081 931 8761 9622104@gmail.com
ผัก และสมุนไพร ที่มีความมหัศจรรย์ รักษาโรคต่าง ๆ

ผัก และสมุนไพร ที่มีความมหัศจรรย์ รักษาโรคต่าง ๆ

เชื่อว่าหลายคนคงมีคำถามนี้อยู่ในใจทุกครั้งที่มีอาการ ท้องเสีย ว่าเราควรงดกินอาหารอะไร หรือควรกินอะไรเพื่อให้อาการทุเลาลงไปและไม่เป็นหนักมากกว่าเดิม วันนี้เรามีคำตอบดีๆมาคลายข้อสงสัยกันค่ะ อาหารที่ผู้บริโภคเห็นความสำคัญน้อยที่สุดอย่าง ผัก นั้น กลับกลายเป็นอาหารที่มีคุณค่ามากชนิดหนึ่ง เพราะมีสารอาหารที่ร่างกายต้องการ เช่น เกลือแร่ วิตามิน อยู่เป็นจำนวนมาก และที่สำคัญคือ สารบางอย่างที่มีคุณค่าต่อร่างกาย จะมีเฉพาะใน ผัก เท่านั้น เห็นที่ว่าจะไม่ลิ้มชิมรส ผัก ก็คงจะไม่ดีต่อสุขภาพนัก นอกจากใน ผัก จะมีคุณค่าต่อร่างกายแล้ว ผัก ยังช่วยรักษาโรคได้อย่างไม่น่าเชื่อ บางทียาที่หมอให้ ยังไม่อาจสู้ทานพืช ผัก เหล่านี้เลย เรามาดูกันว่ามี ผัก อะไรที่ช่วยรักษาโรคได้อย่างน่ามหัศจรรย์ บ้าง ซึ่งผักแต่ละชนิดล้วนแล้วจะสามารถรักษาโรคได้

1.ขี้เหล็ก สำหรับคนสมัยใหม่ อาจจะไม่ชอบทานสักเท่าไรนัก แต่ถ้าเป็นคนสมัยก่อน รุ่นคุณพ่อคุณแม่เราขึ้นไปแล้ว บอกเลยว่าอาหารที่ทำด้วย ผัก ขี้เหล็กจัดเป็นอาหารรสเลิศถูกปากมากเลยทีเดียว และนอกจากใช้ประกอบอาหารแล้ว ใบขี้เหล็กสามารถรับประทานเป็นยาชั้นดี เพราะใบขี้เหล็กมีทั้งวิตามินเอ วิตามินซี เส้นใย แคลเซียม ฟอสฟอรัส เหล็ก วิตามินบี 1 และไนอาซิน

สรรพคุณทางยาของใบขี้เหล็กมีสารชนิดหนึ่งออกฤทธิ์ต่อประสาททำให้นอนหลับดี แก้ท้องผูกได้ดี และบำรุงร่างกายให้กระชุ่มกระชวยได้

2.หัวปลี หัวปลี ที่เป็นส่วนดอกของต้นกล้วย ที่หลายคนไม่ชอบทาน หารู้ไม่ว่าใบหัวปลีนั้นมีธาตุเหล็ก ช่วยบำรุงเลือด แก้โลหิตจาง และยังคงลดน้ำตาลในเลือดได้ รวมถึงยังสามารถทานแก้โรคเกี่ยวกับลำไส้ได้เป็นอย่างดี

3.มะระขี้นก เป็น ผัก พื้นบ้านของไทย ที่คนไทยนิยมนำยอดอ่อนและผลอ่อนมาปรุงเป็นอาหารโดยนำมาลวกเป็น ผัก จิ้ม แต่หลายคนก็ไม่ชอบทานนัก เพราะว่าขม มีผิวขรุขระ แต่ว่ามะระขี้นกนี้ เป็นยาชนะเบาหวานชั่นยอดเลยนะ เพราะมะระขี้นกนี้ ช่วยลดน้ำตาลในเลือด อันเป็นสาเหตุของเบาหวาน และสามารถชะลอการเกิดต้อกระจกซึ่งเป็นอาการแทรกซ้อนของโรคเบาหวานได้ รูปแบบวิธีทานที่ให้ผลลดน้ำตาลในเลือดก็ไม่ซับซ้อน คือสามารถใช้ได้ทั้งน้ำคั้น ชงเป็นชา หรือกินในรูปแบบของแคปซูล ผงแห้งก็ได้

