ ของผู้ถูกหัก
    3. ทำเครื่องหมาย “ 3” ลงในช่อง “…” หน้าประเภทแบบยื่นรายการภาษีเงินได้หัก ณ ที่จ่าย
    4. และกรอกรายละเอียดตามประเภทที่จ่ายเงินได้ และต้องการหักภาษี ณ ที่จ่าย

    การลงลายมือชื่อ

    • ให้ลงลายมือชื่อผู้จ่ายเงินหรือผู้ที่ได้รับมอบหมาย
    • ระบุ วัน เดือน ปี ที่ออกหนังสือรับรองฯ
    • ประทับตรานิติบุคคล (ถ้ามี)
    • ประเภทที่ต้อง

    ค่าใช้จ่ายที่ต้องทำ หัก ณ ที่จ่าย มีอะไรบ้าง

    หัก 1% สำหรับค่าขนส่ง

    ทุกๆ ครั้งที่มีการขายของและขนส่ง โดยที่บริษัทหรือนิติบุคคลที่ให้บริการจะต้องขึ้นทะเบียนเป็นผู้ให้บริการขนส่ง เช่น บริการขนส่งสินค้าจากบริษัท โลจิสติกส์ เป็นต้น จะต้อง หัก ณ ที่จ่าย 1% แต่ถ้าคุณยังไม่ได้ขึ้นทะเบียนเป็นนิติบุคคลก็ยังไม่ต้องหัก

    หัก 2% สำหรับค่าโฆษณา

    การโฆษณาสินค้าตามสื่อโฆษณาต่างๆ ผ่านเอเจนซี บริษัทรับโฆษณา เพื่อช่วย “ประกาศ” ให้แบรนด์หรือสินค้าเป็นที่รู้จักผ่านสื่อสิ่งพิมพ์ หรือช่องทางโซเชียลมีเดียต่างๆ เช่น Facebook, Instagram ที่ไม่ใช่บริการด้านการตลาด ทำหัก ณ ที่จ่าย 2%

    หัก 3% สำหรับจ้างรับเหมาหรือบริการต่างๆ

    ค่าบริการที่เกิดขึ้นในกิจการทุกอย่างจะต้องมีการ หัก ณ ที่จ่าย 3% เช่น บริการรับจ้างทำของ จ้างทำนามบัตร จ้างทำกราฟิก จ้างช่างภาพมาถ่ายรูป จ้างบล็อกเกอร์รีวิวสินค้า จ้างตกแต่งภายใน บริการสถานที่ ซอฟต์แวร์ โทรศัพท์ อินเทอร์เน็ต ก็เข้าข่ายนี้ เพราะถือเป็นการให้บริการ

    หัก 5% สำหรับค่าเช่าอสังหาริมทรัพย์

    คนที่ไม่มีสถานที่เป็นของตนเอง หากจะดูว่าเป็นค่าเช่าหรือค่าบริการให้ดูจากสิทธิในการถือกุญแจ ถ้าเช่าสถานที่เพื่อจัดสัมมนา หรือจัดอีเวนต์ชั่วคราวถือเป็นค่าบริการ ทำหัก ณ ที่จ่าย 3% แต่ถ้าเราถือกุญแจจะถือเป็นค่าเช่าสถานที่ต้องหัก ณ ที่จ่ายจากเจ้าของที่ดิน 5%

    นอกจากนี้ยังมีค่าใช้จ่ายอื่นๆ อีกที่ต้องหัก 5% เช่น เช่ารถยนต์ ค่าจ้างนักแสดง ดารา นักร้อง อาชีพเพื่อการบันเทิง และเงินรางวัลจากการแข่งขันหรือการชิงโชคต่างๆ ด้วย

    ไม่หัก สำหรับยอดที่ไม่เกิน 1,000 บาท

    สำหรับยอดเล็กๆ ที่ไม่ถึง 1,000 บาท เช่น จ้างทำรูป หรือนามบัตรเพียงครั้งเดียว ทางกรมสรรพากรมีข้อกำหนดว่าไม่ต้องทำการหักภาษี ณ ที่จ่าย

    หากไม่นำส่ง หรือ ส่งไม่ครบถ้วน

    1. ถ้าผู้จ่ายเงินซึ่งมีหน้าที่หักภาษี ณ ที่จ่าย มิได้หักและนำเงินส่ง หรือได้หักและนำเงินส่งแล้ว แต่ไม่ครบจำนวนที่ถูกต้อง ผู้จ่ายเงินต้องรับผิด ร่วมกับผู้มีเงินได้ในการเสียภาษีที่ต้องชำระตาม จำนวนเงินภาษีที่มิได้หักและนำส่ง หรือตามจำนวน เงินที่ขาดไปแล้วแต่กรณี ในกรณีที่ผู้จ่ายเงินได้ หักภาษีไว้แล้ว ให้ผู้มีเงินได้ซึ่งต้องเสียภาษี พ้นความรับผิดที่จะชำระเงินภาษีเท่าจำนวนที่ผู้จ่าย เงินได้หักไว้ และให้ผู้จ่ายเงินรับผิดชำระภาษีจำนวน นั้นแต่ฝ่ายเดียว (มาตรา 54 แห่งประมวลรัษฎากร)
    2. ถ้าผู้จ่ายเงินซึ่งมีหน้าที่หักภาษี ณ ที่จ่าย ไม่นำเงินภาษีที่ตนมีหน้าที่หักไปนำส่งภายใน กำหนดเวลา จะต้องรับผิดเสียเงินเพิ่มอีกร้อยละ 5 ต่อเดือน หรือเศษของเดือนของเงินภาษีที่ต้องเสีย หรือนำส่งโดยไม่รวมเบี้ยปรับ

    vertify

    ใบเสร็จรับเงิน

    ใบเสร็จรับเงิน ( receipt) หรือ ใบเสร็จ เป็นเอกสารที่ผู้รับเงินออกให้เพื่อเป็นหลักฐานแสดงว่าได้รับเงินเป็นการถูกต้องแล้ว การออกเอกสารดังกล่าวบางกรณีอาจออกเป็นเอกสารอิเล็กทรอนิกส์ก็ได้ ในใบเสร็จรับเงินทั่วไปมักระบุรายการสินค้าหรือบริการที่ซื้อขายกันและราคาที่ตกลงชำระ ซึ่งอาจระบุข้อมูลภาษีที่เกี่ยวข้องที่ผู้รับชำระเงินเก็บและนำส่งรัฐบาลอีกด้วย

    ใบเสร็จรับเงิน
    ใบเสร็จรับเงิน

    ใบเสร็จรับเงินในประเทศไทยอาจจำแนกตามลักษณะการออกเอกสารได้เป็น 2 ลักษณะ ได้แก่

    • บิลเหลือง หรือ ใบเสร็จ รับเงินที่ออกให้โดยผู้ประกอบการที่ไม่อยู่ในระบบภาษีมูลค่าเพิ่ม
    • ใบเสร็จรับเงินที่ออกโดยผู้ประกอบการที่จดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม
      • ใบเสร็จรับเงิน/ใบกำกับภาษีอย่างย่อ ไม่มีข้อมูลที่อยู่ลูกค้า เช่น เอกสารแผ่นเล็กๆ ที่ได้มาเมื่อซื้อสินค้าในร้านสะดวกซื้อ ถือว่าเป็นใบเสร็จรับเงินและใบกำกับภาษีในใบเดียวกัน
      • ใบเสร็จรับเงิน/ใบกำกับภาษีเต็มรูปแบบ มักเป็นเอกสารชุดที่ออกพร้อมใบกำกับภาษี

