Auditor

ผู้ตรวจสอบบัญชี

ผู้ตรวจสอบบัญชี (Auditor) คือ คนที่สามารถตรวจสอบบัญชีต่างๆได้แม่นยำ ทำงานเกี่ยวข้องกับตัวเลขและความละเอียดของข้อมูลบริษัท โดยการทำงานเกี่ยวกับการตรวจสอบบัญชีไม่ได้น่าเบื่ออย่างที่คิด บางที่อาจจะทำงานหน้าคอมพิวเตอร์ เป็นการเช็คข้อมูล เช็ครายละเอียดบัญชีของลูกค้า หรือบางที่ต้องลงพื้นที่จริงเพื่อศึกษาสภาพการทำงานนำมาประกอบการวิเคราะห์บัญชี ทำให้งานตรวจสอบบัญชีไม่ได้น่าเบื่ออย่างที่คิดRead More →

เอกสารจดทะเบียนบริษัท

จดทะเบียนบริษัท ใช้เอกสารอะไรบ้าง

การจดทะเบียนบริษัท อาจเป็นเรื่องยุ่งยากสำหรับผู้ประกอบการรายใหม่ เพราะไมรู้ว่าขั้นตอนการดำเนินการ อีกทั้งยังมีการเตรียมเอกสารหลายอย่างที่ยุ่งยาก หากจัดเตรียมเอกสารไม่ครบถ้วน ทำให้เสียเวลาเข้าไปติดต่อในวันหลัง
หากไม่สะดวก หรือไม่มีความรู้ในการจดทะเบียนบริษัท ควรจ้างบริษัทที่รับจดทะเบียนบริษัทที่มีความเชี่ยวชาญเป็นผู้ดำเนินการแทนจะดีกว่า  อาจจะมีค่าบริการบ้างแต่ก็ถือว่าว่าคุ้มค่ากับที่ไม่ต้องเสียเวลา ได้เอกสารจดทะเบียนที่ถูกต้อง รวดเร็ว แต่ก็ควรเลือกบริษัทรับจดทะเบียนบริษัทที่มีความน่าเชื่อถือ ดำเนินธุรกิจมานานยิ่งดี ยิ่งเป็นตัวการันตีถึงประสบการณ์และความชำนาญ

ในการจดทะเบียน มีอยู่ 2 รูปแบบ คือ 

  1. จดทะเบียนการค้าอิเล็กทรอนิกส์
  2. การจดทะเบียนบริษัท

1.จดทะเบียนการค้าอิเล็กทรอนิกส์

สำหรับผู้ประกอบการที่ทำธุรกิจออนไลน์ ที่มีเว็บไซต์หลักของบริษัท สำหรับขายสินค้าหรือบริการ และเผยแพร่ข้อมูลข่าวสารต่างของธุรกิจ  หากนึกไม่ออก ลองเข้าไปดูตามเว็บไซต์ของบริษัทใหญ่ จะสังเกตเห็น สัญลักษณ์สีม่วง DBD อยู่ตามเว็บไซต์ ซึ่งเป็นสัญลักษณ์ของธุรกิจร้านค้าที่ผ่านการจดทะเบียนการค้าอิเล็กทรอนิกส์ ที่ได้รับรองจากกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ อย่างถูกต้อง ทำให้คนที่เป็นลูกค้ามั่นใจในความปลอดภัยที่จะเลือกซื้อสินค้า  ในส่วนของร้านค้าเองก็มีความน่าเชื่อถือ เป็นการสร้างภาพลักษณ์ทีดีให้กับธุรกิจบนโลกออนไลน์

อยากจะจดทะเบียนการค้าอิเล็กทรอนิกส์ต้องทำอย่างไรบ้าง?