ดังนั้นสมุนไพรเหล่านี้ ถือได้ว่าคุณเองคงจะรู้จักกันดี และช่วยดูแลสุขภาพของคุณได้เช่นกัน หากคุณเองไม่ควรพลาดกับการติดตามกันเลยค่ะ

 

โรคที่มักจะพบในช่วงหน้าร้อน กับอาาหารเป็นพิษ

โรคที่มักจะพบในช่วงหน้าร้อน กับอาาหารเป็นพิษ

แรกที่ทุกคนสามารถพบเจอได้บ่อยในฤดูร้อนก็คือ “อาหารเป็นพิษ” ซึ่งเกิดจากความประมาทในการรับประทานอาหาร ในทุกๆ มื้ออาหารต่างมีเชื้อโรคแฝงตัวอยู่เสมอ หากผู้รับประทานไม่คัดสรรหรือเลือกอาหารที่สุก สะอาด ถูกหลักอนามัยแล้วก็สามารถเกิดอาการอาหารเป็นพิษได้ทุกเมื่อ เนื่องจากฤดูร้อนทำให้เชื้อโรคเจริญเติบโตและมีความรุนแรงมากขึ้น อาการที่บ่งบอกถึง “โรคอาหารเป็นพิษ” สามารถสังเกตง่ายๆ คือ ท้องร่วง คลื่นไส้ อาเจียน มีไข้ และบางท่านอาจมีอาการทางประสาท ซึ่งหากใครรู้สึกว่าตนเองเกิดอาการข้างต้นนี้ให้สงสัยไว้เลยว่าท่านกำลังเผชิญกับ ‘โรคอาหารเป็นพิษ’ เข้าแล้ว สำหรับการรักษาเบื้องต้นเพื่อไม่ให้ร่างกายอ่อนเพลียและหมดแรงควรจะดื่มน้ำเกลือแร่เพื่อทดแทนน้ำในร่างที่เสียไป

1.โรคพิษสุนัขบ้าหรือโรคกลัวน้ำ เป็นอีกโรคที่ต้องพึงระวังให้มาก เพราะโรคนี้สามารถเกิดขึ้นกับคนได้ด้วย และเป็นโรคที่ร้ายแรงเลยทีเดียว โดยโรคนี้เกิดจากเชื้อไวรัส Rabies virus ที่อยู่ในสัตว์ที่เลี้ยงลูกด้วยนมทุกชนิด หากโดนสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมกัดแล้วติดเชื้อ Rabies virus นั้นมีโอกาสติดโรคได้มาก หากโดนสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมกัดสิ่งแรกที่ต้องทำคือควรล้างแผลให้สะอาด และจดจำลักษณะอาการของสัตว์ที่กัดและตามหาเจ้าของเพื่อสอบถามเกี่ยวกับการทำวัคซีนของสัตว์ตัวนั้น หลังจากนั้นควรพบแพทย์ให้เร็วที่สุดเพื่อรับการรักษาที่ถูกวิธี เพราะเชื้อจะใช้เวลา 2-8 สัปดาห์ในการฟักตัว หรืออาจแค่ 5 วันเท่านั้น ซึ่งโรคนี้จะสามารถรักษาได้โดยการฉีดวัคซีน ในปัจจุบันการฉีดวัคซีนพิษสุนัขบ้านั้นไม่จำเป็นต้องฉีดรอบสะดือแล้ว แต่ควรฉีดให้ครบ 4-5 เข็มพื่อประสิทธิภาพของวัคซีน และหากผู้ที่มีความเสี่ยงที่จะโดนสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมกัดก็สามารถฉีดเพื่อป้องกันไว้ล่วงหน้าได้อีกด้วย