    วิธีออกใบเสร็จรับเงิน

    ผู้ประกอบการจะออกใบเสร็จรับเงินได้ ก็ต่อเมื่อ ได้มีให้บริการหรือมีเกิดการขายแล้ว และได้รับเงินตามจำนวนที่ได้ให้บริการ หรือ ขาย แล้วเท่านั้น ไม่ขอก็ต้องออกให้!! (มาตรา 127 ทวิ ตามประมวลรัษฎากร)

    “ผู้ใดโดยตนเองหรือโดยสมคบกับผู้อื่นทำให้ไม่มีการออกใบรับหรือไม่ออกใบรับให้ในทันทีที่รับเงินหรือรับชำระราคาตามมาตรา 105 หรือออกใบรับเป็นจำนวนเงินน้อยกว่าที่รับเงินหรือรับชำระราคาจริง ต้องระวางโทษปรับไม่เกินห้าร้อยบาท หรือจำคุกไม่เกินหนึ่งเดือน หรือทั้งปรับทั้งจำ

    ( พระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ 16) พ.ศ. 2502 ใช้บังคับ 5 พ.ย. 2502 เป็นต้นไป )ใบเสร็จรับเงิน เป็นหลักฐานในการรับเงิน ที่ผู้ขาย ออกให้กับผู้ซื้อ เพื่อเป็นการยืนยันว่าได้รับเงินเรียบร้อยแล้ว ซึ่งตามกฎหมายกำหนดให้ออกใบเสร็จเมื่อมีการซื้อขายเกิน 100 บาท 

    8 ส่วนประกอบที่สำคัญของใบเสร็จรับเงิน ดังนี้

    1. คำว่า “ใบเสร็จรับเงิน” หรือ “ใบกำกับภาษี”
    2. ชื่อที่อยู่ ของผู้ขายสินค้าหรือบริการ (ระบุ สนง. หรือ สาขา)
    3. เลขประจำตัวผู้เสียภาษีอากรของผู้ขายสินค้าหรือบริการ(ถ้ามี)
    4. หมายเลขหรือลำดับของเลขที่ออกใบเสร็จรับเงิน
    5. วันที่ออกใบเสร็จรับเงิน
    6. ชื่อที่อยู่ ของผู้ซื้อสินค้าหรือบริการ
    7. รายละเอียดสินค้าหรือบริการที่ออกใบเสร็จรับเงินหรือใบกำกับภาษี
    8. จำนวนเงินที่ได้รับ เพื่อนำมาคำนวณภาษี(ถ้ามี)

    ใบเสร็จรับเงิน สามารถออกทับกับใบต่างๆได้ เช่น

    • ใบเสร็จรับเงิน/ใบกำกับภาษี
    • ใบแจ้งหนี้/ใบเสร็จรับเงิน
    • ใบส่งของ/ใบเสร็จรับเงิน เป็นต้น

    กรณียังไม่มีใบเสร็จที่ใช้ในกิจการ

    สามารถหาซื้อบิลเงินสดทั่วไป โดยเขียนชื่อบริษัทด้วยลายมือ หรือ การใช้ตารางประทับตราชั่วคราวไปก่อนก็ได้

    การออกใบเสร็จปลอม ผิดกฎหมายหรือไม่?

    หากถามว่าผิดไหม ก็อาจจะตอบได้ไม่ยากในทางความคิด คือ ต้องผิด!! อยุ่แล้ว แต่การออกใบเสร็จปลอม ไม่ได้มีแค่ความผิดเดียวแน่ๆ ส่งผลกระทบต่อหลายฝ่าย หากใบเสร็จนั้นมีมูลค่าสูง ผมกระทบก็สูงไปตามไปด้วย ซึ้งตัวอย่างที่เห็นได้ชัด อาจผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 264 ความว่า

    ใบเสร็จรับเงิน
    ใบเสร็จรับเงิน

    ทั้งนี้ความผิด ตามกฎหมายอื่นก็ขึ้นอยู่กับผู้เสียหายว่าจะดำเนินการฟ้องในคดีใดได้บ้างอีกด้วย

    ใครบ้างที่ใช้ใบเสร็จรับเงิน

    ไม่ว่าจะเป็นบุคคลธรรมดาหรือนิติบุคคลก็มีสิทธิออกใบเสร็จรับเงิน แต่ โดยปกติแล้วทั่วไปแล้ว หากเป็นกิจการที่ไม่ได้อยู่ใน ระบบภาษีมูลค่าเพิ่มก็จะใช้ใบเสร็จรับเงินเกือบทั้งหมด แต่หากกิจการของท่านจำเป็นต้อง ประกอบการค้า กับบุคคล หรือ นิติบุคคล ที่อยู่ในระบบภาษีมูลค่าเพิ่ม ท่านก็ไม่สามารถออกใบเสร็จรับเงินเพียงอย่างเดียวได้ จำเป็นต้องเข้าสู่ระบบภาษีมูลค่าเพิ่ม (จด VAT) เพื่อออก (ใบเสร็จรับเงิน/ใบกำกับภาษี ) ควบคู่กันไปด้วย

    ไม่ว่าจะเป็นใบเสร็จรับ หรือบิลเงินสดก็สามารถใช้เป็นหลักฐานยื่นต่อกรมสรรพากรได้ เพียงแต่จะต้องเป็นเอกสารที่มีข้อมูลถูกต้องครบถ้วนตรงกับข้อกำหนดของกรมสรรพากร

    ตัวอย่างใบเสร็จรับเงิน

    ตัวอย่างใบเสร็จรับเงิน

    ดาวน์โหลด ตัวอย่างแบบฟอร์มใบเสร็จรับเงิน

    Information technology

    เทคโนโลยีสารสนเทศ (Information Technology) คือ การนำเอาเทคโนโลยีมาใช้สร้างมูลค่าเพิ่มให้กับสารสนเทศ ทำให้สารสนเทศมีประโยชน์ และใช้งานได้กว้างขวางมากขึ้น

    เทคโนโลยีสารสนเทศ
    เทคโนโลยีสารสนเทศ

    เทคโนโลยีสารสนเทศ หรือ ไอที คือการประยุกต์ใช้คอมพิวเตอร์และอุปกรณ์โทรคมนาคม เพื่อจัดเก็บ ค้นหา ส่งผ่าน และจัดดำเนินการข้อมูล ซึ่งมักเกี่ยวข้องกับธุรกิจหนึ่งหรือองค์การอื่น ๆ ศัพท์นี้โดยปกติก็ใช้แทนความหมายของเครื่องคอมพิวเตอร์และเครือข่ายคอมพิวเตอร์ และยังรวมไปถึงเทคโนโลยีการกระจายสารสนเทศอย่างอื่นด้วย เช่น โทรทัศน์และโทรศัพท์ อุตสาหกรรมหลายอย่างเกี่ยวข้องกับเทคโนโลยีสารสนเทศ ตัวอย่างเช่น ฮาร์ดแวร์ ซอฟต์แวร์ อิเล็กทรอนิกส์ อุปกรณ์กึ่งตัวนำ อินเทอร์เน็ต อุปกรณ์โทรคมนาคม การพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ และบริการทางคอมพิวเตอร์