  1. ต้องเป็นธุรกิจที่เข้าข่ายที่ต้องจดทะเบียนพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ ได้แก่
      • ร้านค้าออนไลน์ หรือธุรกิจที่ซื้อขายผ่านเครือข่ายอินเตอร์เน็ต
      • ผู้ให้บริการ Web Hosting
      • ผู้ให้บริการอินเตอร์เน็ต (ISP)
      • ผู้ให้บริการที่เป็นตัวกลางในการซื้อขายบนอินเตอร์ ที่เราคุ้นหูคุ้นตากัน เช่น Kaidee , Lazada ฯลฯ
  2. สร้างเว็บไซต์ธุรกิจให้สำเร็จ พร้อมขาย เช่น ลงรูป ลงเนื้อหา ที่อยู่ วิธีชำระเงิน ช่องทางชำระเงิน วิธีการจัดส่ง ซึ่งการสร้างเว็บไซต์สามารถจ้าง หรือสามารถเลือกใช้เว็บไซต์สำเร็จรูป จาก Weloveshopping, lnwshop ฯลฯ ก็ได้เช่นกัน
  3. ยื่นขอจดทะเบียนพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ที่สำนักงานเขตใกล้บ้าน สำหรับคนที่อยู่กรุงเทพ ส่วนคนที่อยู่ต่างจังหวัด ยืนขอได้ที่องค์การบริหารส่วนตำบลหรือสำนักงานเทศบาลในพื้นที่
  4. ทำเรื่องขอใช้เครื่องหมาย DBD ของกรมพัฒนาธุรกิจ กระทรวงพาณิชย์
  • เอกสารที่ใช้ประกอบการขอจดทะเบียนการค้าอิเล็กทรอนิกส์
  1. สำเนาบัตรประจำตัวประชาชน สำเนาทะเบียนบ้าน สำหรับเจ้าของร้าน
  2. แบบคำขอจดทะเบียนพาณิชย์
  3. รายละเอียดของเว็บไซต์
  4. เอกสารจดโดเมนเนม
  5. ปริ้นหน้าเว็บไซต์ของคุณไปด้วย ประกอบด้วย หน้าแรกของเว็บไซต์, หน้าสินค้า/บริการ, หน้าวิธีการสั่งซื้อสินค้า/บริการ, หน้าวิธีชำระเงิน, หน้าวิธีส่งสินค้า
  6. แผนที่ของร้าน
  7. หากจดทะเบียนในนามนิติบุคคล ต้องมีหนังสือรับรองการจดทะเบียนของห้างหุ้นส่วนหรือบริษัท
  8. กรณีมอบอำนาจให้คนอื่นมาดำเนินการแทน ต้องมีหนังสือมอบอำนาจ พร้อมอากรแสตมป์ และสำเนาบัตรประชาชนผู้รับมอบอำนาจมาด้วย

2.การจดทะเบียนบริษัท

จดทะเบียนบริษัท ใช้เอกสารอะไรบ้าง?

สิ่งที่ต้องเตรียมในการจดทะเบียนบริษัท

  1. ต้องมีชื่อบริษัท ที่ได้การจองชื่อไว้แล้ว
  2. ที่ตั้งสำนักงาน หมายเลขโทรศัพท์ อีเมล ของสำนักงานและกรรมการ
  3. วัตถุประสงค์ที่ประกอบกิจการ
  4. ทุนจดทะเบียน มูลค่าหุ้น
  5. ข้อมูลผู้เริ่มก่อตั้ง เช่น ชื่อ ที่อยู่ อาชีพ จำนวนหุ้น
  6. ข้อมูลของพยาน 2 คน เช่น ชื่อ ที่อยู่ อายุ สัญชาติ
  7. อากรแสตมป์
  8. จำนวนทุนที่เรียกชำระแล้วอย่างน้อยร้อยละ 25 ของทุนจดทะเบียน
  9. ชื่อ ที่อยู่ อายุ ของกรรมการ
  10. รายชื่อกรรมการที่มีอำนาจลงชื่อแทนบริษัท
  11. ชื่อ เลขทะเบียนผู้สอบัญชีรับอนุญาตและค่าตอบแทน
  12. ชื่อที่อยู่ สัญชาติ จำนวนหุ้น ของผู้ถือหุ้นแต่ละคน
  13. ตราสำคัญ