2.โรคอุจจาระร่วงเฉียบพลัน เป็นโรคที่สามารถเกิดขึ้นได้กับทุกเพศทุกวัย แต่จะพบมากในเด็กวัย 6 เดือน – 12 ปี ซึ่งหากเกิดขึ้นกับเด็กจะมีอาการที่รุนแรงและอันตรายมาก สิ่งที่ต้องระวังเมื่อเป็นเมื่อเป็นโรคนี้คือ สภาวะการขาดน้ำของร่างกาย ซึ่งในช่วงแรกจะเกิดอาการกระหายน้ำและอ่อนเพลีย ช่วงที่สองจะมีอาการเดินไม่ไหว ปากแห้ง ซึม ชีพจรเต้นผิดปกติ และในทารกจะพบอาการกระหม่อมบุ๋ม และขั้นที่สามจะเป็นขั้นที่ขาดน้ำรุนแรงที่สุดจะมีอาการไม่สามารถลุกขึ้นนั่งไม่ได้ มือเท้าเย็น ไม่ปัสสาวะ ความดันโลหิตต่ำ และจะเกิดอาการช็อคในที่สุด หากผู้ป่วยมีอาการที่ไม่หนักมาจะสามารถปฐมพยาบาลได้โดยการให้ผู้ป่วยทานโจ๊ก ข้าวต้ม ไม่ควรให้ผู้ป่วยงดน้ำและอาหาร แต่ควรงดอาหารที่มีส่วนประกอบของนม ดื่มน้ำเกลือแร่เพื่อทดแทนน้ำในร่างกายหากอาการไม่ดีขึ้นหรือรุนแรงกว่าเดิมควรพบแพทย์เพื่อรักษาด้วยยาปฏิชีวนะในขั้นต่อไป

ดังนั้นโรคที่มักจะเกิดในช่วงหน้าร้อน ทำให้คุณจะต้องดูแลตนเองเป็นอย่างดี เพื่อให้ร่างกายไม่เป็นโรคได้เช่นกัน และนี่ก็ถือได้ว่าเป็นเรื่องน่ารู้และน่าสนใจ

อาการปวดที่คุณเองไม่ควรมองข้าม

อาการปวดที่คุณเองไม่ควรมองข้าม

อาการปวด นั้นเกิดขึ้นกับเราได้หลายรูปแบบครับเมื่อวานนี้คุณไปยกของหนักก็ปวด นั่งทำงานหน้าจอคอมพิวเตอร์มากเกินไปก็ปวด เป็นหวัดก็ปวด หิวก็ปวด อิ่มก็ปวด แต่มี อาการปวด บางประเภทครับที่คุณไม่ควรมองข้ามและควรจะปรึกษาแพทย์โดยทันทีเพราะ อาการปวด เหล่านั้น มันอาจจะบ่งบอกถึงสัญญาณอันตรายบางอย่างที่เราคิดไม่ถึง

1.ปวดศีรษะ อาการปวด ศีรษะอย่างรุนแรง หรือปวดสุดๆเท่าที่เคยปวดมาเลยแบบนี้ ต้องพบแพทย์ครับ หากว่าคุณเป็นหวัดแล้วปวดสุด ๆ มันอาจจะมีสาเหตุมาจากไซนัสก็ได้ หากไม่เป็นหวัด ก็อาจจะมีสาเหตุที่รุนแรง เช่น เลือดออกในสมอง เนื้องอกในสมองก็เป็นได้ ซึ่งบางครั้งต้องอาศัยการซักประวัติ ตรวจร่างกายที่ละเอียด หรือ ต้องใช้เครื่องมือ