    ความหมาย เทคโนโลยีสารสนเทศ

    คำว่า เทคโนโลยีสารสนเทศ ( Information Technology: IT ) เรียกย่อว่า”ไอที”ประกอบด้วยคำว่า”เทคโนโลยี” และคำว่า”สารสนเทศ” นำมาร่วนกันเป็น”เทคโนโลยีสารสนเทศ” และคำว่าเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร ( Information and Communication Technology: ICT ) หรือเรียกย่อว่า”ไอซีที”ประกอบด้วยคำที่มีความหมายดังนี้

      • เทคโนโลยี่( Technology ) หมายถึง การนำความมรู้ด้านวิทยาศาสตร์มาประยุกต์ในการพัฒนาเครื่องมือ เครื่องใช้ อุปกรณ์ วิธีการและกระบวนการ 
      • สารสนเทศ( Information ) หมายถึง ผลลัพธ์ที่เกดจากการนำข้อมูลมาผ่านกระบวนการต่างๆ อย่างมีระบบ 

    ดังนั้น เทคโนโลยีสารสนเทศ หมายถึง การนำความรู้ทางด้านวิทยาศาสตร์มาประยุกต์ใช้เพื่อสร้างหรือจัดการสารสนเทศอย่างเป็นระบบและรวดเร็ว โดยอาศัยเทคโนโลยีทางด้านคอมพิวเตอร์ เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร ตามแผ่นแม่บท เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารประเทศไทย พ.ศ. 2545-2549 หมายถึง เทคโนโลยีเกี่ยวข้องกับข่าวสารข้อมูล และการสื่อสารนับตั้งแต่การสร้าง การนำมาวิเคราะห์หรือการประมวลผลสื่อสารประเทศไทย พ.ศ. 2545-2549 หมายถึง เทคโนโลยีเกี่ยวข้องกับข่าวสารข้อมูล และการสื่อสารนับตั้งแต่การสร้าง การนำมาวิเคราะห์หรือการประมวลผล 

    ระบบสารสนเทศ

    ระบบสารสนเทศ (Information System หรือ IS) เป็นระบบพื้นฐานของการทำงานต่างๆ ในรูปแบบของการเก็บ (input) การประมวลผล (processing) เผยแพร่ (output) และมีส่วนจัดเก็บข้อมูล (storage)

    องค์ประกอบของระบบสารสนเทศที่ต้องมี ฮาร์ดแวร์, ซอฟต์แวร์, มนุษย์, กระบวนการ, ข้อมูล, เครือข่าย

    1. ข้อมูล (Data) หมายถึง ค่าของความจริงที่ปรากฏขึ้น โดยค่าความจริงที่ได้จะนำมาจัดการปรับแต่งหรือประมวลผลเพื่อให้ได้สารสนเทศที่ต้องการ
    2. สารสนเทศ (Information) คือ กลุ่มของข้อมูลที่ถูกตามกฎเกณฑ์ตามหลักความสัมพันธ์ เพื่อให้ข้อมูลเหล่านั้นมีประโยชน์และมีความหมายมากขึ้น
    3. การจัดการ (Management) คือ การบริหารอย่างเป็นระบบ เป็นการกำหนดเป้าหมายและทิศทางการจัดการขององค์กรนั้น ซึ่งต้องมีการวางแผน กำหนดการ และจัดการทรัพยากรภายในองค์กร เพื่อให้บรรลุถึงวัตถุประสงค์ขององค์กรนั้นๆ

    องค์ประกอบที่สำคัญของระบบสารสนเทศมี 5 ส่วนคือ 

    • ฮาร์ดแวร์(เครื่องจักรอุปกรณ์)
    • ซอฟต์แวร์
    • ข้อมูล
    • บุคลากร
    • ขั้นตอนการปฏิบัติงาน
    1. ฮาร์ดแวร์ (Hardware) หมายถึง เครื่องคอมพิวเตอร์ซึ่งเป็นเครื่องมือที่ช่วยในการจัดการสารสนเทศ คอมพิวเตอร์ช่วยประมวลผล คัดเลือก คำนวณ หรือพิมพ์รายงาน ผลตามที่ต้องการ คอมพิวเตอร์เป็นอุปกรณ์ที่ทำงานได้รวดเร็ว มีความแม่นยำในการทำงาน และทำงานได้ต่อเนื่อง คอมพิวเตอร์และอุปกรณ์ต่างๆ สามารถแบ่งเป็น  3 หน่วย คือ
        • หน่วยรับข้อมูล (Input unit)ได้แก่ แป้นพิมพ์ เมาส์  ไมโครโฟน
        • หน่วยประมวลผลกลาง (Central Processing Unit : CPU)
        • หน่วยแสดงผล (Output unit)ได้แก่ จอภาพ ลำโพง เครื่องพิมพ์
    2. ซอฟต์แวร์ (Software)  ชุดคำสั่งป็นส่วนของระบบคอมพิวเตอร์ที่ใช้ในการจัดเก็บและประมวลผลข้อมูล แบ่งย่อยได้ตามนี้
        • ซอฟต์แวร์ระบบใช้ในการทำให้คอมพิวเตอร์ฮาร์ดแวร์ทำงานกับระบบคอมพิวเตอร์ได้ โดยรวมถึงระบบปฏิบัติการ ไดรเวอร์ และระบบหลักของคอมพิวเตอร์ต่าง ๆ
        • ซอฟต์แวร์ประยุกต์ ช่วยให้ผู้ใช้งานสามารถดำเนินงานต่าง ๆ โดยทั่วไปเช่น โปรแกรมสำนักงาน ฐานข้อมูล คอมพิวเตอร์เกม เว็บเบราว์เซอร์ หรือ ชุดคำสั่งที่เขียนขึ้นเพื่อให้เครื่องคอมพิวเตอร์ทำงานตามวัตถุประสงค์เฉพาะอย่าง
    3. ข้อมูลจะถูกรวบรวมและป้อนเข้าสู่เครื่องคอมพิวเตอร์โดยผ่านอุปกรณ์ของหน่วยรับเข้า เช่น คีย์บอร์ด เมาส์ และสแกนเนอร์ (scanner) 
    4. บุคลากร เป็นส่วนประกอบที่สำคัญ เพราะบุคลากรที่มีความรู้ ความสามารถ และเข้าใจวิธีการให้ได้มาซึ่งสารสนเทศ จะเป็นผู้ดำเนินการ ในการทำงานทั้งหมด 
    5. ขั้นตอนการปฏิบัติ ระเบียบวิธีการปฏิบัติงานในการจัดเก็บรักษาข้อมูลให้อยู่ในรูปแบบที่จะทำให้เป็นสารสนเทศได้ เช่น การกำหนดให้มีการป้อนข้อมูลทุกวัน การปรับปรุงแก้ไขข้อมูลให้ถูกต้องอยู่เสมอ