เอกสารที่ใช้ในการจดทะเบียนจัดตั้งบริษัท

  1. คำขอจดทะเบียนบริษัทจำกัด (แบบ บอจ.1)
  2. แบบคำรับรองการจดทะเบียนบริษัทจำกัด
  3. หนังสือบริคณห์สนธิ (แบบ บอจ.2) ผนึกอากรแสตมป์ 200 บาท
  4. รายการจดทะเบียนจัดตั้ง (แบบ บอจ.3)
  5. แบบวัตถุที่ประสงค์ (แบบ ว.)
  6. รายละเอียดกรรมการ (แบบ ก.)
  7. แบบแจ้งผลการจองชื่อนิติบุคคลที่ยังไม่ครบกำหนด
  8. หลักฐานให้ความเห็นชอบในการจัดตั้งบริษัทเพื่อประกอบธุรกิจจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง (ใช้เฉพาะในการประกอบธุรกิจที่มีกฎหมายพิเศษควบคุม เช่น ธุรกิจธนาคาร ธุรกิจประกันภัย ธุรกิจเงินทุน ธุรกิจหลักทรัพย์ ธุรกิจเครดิตฟองซิเอร์ กิจการข้อมูลเครดิต บริหารสินทรัพย์ กิจการคลังสินค้า กิจการไซโล หรือกิจการห้องเย็น)
  9. บัญชีรายชื่อผู้ถือหุ้น (แบบ บอจ.5)
  10. สำเนาบัญชีรายชื่อผู้เข้าชื่อซื้อหุ้นหรือผู้รับมอบฉันทะในการประชุมให้ความเห็นชอบในกิจการที่ได้ประชุมจัดตั้งบริษัทพร้อมลายมือชื่อ
  11. สำเนารายงานการประชุมตั้งบริษัท
  12. สำเนาข้อบังคับ ผนึกอากร 200 บาท (ถ้ามี)
  13. สำเนาหลักฐานการรับชำระค่าหุ้นที่บริษัทออกให้แก่ผู้ถือหุ้น
  14. กรณีบริษัทจำกัดมีผู้ถือหุ้นเป็นคนต่างด้าวถือหุ้นในบริษัทจำกัดไม่ถึงร้อยละ 50 ของทุนจดทะเบียน หรือกรณีบริษัทจำกัดไม่มีคนต่างด้าวเป็นผู้ถือหุ้น แต่คนต่างด้าวเป็นกรรมการผู้มีอำนาจลงนามหรือร่วมลงนามผูกพันบริษัท ให้ส่งเอกสารหลักฐานที่ธนาคารออกให้ เพื่อรับรองหรือแสดงฐานะการเงินของผู้ถือหุ้นที่มีสัญชาติไทยแต่ละรายประกอบคำขอจดทะเบียน โดยเอกสารดังกล่าวต้องแสดงจำนวนเงินที่สอดคล้องกับจำนวนเงินที่นำมาลงหุ้นของผู้ถือหุ้นแต่ละราย
  15. แบบ สสช.1 จำนวน 1 ฉบับ
  16. แผนที่แสดงที่ตั้งสำนักงานแห่งใหญ่และสถานที่สำคัญบริเวณใกล้เคียงโดยสังเขป
  17. สำเนาบัตรประจำตัวของผู้เริ่มก่อการและกรรมการทุกคน
  18. สำเนาหลักฐานการเป็นผู้รับรองลายมือชื่อ (ถ้ามี)
  19. หนังสือมอบอำนาจ (กรณีที่ผู้ขอจดทะเบียนไม่สามารถยื่นขอจดทะเบียนได้ด้วยตนเองก็มอบอำนาจให้บุคคลอื่นดำเนินการแทนโดยทำหนังสือมอบอำนาจและผนึกอากรแสตมป์ด้วย)