2.ปวดหน้าอก อาการปวด หรือแน่น อึดอัด บริเวณหน้าอก คอ ขากรรไกร ไหล่ แขน หรือ ท้อง (Pain or Discomfort in the Chest, Throat, Jaw, Shoulder, Arm, or Abdomen) อาการปวด แถวนี้เป็นได้จากหลายสาเหตุครับ โดยอาการปวดบริเวณหน้าอกอาจจะเกี่ยวเนื่องกับโรคหัวใจได้ แต่ควรระวังว่า ภาวะที่เกิดจากหัวใจนั้น โดยทั่ว ๆ ๆไปจะแสดงออกมาในรูปของอาการแน่น อึดอัด ไม่สบาย มากกว่า อาการปวด

3.ปวดหลัง อาการปวด หลังส่วนล่างหรือ ระหว่าง สบัก ส่วนใหญ่แล้วเรามักจะคิดว่าเป็นอาการของข้ออักเสบ (arthritis) กล้ามเนื้ออักเสบ แต่ก็สามารถจะเป็นอย่างอื่นได้อีก รวมทั้งโรคหัวใจ หรือ ปัญหาเกี่ยวกับช่องท้อง (Abdominal problems) ที่เป็นอันตรายอีกอย่างหนึ่งก็คือ Aortic Dissection คือเส้นเลือดใหญ่ที่ออกจากหัวใจมีการแยกชั้น ซึ่ง อาการปวด อาจจะเป็นไปในลักษณะ ค่อยๆ ปวดเพิ่มขึ้น หรือ ปวดทันทีทันใดก็ได้

4.ปวดเท้า อาการปวด ร้อนที่เท้าและขา (Burning Feet or Legs) มีคนที่ป่วยเป็นโรคเบาหวานจำนวนมากไม่ได้รับการรักษา เพราะบางคนไม่ทราบว่าตนเองป่วยเป็นโรคดังกล่าว อาการนี้อาจจะเรียกได้ว่าเป็นสิ่งบ่งชี้ในเริ่มแรก โดยจะรู้สึก burning or pins-and-needles sensation ที่เท้าและขา นั่นเป็นการบ่งบอกว่า เกิดความเสียหายขึ้นกับเส้นประสาทเข้าแล้ว ในคนไข้ที่เป็นมากๆ โรคเบาหวานจะทำให้เส้นประสาทเสีย เกิดอาการชาที่เท้าแทน ทำให้คนไข้สามารถเดินเหยียบบุหรี่ได้โดยไม่รู้สึก บางครั้งเกิดเป็นแผลจนเน่าถึงรู้ตัวว่ามีแผลเพราะได้กลิ่นก็มี

ดังนั้นอาการปวดที่ไม่ควรมองข้ามอย่างเด็ดขาด ทำให้กลายเป็นเรื่องที่น่าสนใจและน่าติดตามกันเลย ทำให้กลายเป็นเรื่องที่จะต้องศึกษากันเลยก็ว่าได้

วิธีหนีจากอาการปวดหลังนั่งทำงานนาน ๆ

วิธีหนีจากอาการปวดหลังนั่งทำงานนาน ๆ

ปวดหลัง กลายเป็นอาการยอดฮิตของคนทุกช่วงวัย ไม่ใช่แค่เฉพาะวัยทำงานที่ต้องนั่งหน้าคอมพิวเตอร์ทั้งวัน แต่ยังรวมไปถึงวัยรุ่นด้วย ที่ยุคนี้มักจะติดการใช้คอมพิวเตอร์ ทั้งทำงานและนั่งเล่น บางคนนั่งอยู่หน้าคอมพิวเตอร์ทั้งวันโดยไม่ลุกออกไปไหนเลย แน่นอนว่าพฤติกรรมเหล่านี้ส่งผลเสียกับร่างกายของเราแน่นอน โดยเฉพาะหลังของเรา ทำให้เกิดอาการ ปวดหลัง เรื้อรังขึ้นได้