    กระบวนการทำงานของระบบสารสนเทศ

    กระบวนการทำงานของระบบสารสนเทศ

    ระบบสารสนเทศประกอบด้วยกระบวนการทำงานหลักๆ ดังต่อไปนี้

    1. การนำเข้าข้อมูล (Input) เป็นการนำข้อมูลดิบ (Data) ที่ได้จากการเก็บรวบรวมเข้าสู่ระบบ เพื่อนำไปประมวลผลให้เป็นสารสนเทศ เช่น การบันทึกการขายรายวัน,บันทึกคะแนนเก็บของนักเรียน ฯลฯ
    2. การประมวลผลข้อมูล (Process) เป็นการคิด คำนวณ หรือเปลี่ยนแปลงข้อมูลดิบให้เป็นสารสนเทศ อาจทำได้ด้วยการเรียงลำดับ การคำนวณ การจัดรูปแบบ และการเปรียบเทียบตัวอย่างการประมวลผล เช่น การคำนวณรายได้ของผู้ปกครอง การนับจำนวนวันหยุดราชการบนปฏิทิน ฯลฯ
    3. การแสดงผล (Output) เป็นการนำผลลัพธ์ที่ได้จากการประมวลผลมาแสดงในรูปแบบที่ผู้ใช้ต้องการ เพื่อส่งเสริมหรือช่วยในการตัดสินใจ
    4. การจัดเก็บข้อมูล (Storage) เป็นการจัดเก็บข้อมูลดิบหรือสารสนเทศทั้งหมดที่เกี่ยวข้องกับระบบสารสนเทศ เนื่องจากการนำข้อมูลดิบเข้าสู่ระบบมีการจัดเก็บจนถึงระยะยาวระยะหนึ่งแล้วจึงนำไปประมวลผล

    vertify

    ใบเสนอราคา

    ใบเสนอราคา Quotation ใบเสนอราคาเป็นเอกสารที่ผู้ขาย (ผู้ประกอบการ) ออกให้กับผู้ที่สนใจ (ลูกค้า) เพื่อแสดงรายละเอียดเกี่ยวกับสินค้าและบริการก่อนที่จะตัดสินใจซื้อ ภายในเอกสารใบเสนอราคาจะมีข้อมูลการชี้แจงรายการสินค้า บริการ เงื่อนไข และข้อกำหนดอย่างชัดเจน เพื่อส่งต่อให้ผู้ที่สนใจสินค้า และบริการของคุณได้นำไปพิจารณาก่อนการตัดสินใจซื้อ ในฐานะของผู้ประกอบการควรสร้างความน่าเชื่อถือให้กับธุรกิจด้วยการเปิดใบ เสนอราคา

    ใบเสนอราคา
    ใบเสนอราคา

    มีอะไรที่แสดงอยู่ในใบเสนอราคา

    ข้อมูลที่ควรมีในใบเสนอราคา ประกอบไปด้วย

    • ภาพโลโก้บริษัท
    • รหัสสินค้า / บริการ คำอธิบายรายการของสินค้า/บริการ จำนวน , ราคาต่อหน่วย, มูลค่าก่อนภาษี หมายเหตุ
    • รายละเอียดชื่อบริษัท ที่อยู่ เลขประจำตัวผู้เสียภาษี และสำนักงานสาขา ของฝ่ายเจ้าของธุรกิจ (ผู้ขาย หรือผู้ให้บริการ) และฝ่ายลูกค้า (ผู้ซื้อ)
    • อีเมล เบอร์โทรศัพท์ และชื่อโครงการ
    • วิธีการชำระ / เครดิตการชำระเงิน (หากมี) ให้ลูกค้าทราบ
    • ช่องผู้อนุมัติ และช่องยอมรับใบเสนอราคา
    • ช่องทางการชำระเงิน
    แบบฟอร์มใบเสนอราคา

    ความสำคัญของใบเสนอราคา

    • ใบเสนอราคาถึงเป็นสัญญาฉบับหนึ่งตามคำวินิฉัยของกรมสรรพากร 
    • มีความน่าจะเป็นสูงที่ลูกค้าจะใช้ในการตัดสินใจ ซื้อ หรือ ใช้บริการ 
    • ลายละเอียดให้ครบถ้วน เช่น เงื่อนไขการชำระ รายละเอียดสินค้า จำนวน ประเภท ลักษณะ ทำให้ไม่สับสนในการซื้อ 
    • ใบเสนอราคาไม่ถึอเป็นใบแจ้งหนี้ หรือการออกใบเสร็จ 

    ออกใบเสนอราคาต้องบันทึกบัญชีไหม? 

    การออกใบเสนอราคาในทางบัญชี และภาษี จะยังไม่ถึงว่าเป็นการขาย จึงไม่จำเป็นต้องบันทึกบัญชี แต่อาจะเป็นการจดโน็ต หรือ การลงลายละเอียดเปิดฐานข้อมูลลูกค้าไว้ก่อน ถ้าหากความน่าจะเป็นในการ ซื้อ/ขาย เกิดขึ้น

    แบบฟอร์มใบเสนอราคา และฟอร์มใบเสนอราคา

    แบบฟอร์มใบเสนอราคา
    แบบฟอร์มใบเสนอราคา

    การทำใบเสนอราคาไม่ใช่เรื่องแปลกใหม่ เหมือนในอดีต เพราะในอดีตการทำใบเสนอราคา การคิดแบบฟอร์มเป็นแค่แบบมาตราฐานธรรมดาที่ใช้กันอย่างแพร่หลายทั่วไป เพียงแค่มีชื่อผู้ขาย ผู้ซื้อ ลายละเอียด และราคาเป็นต้น แต่ในปัจุบัน การทำใบเสนอราคา ถือเป็นเรื่องของศิลปะอย่างนึง

    เมื่อใบเสนอราคาถือเป็นศิลปะในทางความคิดแล้ว หากนักบัญชี มีความสามารถในด้านการออกแบบใบเสนอราคาเพิ่มเติมด้วยก็จะทำให้ลูกค้าสะดุดตาและจำภาพลักษณ์องค์กรเป็นไปในทิศทางที่เราต้องการ

    โยชน์ของการทำใบเสนอราคา

    • สร้างความน่าเชื่อของบริษัทได้อย่างหนึ่ง
    • เมื่อมีการจัดทำใบเสนอราคาแล้ว ทำให้คาดว่าจะขายได้แน่นนอน
    • เป็นเอกสารทางบัญชีหากมีการออกสารเป็นชุด
    • เป็นสิ่งต้องมีหรือควรมีในกิจการเพื่อความเป็นมืออาชีพ
    • สร้างการตัดสินใจ และเปรียบเทียบราคาให้กับผู้ซื้อได้

    แบบฟอร์มใบเสนอราคา excel

    การทำแบบฟอร์มใบเสนอราคาด้วยระบบ Excel เป็นที่นิยมใช้กันเป็นอันดับต้น เนื่องจากการจัดทำ “ใบเสนอราคา”ด้วยระบบ Excel นั้นเรียกได้ว่าแทบจะไม่มีต้นทุนเลยก็ว่าได้ แต่การจะจัดทำ “ใบเสนอราคา” ด้วยระบบ Excel นั้นผู้ออกใบจะต้องมีความรู้ในการผูกสูตรขั้นพื้นนฐาน หากกำหนดสูตรขั้นพื้นฐานเป็นแล้ว การออกใบเสนอราคา หรือแบบฟอร์มเอกสารทางบัญชีต่างๆ นั้น ก็จะเป็นเรื่องง่าย

    ใบเสนอราคา pdf

    ใบเสนอราคาpdf
    ใบเสนอราคาpdf

    การทำแบบฟอร์มใบเสนอราคาด้วยโปรแกรม Adobe Reader ที่สามารถอ่านไฟล์ pdf.หรือชื่อเต็ม Portable Document Format ส่วนมากในระบบบัญชีไม่เป็นที่นิยมใช้ทำใบเสนอราคา แต่จะเป็นใช้โปรแกรม dobe Reader ใบการบันทึกรูป “ใบเสนอราคา” มากกว่า เนื่องจากโปรแกรม นี้ไม่สามารถลันเลขที่ได้ตามที่ต้องการแต่จะเป็นการลบข้อมูล (เฉพาะส่วน) และกรอกข้อมูลใหม่เข้าไป