หลายคนพออ่านถึงตรงนี้ อาจจะต้องกุมขมับ เพราะต้องเตรียมเอกสารมากมาย  ซึ่งมันยุ่งยากและซับซ้อนมาก จึงทำให้มีคนสนใจหันมาใช้บริการกับบริษัทที่ รับจดทะเบียนบริษัท แทน ถึงแม้จะมีค่าใช้จ่ายในการบริการเพิ่มขึ้นเล็กน้อย แต่มันก็คุ้มค่า หากเลือกบริษัทที่เป็นมืออาชีพ มีระบบการทำงานที่ได้มาตรฐาน
บริษัท PANGPOND   รับจดทะเบียนบริษัท และรับทำบัญชี โดยผู้เชียวชาญ ประสบการณ์มากกว่า 10 ปี
ชื่อนี้การรันตีความเนี้ยบ ถูกต้อง แม่นยำ รวดเร็ว
สามารถติดต่อใช้บริการ รับทำบัญชี และ รับจดทะเบียนบริษัท ได้ที่ โทร 081-931-8761 Line 0819318761
หรือเข้าดูรายละเอียดได้ที่เว็บไซต์ PANGPOND.COM
บริการให้คำปรึกษาฟรี

vertify

รับจดทะเบียนบริษัท นนทบุรี

จดทะเบียนบริษัท นนทบุรี

บริษัท ปังปอน จำกัด บริการ รับจดทะเบียนบริษัท นนทบุรี ประสบการณ์ในการให้บริการ กว่า 19 ปี เรามีทีมงานรับทำบัญชี และยื่นภาษีอากรที่พร้อมจะให้บริการแก่ท่านได้อย่างเร็ว และใน ราคาที่ถูก

รับจดทะเบียนบริษัท นนทบุรี
รับจดทะเบียนบริษัท นนทบุรี

ปัญหาก่อนจดทะเบียนบริษัท?

    • จัดเตรียมเอกสารจดทะเบียนไม่ถูก เอกสารที่ใช้ไม่ครบถ้วน ขาดๆ เกินๆ 
    • ขาดความรู้ ความเข้าใจ ในการจัดเตรียมเอกสารที่ใช้จดทะเบียน
    • ไม่เข้าใจระบบภาษีมูลค่าเพิ่ม ( VAT) ว่าต้องเข้าหรือไม่ ?
    • จดเองหลายรอบ ไม่ผ่าน เสียเงิน เสียเวลา เสียค่าใช้จ่ายเกินความจำเป็น และเสียโอกาสในการรับงาน

รับจดทะเบียนบริษัท นนทบุรี
รับจดทะเบียนบริษัท นนทบุรี

หลังใช้บริการจดทะเบียนบริษัท

    • จัดเตรียมเอกสาร พร้อมตรวจสอบให้ถูกต้อง ครบถ้วน ก่อนจดทะเบียน
    • ให้ความรู้ ทำความเข้าใจ แจ้งรายละเอียด ขั้นตอนการจด ทั้งก่อน และหลังใช้บริการ
    • แนะนำทั้ง ภาษีที่เกี่ยวข้องกับกิจการ เอกสารการลงบัญชี และความสำคัญในของการจัดทำบัญชี
    •  จดทะเบียนบริษัทเสร็จ ภายในระยะเวลาตามที่กำหนด ที่ได้ตกลงกันไว้

เสียงตอบรับจากลูกค้า

” เข้าใจในเรื่องเอกสารที่จะใช้จดทะเบียนบริษัท และปฏิบัติตามคำแนะนำอย่างถูกต้อง รวดเร็วมากขึ้น “
” พอใจในการให้บริการ แจ้งให้ทราบเป็นขั้นตอน ทั้งก่อนจด และ หลังจด เสร็จ “
” ทราบถึงต้นทุนต่างๆ ประหยัดค่าใช้จ่ายได้บางส่วน ในการจดทะเบียน “
” ลูกค้าพึงพอใจในดำเนินการจดทะเบียนของทางปังปอน “

ทำไมต้องเลือกเรา

สำนักงานบัญชี
ปังปอนดอทคอม
รับทำบัญชี
สำนักงานบัญชีตัวแทน
รับจดทะเบียนบริษัท
สำนักงานบัญชีคุณภาพ

บริษัท ปังปอน จำกัด

47/103 หมู่ 9 ตำบลบางพูด อำเภอปากเกร็ด จังหวัดนนทบุรี 11120

โทร. 081-931-8341, 081 931 8761

รับทำบัญชี นนทบุรี

รับทำบัญชีนทบุรี

บริษัท ปังปอน จำกัด รับทำบัญชี นนทบุรี เขตพื้นที่ บางกรวย บางใหญ่ บางบัวทอง ไทรน้อย ปากเกร็ดและพื้นที่อื่นๆ เราคือสำนักงานบัญชีคุณภาพให้บริการทางด้านการจัดทำบัญชี โดยทีมงานของเราได้รับการอบรมและพัฒนาประสิทธิภาพตลอดเวลา ทำให้บริการของเราอัพเดทรูปแบบใหม่สม่ำเสมอ เพื่อบริการที่ดีที่สุดนั่นเอง