1.ลดความอ้วน เพื่อช่วยลดการแบกรับน้ำหนักของกล้ามเนื้อและกระดูกสันหลัง ทั้งนี้น้ำหนักที่เหมาะสมสามารถคำนวณง่าย ๆ โดยนำส่วนสูงมาลบกับ 100 (สำหรับผู้ชาย) ส่วนผู้หญิงลบด้วย 110

2.ปรับท่าทางให้เหมาะสม นั่งก้นชิดพนักพิงเก้าอี้ และปรับความสูงของเก้าอี้ให้เท้าของคุณวางบนพื้นได้พอดี เพื่อลดการแบกรับน้ำหนักของกล้ามเนื้อต้นขาและกระดูกสันหลัง ยืน หาม้าเตี้ย ๆ ไว้พักเท้าข้างหนึ่งให้สูงขึ้น เพื่อช่วยลดความแอ่นของหลัง พอเมื่อยก็สลับข้าง นอน หากนอนราบให้หาหมอนรองใต้เข่าเพื่อปรับให้กระดูกสันหลังตรงแนบพื้น แต่ถ้านอนตะแคงให้นำหมอนข้างรองใต้ขาท่อนบน เพื่อรักษารูปทรงกระดูกสันหลังและกล้ามเนื้อให้ตรงไม่บิดตัว

3.เลือกโต๊ะ – เก้าอี้ – เตียงให้เป็น หาก โต๊ะ สูงหรือเตี้ยไป เวลาทำงานคุณจะต้องยกแขนสูง หรือวางแขนในแนวที่ต่ำผิดปกติ ซึ่งทำให้ ปวดหลัง บริเวณบ่าไหล่สะบักได้ จึงควรเลือกโต๊ะให้ได้ระดับวางมือพอดี ส่วน เก้าอี้ ควรมีความลึกของที่นั่งจากพนักพิงสัมพันธ์กับความยาวของช่วงขาตั้งแต่ก้นจนถึงข้อพับหัวเข่า เพื่อช่วยรับน้ำหนักอย่างเหมาะสม ไม่เมื่อยล้าเวลานั่งเตียง ควรเลือกที่นอนที่นุ่มแต่แน่น พื้นเตียงราบ ไม่ยุบยวบยาบ เพราะจะทำให้หลังงอ และ ปวดหลัง ในที่สุด

4.รองเท้าเจ้าปัญหา ฝ่าเท้าคือจุดรับน้ำหนัก ดังนั้นพื้นรองเท้าควรมีความโค้งเว้ารองรับให้เหมาะสมกับรูปเท้าของคุณเช่น หาก อุ้งเท้าแบน รองเท้าต้องมีอุ้งรองรับเพื่อช่วยพยุงกระดูกบริเวณหลังเท้าอุ้งเท้าสูง ก็ต้องมีส่วนรองน้ำหนักอุ้งเท้าสูงเพียงพอ เพื่อช่วยแบ่งการรับน้ำหนักของส้นเท้าและบริเวณด้านข้างเท้า ส่วนสาวๆ ที่ใส่ ส้นสูง จะทำให้สรีระผิดปกติขณะยืนเพราะต้องแอ่นหลังเพื่อปรับการทรงตัวให้อยู่ในแนวจุดศูนย์ถ่วง ทำให้กล้ามเนื้อน่องต้นขา และสะโพกต้องรับน้ำหนักมาก และ ปวดหลัง ทางที่ดีควรหลีกเลี่ยง แต่หากเลี่ยงไม่ได้ ควรหาเวลาพักเท้าโดยใส่รองเท้าส้นเตี้ยหรือถอดรองเท้าเป็นระยะ ๆ

5.ก้ม – เงย ละเลยไม่ได้ ควรย่อเข่าลงแล้วยกของที่พื้น วิธีนี้จะช่วยให้กล้ามเนื้อและกระดูกสันหลังช่วงหลังไม่ต้องแบกรับน้ำหนักมาก จึงไม่ ปวดหลัง หากเลือกใช้วิธียืนแล้วก้มยกของ อาจเสี่ยงกับการเกิดกระดูกสันหลังหรือหมอนรองกระดูกสันหลังเคลื่อนได้ ซึ่งอันตรายมาก