    ดาวโหลดใบเสนอราคา แบบฟอร์มต่างๆ 

    vertify

    กิจการแฟรนไชส์

    กิจการแฟรนไชส์ (Franchise)

    ตามรูปศัพท์ แฟรนไชส์ หมายถึง สัมปทาน ดังนั้น กิจการแฟรนไชส์ อาจเรียกอีกอย่างว่า ธุรกิจสัมปทาน คือธุรกิจที่เกิดจากความสัมพันธ์ระหว่าบุคคล 2 กลุ่มขึ้นไปหรือมากกว่า ซึ่งมีบทบาทและหน้าที่รับผิดชอบต่างกัน แต่จะส่งเสริมซึ่งกันและกันในระบบธุรกิจ โดยมีวัตถุประสงค์จะกระจายสินค้าหรือบริการไปสู่ผู้บริโภคอย่างมีประสิทธิภาพ
    ในปัจจุบันธุรกิจแฟรนไชส์เป็นที่นิยมมาก มีกิจการหลายกิจการที่กำเนิดจากธุรกิจแฟรนไชส์ เพราะการดำเนินงานในธุรกิจประเภทนี้ จะมีบริษัทแม่คอยแนะนำให้ความช่วยเหลือเป็นผู้เตรียมใบอนุญาตเทคนิคการผลิต การบริหารงาน ขายให้กับผู้ซื้อแฟรนไชส์หรือผู้ซื้อสัมปทาน เพื่อซื้อสทธิในการเป็นเจ้าของ และดำเนินงานในลักษณะเดียวกับที่บริษัทแม่ได้วางรูปแบบไว้ ซึ่งธุรกิจที่เป็นบริษัทแม่ส่วนใหญ่จะเป็นธุรกิจที่ประสบผลสำเร็จ มีแนวทางในการปฏิบัติที่มีประสิทธิภาพ จึงเป็นที่สนใจของบุคคลทั่วไปที่มีความต้องการจะเป็นเจ้าของธุรกิจดังกล่าว ดังนั้น จากลักษณะของธุรกิจแฟรนไชส์จึงมีผู้เกี่ยวข้องกับธุรกิจประเภทนี้ 2 ฝ่าย คือ

    1. แฟรนไชซอร์ (Franchisors) หรือเจ้าของธุรกิจ คือผู้ให้สัมปทาน
    2. แฟรนไชซี (Franchisees) คือ ผู้ขอรับสัมปทาน
    กิจการแฟรนไชส์
    กิจการแฟรนไชส์

    ปัจจุบันธุรกิจแฟรนไชส์ในประเทศไทย มีทั้งส่วนที่เป็นสาขาจากต่างประเทศ เช่น กิจการจำหน่ายสินค้าประเภทจานด่วน (Fast Food) ได้แก่ เคเอฟซี แมคโดนัลด์ พิซซ่าฮัท ฯลฯ กิจการจำหน่ายสินค้าสะดวกซื้อ ได้แก่ เซเว่น-อีเลฟเว่น ไทเกอร์มาร์ต สตาร์ชอร์ป ฯลฯ และธุรกิจแฟรนไชส์ที่กำเนิดโดยคนไทยเอง เช่น เลมอนฟาร์ม ลูกชิ้นแชมป์ ชายสี่บะหมี่เกี๊ยว ข้าวมันไก่เจมส์ ฯลฯ

    ประเภทของธุรกิจแฟรนไชส์

    ธุรกิจแฟรนไชส์หรือธุรกิจแบบสัมปทานมี 2 ประเภท คือ

    1. ธุรกิจแฟรนไชส์หรือแบบสัมปทานที่ใช้สินค้าและชื่อการค้า เป็นรูปแบบธุรกิจที่ผู้ผลิตหรือผู้จำหน่าย หรือผู้ให้สัมปทาน หรือแฟรนไชซอร์ให้สิทธิแก่ผู้รับสัมปทานหรือตัวแทนจำหน่ายหรือแฟรนไชซีในการจำหน่ายสินค้าหรือผลิตภัณฑ์ใดผลิตภัณฑ์หนึ่งของผู้ให้สัมปทาน โดยผู้รับสัมปทานจะได้รับชื่อสินค้า เครื่องหมายการค้า หรือสินค้าจากผู้ให้สัมปทาน โดยถือเสมือนว่าเป็นผู้จำหน่ายในสายผลิตภัณฑ์เดียวกับผู้ให้สัมปทาน เช่น ตัวแทนจำหน่ายน้ำอัดลมโคคา-โคลา สถานีบริการน้ำมันเซลล์ ตัวแทนจำหน่ายรถยนต์ฟอร์ด เป็นต้น
    2. ธุรกิจแฟรนไชส์หรือแบบสัมปทานที่ใช้รูปแบบทางธุรกิจ เป็นรูปแบบธุรกิจที่ผู้ให้สัมปทานให้สิทธิแก่ผู้รับสัมปทานในการขายสินค้าหรือบริการโดยใช้เครื่องหมายการค้าของผู้ให้สัมปทาน ถือว่าเป็นการใช้เครื่องหมายการค้าร่วมกันในการดำเนินธุรกิจ มักจะเป็นระบบการดำเนินธุรกิจของผู้ให้สัมปทานที่ประสบความสำเร็จสูง เช่น พิซซ่าฮัท เคเอฟซี เซเว่น-อีเลฟเว่น โดยการดำเนินธุรกิจประเภทนี้จะถูกกำหนดลักษณะการดำเนินงานให้เป็นไปในแนวคิดเดียวกันระหว่างผู้ให้สัมปทานกับผู้รับสัมปทาน ทั้งด้านกลยุทธ์ แผนการตลาด มาตรฐานการปฏิบัติงานและการควบคุมคุณภาพ เป็นต้น

    คุณสมบัติของผู้ประกอบธุรกิจ

    ผู้ประกอบธุรกิจหรือนักธุรกิจ (Businessman) คือ บุคคลผู้จัดตั้งธุรกิจและบริหารจัดการธุรกิจให้เกิดความสำเร็จตามเป้าหมายที่ตั้งไว้ ซึ่งจะต้องติดต่อกับบุคคลอื่นตลอดเวลาเพื่อผลประโยชน์ต่อธุรกิจตน จึงต้องมีคุณสมบัติดังนี้