เราเน้นการบริการที่สะดวก รวดเร็ว โดยมองความสะดวกของลูกค้าเป็นหลัก ตอบสนองความต้องการเกี่ยวกับระบบบัญชีภายในบริษัทได้แบบครบวงจร ข้อมูลไม่มีการรั่วไหล ข้อมูลปลอดภัย 100% บัญชีมีการตรวจสอบก่อนยื่นภาษีทุกครั้ง ทำให้ข้อมูลถูกต้องชัดเจน ดังนั้นเราจึงได้รับความไว้วางใจจากบริษัทชั้นนำของประเทศไทยหลายแห่ง ให้เราบริการด้านบัญชี


รับทำบัญชี นนทบุรี

ทำไมต้องสำนักงานบัญชี ?


  • บางบริษัทขาดคน ที่มีความรู้ ความสามารถ หรือบางครั้งมี แต่ ความรู้ ความสามารถ ยังไม่เพียงพอต่อความต้องการของบริษัท
  • ไม่เข้าใจเรื่องของภาษี ทั้งภาษีมูลค่าเพิ่ม และภาษีเงิน หัก ณ ที่จ่าย ใช้สิทธิภาษีไม่ถูก
  • เจ้าของคนเดียว ไม่มีเวลา จัดเก็บเอกสารไม่เป็น ไม่เข้าใจเอกสาร (ซื้อ,ขาย,รับ,จ่าย)
  • ไม่ทราบผลประกอบการที่แท้จริงของกิจการที่ดำเนินงานอยู่ว่า กำไร หรือขาดทุน 

หลังใช้บริการสำนักงานบัญชี


  • สอบถามความรู้ทางบัญชีเบื้องต้น เพื่อแนะนำหลักบัญชี ให้นำไปปรับใช้ในกิจการ ให้มีประสิทธิภาพมากที่สุด
  • แนะนำภาษีต่างๆ วางแผนภาษี ให้ความรู้เกี่ยวกับภาษีที่เกี่ยวข้องกับกิจการของตน
  • สอนการคัดแยก จัดเก็บ และรวบรวมเอกสาร เพื่อจัดส่งให้สำนักงานบัญชี
  • ลงบัญชีตามเอกสาร ให้ถูกต้อง ครบถ้วนมากที่สุด เพื่อสะท้อนความเป็นจริงของกิจการ และนำงบการเงินไปใช้ประโยชน์ต่อได้

“เสียงตอบรับจากลูกค้า”

” บริษัทมีบุคคลกรที่มีความรู้มากขึ้น บริษัทสามารถเลือกจ้างพนักงานที่ตรงตามความต้องการได้ “
” เข้าใจเรื่อง ที่เกี่ยวข้องมากขึ้น และเสียภาษีให้ประหยัดอย่างถูกวิธีตามกฎหมาย “
” ทำงานได้ตรงตามกำหนดเวลา สามารถแก้ไขปัญหาตรงจุด เสียภาษีได้ตรงทุกเดือน เชื่อถูได้ “
” ทราบผลประกอบการของบริษัท ทราบถึงต้นทุนต่างๆ ประหยัดค่าใช้จ่ายได้บางส่วน “

“ทำไมต้องเลือกเรา” 

สำนักงานบัญชี
ปังปอนดอทคอม
รับทำบัญชี
สำนักงานบัญชีตัวแทน
รับจดทะเบียนบริษัท
สำนักงานบัญชีคุณภาพ

บริษัท ปังปอน จำกัด

47/103 หมู่ 9 ตำบลบางพูด อำเภอปากเกร็ด จังหวัดนนทบุรี 11120

โทร. 081-931-8341, 081 931 8761

รับจดทะเบียนบริษัท ปทุมธานี

จดทะเบียนบริษัท ปทุมธานี

บริษัท ปังปอน จำกัด บริการ รับจดทะเบียนบริษัท ปทุมธานี ประสบการณ์ในการให้บริการ กว่า 19 ปี เรามีทีมงานรับทำบัญชี และยื่นภาษีอากรที่พร้อมจะให้บริการแก่ท่านได้อย่างเร็ว และใน ราคาที่ถูก

รับจดทะเบียนบริษัท ปทุมธานี
รับจดทะเบียนบริษัท ปทุมธานี

ปัญหาก่อนจดทะเบียนบริษัท?