6.เครียดไปหลังก็ปวด ความเครียดทำให้กล้ามเนื้อหลังส่วนบนและต้นคอแข็งเกร็งและปวด แค่ผ่อนคลายลงก็หายแล้ว

วิธีการรักษาอาการปวดหลัง

วิธีการรักษาอาการปวดหลัง

สำหรับอาการปวดหลัง อาการที่จะสามารถเกาะติดชาร์ทกันอย่างมากมาย โดยเฉพาะผู้ที่มีอาการปวดหลัง ย่อมจะหาวิธีในการแก้ไขปัญหากับตัวเอง เนื่องจากทุกคนต่าง ๆ ก็ต้องมีอาการปวดหลังกันอยู่บ่อย ๆ และวันนี้เราจะมีวิธีในการบรรเทาอาการปวดหลัง กันมาฝากค่ะ

1.ประคบเย็น ที่จะช่วยในการลดอาการปวดต่าง ๆ ได้เป็นอย่างดี โดยมีการนำแผ่นประคบเย็น ห่อผ้าขนหนูแล้วทำการวางบริเวณที่มีอาการนาน 20-30 หรือ ถ้าสะดวกอาจจะมีการใช้น้ำแข็ง 1 ก้อน วนจนละลายหมดก้อนกันเลย ไม่ต้องแปลกใจถ้าคุณเองจะมีการทึ่งกับผลของความเย็น

2.หลีกเลี่ยงรองเท้าพื้นแบนราบ หลากหลายคนมีความเชื่อว่า ในการใส่รองเท้าส้นสูงทำให้ปวดหลัง ดังนั้น ถ้าปวดหลังก็ควรที่จะมีการใส่รองเท้าเส้นแบน แต่อันที่จริงแล้ว รองเท้าส้นแบนไม่ได้เหมาะกับทุกคน บางกรณีก็ยิ่งใส่ ยิ่งทำให้เกิดความผิดปกติ โดยเฉพาะการใส่รองเท้าแบนราบ ซึ่งมักจะก่อให้เกิดปัญหาได้มาก

3.อย่าฝืนออกกำลังกาย เราจะได้ยินกันเป็นประจำว่า จากผู้ที่มีความรู้ว่า ในขณะออกกำลังกายถ้ามีอาการเจ็บปวดให้มีการหยุดทำท่านั้น นั่นก็เป็นเพราะว่า อาการเจ็บปวดเป็นสัญญาณเตือนว่าร่างกายเรามีปัญหา มีความผิดปกติ ซึ่งควรทำการรักษาให้ถูกวิธีกันเสียก่อน ดังนั้น ควรถามตัวเองให้ดีกันก่อนเลยค่ะ ว่าอาการของเรานั้น เจ็บหรือตึง

4.รักษาให้ถูกวิธี เป็นสิ่งสำคัญที่สุด เราควรจะรู้ว่า เราเป็นอะไร มีอะไรเกิดขึ้นกับร่างกาย ในการรักษาจะต้องทำยัง และเมื่อทำแล้วเกิดอะไรขึ้น กับทางร่างกายของเรานั้น เป็นสิ่งที่สำคัญไม่ควรมองข้ามกันเลย และควรวางแผนการรักษากับผู้ให้การรักษา ถึงเป้าหมายในระยะยาว เพื่อเป็นการป้องกันเกิดเกิดซ้ำ

ดังนั้นวิธีการรักษา กับอาการปวดหลัง โดยที่คุณเองไม่ต้องมีการลางานกันเลย ซึ่งเป็นวิธีง่าย ๆ ในการดูแลตนเอง ทำให้ตนเอง หายจาอาการปวดหลัง โดยที่ไม่ต้องไปรักษากับแพทย์ผู้เชี่ยวชาญก็เป็นได้