    1. มีความเชื่อมั่นในตนเอง คือ มีความรู้สึกว่าสามารถทำทุกอย่างที่ต้องการหรือที่อยากทำได้ หากยิ่งประสบความสำเร็จก็จะรู้สึกมีความเชื่อมั่นในตนเองมากขึ้น ซึ่งการมีความเชื่อมั่นในตนเองนี้ทำให้นักธุรกิจสามารถทำงานทุกอย่างด้วยความมั่นใจ มีความอยากทำและมีความตั้งใจในการทำ อันทำให้เกิดผลงานออกมาดีตามที่ต้องการได้
    2.  มีความซื่อสัตย์ต่อลูกค้าทั้งด้านคำพูดและการกระทำ สร้างสรรค์ผลงานที่ดีมีคุณภาพให้ลูกค้าได้บริโภคแต่สิ่งที่ดีและมีความปลอดภัยต่อชีวิต
    3.  มีความกตัญญูต่อลูกค้าและผู้มีบุญคุณอื่น ๆ โดยการมอบแต่สิ่งดี ๆ ให้แก่ลูกค้าและพัฒนาคุณภาพของผลิตภัณฑ์ให้ดีอย่างต่อเนื่อง
    4. มีความยุติธรรมในการบริหารงานและตัดสินปัญหาต่าง ๆ ด้วยความยุติธรรมในการให้โอกาสแก่ทุก ๆ ฝ่ายเท่าเทียมกัน
    5. มีประสบการณ์ด้านธุรกิจ การมีประสบการณ์จะทำให้มีข้อมูลในการนำมาวางแผนและบริหารงานให้มีประสิทธิภาพได้เป็นอย่างดี เพราะรู้ว่าสิ่งใดควรปฏิบัติและสิ่งใดควรละเว้นจึงจะทำให้การดำเนินธุรกิจบรรลุตามวัตถุประสงค์ที่ตั้งไว้
    6. มีความมั่นใจในตนเอง สามารถตัดสินใจได้ทันเวลาทันกับเหตุการณ์ และสามารถแก้ปัญหาต่าง ๆ ได้ดี ย่อมทำให้ไม่เสียโอกาสทองในการดำเนินธุรกิจ
    7. มีความคิดริเริ่มสร้างสรรค์ ทั้งด้านการบริหารและการจัดการทำให้ธุรกิจมีวิธีการหรือผลงานใหม่ ๆ ที่มีคุณภาพดีขึ้นหรือมีประสิทธิผลมากขึ้น
    8. มีความรอบรู้เกี่ยวกับสภาพของตลาด เพราะเป็นแหล่งข้อมูลสำคัญในการนำมาตัดสินใจในกระบวนการผลิตและการจัดจำหน่าย เพื่อธุรกิจจะได้ปฏิบัติหรือดำเนินธุรกิจให้สอดคล้องกับสภาวะตลาดและสังคม
    9. มีจรรยาบรรณในวิชาชีพ มีคุณธรรม จริยธรรม และมีความรับผิดชอบต่อองค์การและสังคม รวมถึงปฏิบัติต่อบุคคลและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องด้วยการมีจรรยาบรรณที่ดี

    vertify

    บริษัทจำกัด

    บริษัทจำกัด

    ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1096 บัญญัติว่า “บริษัทจำกัด คือ บริษัทประเภทซึ่งตั้งขึ้นด้วยแบ่งทุนเป็นหุ้นมีมูลค่าหุ้นเท่า ๆ กัน โดยผู้ถือหุ้นต่างรับผิดจำกัดเพียงไม่เกินจำนวนเงินที่ตนยังส่งใช้ไม่ครบมูลค่าของหุ้นที่ตนถือ” จะเห็นได้ว่าปัจจุบันนี้ การประกอบกิจการในรูปแบบบริษัทจำกัดนี้เป็นที่นิยมมาก เพราะการประกอบธุรกิจส่วนใหญ่มักต้องใช้เงินทุนจำนวนมาก การระดมเงินทุนกิจการในรูปแบบนี้จัดทำได้ง่ายและได้จำนวนมาก นอกจากเงินทุนที่ได้จะได้จากเจ้าของกิจการผู้เริ่มก่อตั้งแล้ว ยังมีการระดมเงินทุนจากบุคคลทั่วไปด้วย รวมทั้งการบริหารงานที่มีประสิทธิภาพโดยผู้บริหารที่มีความสามารถร่วมกันดำเนินกิจการ ส่งผลให้เป็นกิจการที่มีความมั่นคงและน่าเชื่อถือมากประเภทหนึ่ง

    ลักษณะของบริษัทจำกัด

    ตามบทบัญญัติของประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ บรรพ 3 มาตรา 1096 ได้บัญญัติว่า บริษัทจำกัด คือ บริษัทประเภทที่จัดตั้งขึ้นด้วยการแบ่งทุนเป็นหุ้น มีมูลค่าเท่า ๆ กัน ผู้ถือหุ้นต่างรับผิดชอบจำกัดไม่เกินจำนวนเงินที่ตนส่งใช้ให้ครบมูลค่าหุ้นที่ตนถือ

    1. ความเป็นเจ้าของ เนื่องจากลักษณะของบริษัทมีการแบ่งทุนออกเป็นหุ้น ผู้ซื้อหุ้นของบริษัทเรียกว่า “ผู้ถือหุ้น” จะมีฐานะเป็นเจ้าของหุ้นไม่ใช่เจ้าของกิจการแต่มีสิทธิได้รับประโยชน์ตอบแทนจากบริษัทคือ “เงินปันผล” ผู้เป็นเจ้าของกิจการก็คือนิติบุคคลที่เป็นบริษัทจำกัดนั่นเอง
    2. การก่อตั้ง บริษัทจำกัดมีขั้นตอนในการก่อตั้งตามกฎหมาย ดังนี้
      • มีบุคคลอย่างน้อย 7 คน มารวมกันจัดตั้ง บุคคลกลุ่มนี้เรียกว่า “คณะผู้ก่อการ”
      • ทำหนังสือบริคณห์สนธิ ซึ่งมีรายละเอียดต่าง ๆ เกี่ยวกับบริษัทที่จัดตั้งขึ้น ได้แก่ ชื่อบริษัท สถานที่ตั้งวัตถุประสงค์ ชื่อผู้ก่อการ อาชีพผู้ก่อการ ชนิดของหุ้นที่ออกจำหน่าย จำนวนหุ้น มูลค่าหุ้นและนำหนังสือบริคณห์สนธิไปจดทะเบียนที่กรมการค้า กระทรวงพาณิชย์
      • คณะผู้ก่การจะต้องทำหนังสือชี้ชวน เพื่อให้มีผู้สนใจมาซื้อหุ้นของบริษัทและจะต้องดำเนินการให้มีผู้มาจองหุ้นของบริษัทจนครบจำนวนหุ้นที่ขอจดทะเบียน
      • เมื่อมีผู้จองหุ้นจนครบทุกหุ้นแล้ว บริษัทเรียกผู้จองหุ้นทุกคนประชุมจัดตั้งบริษัท โดยในที่ประชุมจะต้องเลือกตั้งกรรมการบริหารบริษัทอย่างน้อย 1 คน และกำหนดอำนาจหน้าที่ของกรรมการในการกระทำการแทนบริษัท และดำเนินการเรียกเก็บค่าหุ้นครั้งแรกอย่างน้อย 25% ของมูลค่าหุ้น
      • หลังจากเรียกเก็บค่าหุ้นครั้งแรกแล้ว จึงไปขอจดทะเบียนเป็นบริษัทจำกัดเพื่อให้มีสภาพเป็นนิติบุคคลตามกฎหมาย โดยนำสำเนาการประชุม หนังสือบริคณห์สนธิระเบียบข้อบังคับไปขอจจดทะเบียน
      • ต้องมีผู้สอบบัญชีรับอนุญาตเป็นผู้สอบบัญชีของบริษัทจำกัด
      • ต้องมีสำนักงานใหญ่ตั้งอยู่ภายในราชอาณาจักร
    3. จำนวนเงินทุนที่ต้องใช้ ทุนของบริษัทจำกัดจะได้มาเนื่องจากการนำใบหุ้นออกจำหน่าย กฎหมายระบุว่ามูลค่าหุ้นจะต้องมีมูลค่าหุ้นละเท่า ๆ กัน เงินทุนของบริษัท แบ่งได้ดังนี้
      • ทุนจดทะเบียน (Authorized Capital) คือ จำนวนทุนทั้งสิ้นที่ได้ระบุไว้ในหนังสือบริคณห์สนธิ
      • ทุนชำระแล้ว (Paid – up Capital) คือ จำนวนเงินที่ผู้ถือหุ้นได้ชำระค่าหุ้นให้แก่บริษัทตามที่บริษัทได้เรียกร้องให้ชำระแล้วหุ้นของบริษัทจำกัด แบ่งออกเป็น 2 ชนิด คือ
          • หุ้นสามัญ(Common Stock) คือ หุ้นที่มีผู้ลงจองหุ้นด้วยเงิน เมื่อเริ่มตั้งแต่มีการให้จองหุ้น ผู้ถือหุ้นสามัญมีสิทธิออกเสียงในที่ประชุมทุกเรื่อง มีสิทธิได้เงินปันผล และได้รับคืนทุนเมื่อบริษัทเลิกดำเนินกิจการ
          • หุ้นบริมสิทธิ(Preferred Stock) คือ หุ้นที่มีสิทธิพิเศษเหนือหุ้นสามัญโดยมีสิทธิได้เงินปันผลและคืนทุนก่อนหุ้นสามัญ แต่ผู้ถือหุ้นบุริมสิทธิไม่มีสิทธิออกเสียงในที่ประชุม
    4. ความรับผิดชอบและการบริหารงาน ในที่ประชุมจัดตั้งบริษัท ที่ประชุมใหญ่จะต้องออกเสียงเลือกตั้งคณะกรรมการของบริษัทซึ่งจะต้องมีจำนวนไม่น้อยกว่า 3 คน โดยที่ประชุมผู้ถือหุ้น เป็นผู้มีสิทธิแต่งตั้งและถอดถอนคณะกรรมการได้ โดยแต่งตั้งกรรมการคนใดคนหนึ่งเป็นกรรมการผู้จัดการ
      • หน้าที่และความรับผิดชอบของกรรมการ ตามกฎหมาย มีดังนี้
          • 1. ดำเนินงานเพื่อให้บรรลุวัตถุประสงค์ของบริษัท
            2. ควบคุมการชำระเงินค่าห้นของผู้จองหุ้น
            3. จัดทำบัญชีและจัดเก็บรักษาบัญชีและเอกสารตามที่กฎหมายกำหนด
            4. จ่ายเงินปันผลและดอกเบี้ย
            5. ปฏิบัติตามมติของที่ประชุมใหญ่ผู้ถือหุ้น
            6. กรรมการของบริษัทจะทำการค้าแข่งขันกับบริษัทของตนเองไม่ได้
            7. มีอำนาจหน้าที่อื่น ๆ ตามที่ได้ระบุไว้ในข้อบังคับของบริษัท สำหรับผู้ถือหุ้นมีสิทธิเป็นเจ้าของหุ้นตามที่ตกลงซื้อไว้ แต่ไม่มีสิทธิเป็นเจ้าของสินทรัพย์ของบริษัท
    5.  ผลตอบแทนจากการลงทุน ผลประโยชน์ที่ผู้ถือหุ้นจะได้รับคือส่วนแบ่งจากกำไร เรียกว่า เงินปันผล หรือผลประโยชน์อื่นใดตามที่ระบุไว้ในหนังสือบริคณห์สนธิ โดยปกติผลกำไรของบริษัทจะไม่นำมาแบ่งเป็นเงินปันผลทั้งหมด ส่วนหนึ่งจะกันสะสมไว้เพื่อบริษัทนำไปใช้จ่ายตามวัตถุประสงค์ เช่น เพื่อไว้ขยายโรงงาน เพื่อซื้อเครื่องจักรใหม่ เพื่อผลขาดทุนในภายหน้า กำไรส่วนที่กันสะสมไว้นั้นเรียกว่า เงินสำรอง (Reserves)
    6. การควบคุมการบริหารงาน การบริหารงานของบริษัทจะอยู่ในรูปของคณะกรรมการซึ่งจะมีการบริหารงานที่กระจายงานตามหน้าที่และความรับผิดชอบเป็นระบบและมีขั้นตอนที่ถูกต้อง โดยกฎหมายกำหนดให้จะต้องมีการตรวจสอบบัญชีของบริษัทปีละครั้ง โดยมีผู้สอบบัญชีรับอนุญาตรับรองงบดุล และบัญชีกำไรขาดทุน ยื่นต่อนายทะเบียนบริษัท
    7. การประเมินผลการดำเนินงาน บริษัทจะทำการประเมินผลการดำเนินงานโดยดูจากงบการเงิน คือ งบกำไรขาดทุน และงบดุลของบริษัท
    8. การขยายกิจการ บริษัทสามารถขยายกิจการได้ด้วยการขอจดทะเบียนเพิ่มทุนหรือกู้ยืมจากธนาคารหรือสถาบันการเงินอื่น
    9. การเลิกกิจการ
      • บริษัทจำเป็นต้องเลิกกิจการเนื่องจากสาเหตุดังต่อไปนี้ 
          • 1. ถ้าในการจัดตั้งบริษัทระบุเพื่อทำกิจการอย่างใดอย่างหนึ่งโดยเฉพาะ เมื่อเสร็จสิ้นกิจการนั้นแล้ว บริษัทก็ต้องเลิกกิจการ
            2. ถ้าในการจัดตั้งบริษัทกำหนดระยะเวลาของการดำเนินงานไว้ เมื่อครบกำหนดระยะเวลาที่ระบุ บริษัทก็ต้องเลิกกิจการ
            3. ถ้าในข้อบังคับของบริษัทระบุเหตุที่บริษัทต้องเลิกไว้ เมื่อเกิดเหตุนั้นบริษัทก็ต้องเลิกกิจการ
            4. เมื่อมีมติพิเศษจากผู้ถือหุ้นให้เลิกบริษัท
            5. เมื่อบริษัทจดทะเบียนตั้งบริษัทมาแล้ว 1 ปีเต็ม โดยบริษัทไม่ได้เริ่มดำเนินกิจการ หรือหยุดดำเนินการมาเป็นระยะเวลา 1 ปีเต็ม
            6. เมื่อผู้ถือหุ้นของบริษัทลดลงจนเหลือไม่ถึง 7 คน
            7. เมื่อบริษัทล้มละลาย

    ข้อดีของบริษัทจำกัด

    1. สามารถจัดหาเงินทุนได้จำนวนมากตามที่ต้องการ โดยการออกหุ้นจำหน่ายเพิ่ม หรือจัดหาโดยกู้ยืมจากสถาบันการเงิน ซึ่งจะได้รับความเชื่อถือมากกว่ากิจการประเภทอื่น
    2. การดำเนินกิจการบริษัทไม่จำกัดระยะเวลาตามอายุของผู้ถือหุ้น ดังนั้นระยะเวลาในการดำเนินกิจการจึงยาวกว่าการดำเนินกิจการประเภทอื่น
    3. ผู้ถือหุ้นรับผิดชอบเฉพาะมูลค่าหุ้นส่วนที่ยังชำระค่าหุ้นไม่ครบเท่านั้น โดยไม่ต้องรับผิดชอบต่อหนี้สินใด ๆ ของบริษัท
    4. การบริหารงานสามารถหาผู้ที่มีความรู้ ความสามารถ และมีประสบการณ์จัดการแทนได้ เพื่อให้มีประสิทธิภาพในการบริหารงาน
    5. ผู้ถือหุ้นของบริษัทสามารถโอนหรือขายหุ้นให้ผู้ใดก็ได้ โดยไม่ต้องขอความเห็นชอบจากบริษัทก่อน
    บริษัทจำกัด
    บริษัทจำกัด

    ข้อจำกัดของบริษัทจำกัด

    1. การจัดตั้งบริษัทมีขั้นตอนตามกฎหมายที่ยุ่งยาก
    2. กิจการบริษัทเนื่องจากต้องเปิดเผยข้อมูลให้ผู้ถือหุ้นและบุคคลภายนอกทราบจึงไม่อาจรักษาความลับได้
    3. เนื่องจากในการดำเนินการของบริษัทจำกัด มีผู้ถือหุ้น คณะกรรมการ บริษัทและพนักงาน ดังนั้นในการปฏิบัติงานอาจจะมีบางส่วนที่ขาดความตั้งใจในการทำงานเพราะไม่ได้เป็นเจ้าของกิจการเอง
    4. การเสียภาษีของกิจการประเภทบริษัทจะเสียภาษีค่อนข้างสูงและซ้ำซ้อนคือบริษัทจดทะเบียนเป็นนิติบุคคลแยกต่างหากจากเจ้าของกิจการ ดังนั้น จะต้องเสียภาษีนิติบุคคลเมื่อบริษัทจ่ายเงินปันผลให้ผู้ถือหุ้น ในฐานะผู้ถือหุ้นเป็นบุคคลธรรมดาต้องเสียภาษีบุคคลธรรมดาอีกด้วย

    vertify

    partnership

    ห้างหุ้นส่วน

    ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1012 บัญญัติว่า “ห้างหุ้นส่วน คือ สัญญา ซึ่งบุคคลตั้งแต่สองคนขึ้นไปตกลงเข้ากัน เพื่อกระทำกิจการร่วมกัน ด้วยประสงค์จะแบ่งปันกำไรอันจะพึงได้แก่กิจการที่ทำนั้น” จากบทบัญญัติดังกล่าวสามารถสรุปได้ว่า กิจการห้างหุ้นส่วน คือ กิจการที่มีบุคคลตั้งแต่ 2 คนขึ้นไปร่วมกันลงทุนและดำเนินกิจการ โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อแบ่งผลกำไรที่ได้จากการดำเนินงาน ซึ่งธุรกิจประเภทนี้สืบต่อมาจากธุรกิจเจ้าของคนเดียว เมื่อกิจการดำเนินงานก้าวหน้าขึ้น ต้องการเงินทุนและการจัดการเพิ่มขึ้น จึงต้องหาบุคคลที่ไว้วางใจได้เข้ามาเป็นหุ้นส่วนร่วมดำเนินงาน ทำให้กิจการมีขนาดใหญ่ขึ้นการบริหารงานมีประสิทธิภาพมีสูงกว่าเดิม

    ห้างหุ้นส่วน
    ห้างหุ้นส่วน

    ลักษณะของกิจการห้างหุ้นส่วน

    1. มีผู้ร่วมเป็นหุ้นส่วนตั้งแต่ 2 คนขึ้นไป ตกลงทำสัญญาร่วมกันดำเนินงาน ซึ่งอาจกระทำด้วยวาจาหรือเป็นลายลักษณ์อักษร
    2. มีการร่วมกันลงทุน โดยนำเงินสด ทรัพย์สินหรือแรงงานมาลงทุนตามข้อตกลง
    3. มีการกระทำกิจการอย่างเดียวกันร่วมกัน
    4. มีความประสงค์แบ่งผลกำไรกันตามข้อตกลง

    ประเภทกิจการห้างหุ้นส่วน
    ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ แบ่งห้างหุ้นส่วนออกเป็น 2 ประเภท ดังนี้

    1. ห้างหุ้นส่วนสามัญ
    ห้างหุ้นส่วนสามัญ คือ ห้างหุ้นส่วนที่ผู้เป็นหุ้นส่วนทุกคนต้องรับผิดในหนี้สินทั้งหมดของห้างหุ้นส่วนโดยไม่จำกัดจำนวน ดังนั้น ผู้เป็นหุ้นส่วนทุกคนจึงมีสิทธิดำเนินกิจการในนามห้างหุ้นส่วนได้ ซึ่งห้างหุ้นส่วนสามัญจะจดทะเบียนหรือไม่ก็ได้ จึงแบ่งห้างหุ้นส่วนสามัญได้เป็น 2 ประเภท คือ

      • ห้างหุ้นส่วนสามัญจดทะเบียนหรือห้างหุ้นส่วนสามัญนิติบุคคล มีสภาพเป็นนิติบุคคล จะต้องใช้คำว่าห้างหุ้นส่วนสามัญนิติบุคคลประกอบหน้าชื่อห้างเสมอ ห้างหุ้นส่วนประเภทนี้จะต้องระบุชื่อผู้เป็นหุ้นส่วนผู้จัดการไว้ชัดเจน ซึ่งจะมีคนเดียวหรือหลายคนก็ได้ และหุ้นส่วนผู้จัดการเท่านั้นที่มีสิทธิเข้าจัดการงานของห้างหุ้นส่วน และทำนิติกรรมต่าง ๆ ในนามห้างหุ้นส่วนได้
      • ห้างหุ้นส่วนสามัญไม่จดทะเบียน มีฐานะเป็นบุคคลธรรมดา ถ้าผู้เป็นหุ้นส่วนไม่ได้ตกลงกันไว้ในสัญญาของห้างหุ้นส่วน กฎหมายให้ถือว่าผู้เป็นหุ้นส่วนทุกคนมีสิทธิเข้าจัดการงานของห้างหุ้นส่วนได้

    2. ห้างหุ้นส่วนจำกัดห้างหุ้นส่วนจำกัด คือ ห้างหุ้นส่วนที่ต้องจดทะเบียนเป็นนิติบุคคลตามกฎหมาย ห้างหุ้นส่วนประเภทนี้ต้องใช้คำว่า “ห้างหุ้นส่วนจำกัด” ประกอบหน้าชื่อของห้างหุ้นส่วนเสมอ ห้างหุ้นส่วนจำกัดประกอบด้วยผู้เป็นหุ้นส่วน 2 ประเภท คือ

      • หุ้นส่วนประเภทจำกัดความรับผิดชอบ เป็นหุ้นส่วนประเภทที่จำกัดความรับผิดชอบในหนี้สินของห้างหุ้นส่วนเพียงไม่เกินจำนวนเงินที่ตนรับจะลงทุนในห้างหุ้นส่วน หุ้นส่วนประเภทนี้ไม่มีสิทธิเข้าจัดการงานของห้างหุ้นส่วน มีสิทธิเพียงออกความเห็น รับเป็นที่ปรึกษาและทุนที่นำมาลงทุนต้องเป็นเงินหรือทรัพย์สินเท่านั้น จะเป็นแรงงานไม่ได้
      • หุ้นส่วนประเภทไม่จำกัดความรับผิดชอบ เป็นหุ้นส่วนประเภทที่ต้องรับผิดชอบร่วมกันในหนี้สินของห้างหุ้นส่วนโดยไม่จำกัดจำนวน กฎหมายระบุว่าต้องมีหุ้นส่วนไม่จำกัดความรับผิดชอบอย่างน้อย 1 คน ในห้างหุ้นส่วนจำกัด หุ้นส่วนประเภทนี้มีสิทธิเข้าจัดการงานของห้างหุ้นส่วนและทุนที่นำมาลงทุนเป็นเงิน ทรัพย์สินหรือแรงงานก็ได้

    vertify