    • จัดเตรียมเอกสารจดทะเบียนไม่ถูก เอกสารที่ใช้ไม่ครบถ้วน ขาดๆ เกินๆ
    • ขาดความรู้ ความเข้าใจ ในการจัดเตรียมเอกสารที่ใช้จดทะเบียน
    • ไม่เข้าใจระบบภาษีมูลค่าเพิ่ม ( VAT) ว่าต้องเข้าหรือไม่ ?
    • จดเองหลายรอบ ไม่ผ่าน เสียเงิน เสียเวลา เสียค่าใช้จ่ายเกินความจำเป็น และเสียโอกาสในการรับงาน

รับจดทะเบียนบริษัท ปทุมธานี
รับจดทะเบียนบริษัท ปทุมธานี

หลังใช้บริการจดทะเบียนบริษัท

    • จัดเตรียมเอกสาร พร้อมตรวจสอบให้ถูกต้อง ครบถ้วน ก่อนจดทะเบียน
    • ให้ความรู้ ทำความเข้าใจ แจ้งรายละเอียด ขั้นตอนการจด ทั้งก่อน และหลังใช้บริการ
    • แนะนำทั้ง ภาษีที่เกี่ยวข้องกับกิจการ เอกสารการลงบัญชี และความสำคัญในการจัดทำบัญชี
    •  จดทะเบียนบริษัทเสร็จ ภายในระยะเวลาตามที่กำหนด ที่ได้ตกลงกันไว้

เสียงตอบรับจากลูกค้า

” เข้าใจในเรื่องเอกสารที่จะใช้จดทะเบียนบริษัท และปฏิบัติตามคำแนะนำอย่างถูกต้อง รวดเร็วมากขึ้น “
” พอใจในการให้บริการ แจ้งให้ทราบเป็นขั้นตอน ทั้งก่อนจด และ หลังจด เสร็จ “
” ทราบถึงต้นทุนต่างๆ ประหยัดค่าใช้จ่ายได้บางส่วน ในการจดทะเบียน “
” ลูกค้าพึงพอใจในดำเนินการจดทะเบียนของทางปังปอน “

ทำไมต้องเลือกเรา

สำนักงานบัญชี
ปังปอนดอทคอม
รับทำบัญชี
สำนักงานบัญชีตัวแทน
รับจดทะเบียนบริษัท
สำนักงานบัญชีคุณภาพ

บริษัท ปังปอน จำกัด

47/103 หมู่ 9 ตำบลบางพูด อำเภอปากเกร็ด จังหวัดนนทบุรี 11120

โทร. 081-931-8341, 081 931 8761

Tag : รับจดทะเบียนบริษัท รับจดทะเบียนบริษัท ปทุมธานี รับจดทะเบียนบริษัท ลาดหลุมแก้ว รับจดทะเบียนบริษัท ลำลูกกา

นิติไม่ต้องทําบัญชี

กฎกระทรวง
ว่าด้วยการยกเว้นไม่ต้องจัดให้งบการเงินได้รับการตรวจสอบ
และแสดงความเห็นโดยผู้สอบบัญชีรับอนุญาต
พ.ศ. ๒๕๔๔
——————————————————————————-
อาศัยอำนาจตามความในมาตรา ๕ และมาตรา ๑๑ วรรคสี่ แห่งพระราชบัญญัติการบัญชี พ.ศ. ๒๕๔๓ อันเป็นพระราชบัญญัติที่มีบทบัญญัติบางประการเกี่ยวกับการจำกัดสิทธิและเสรีภาพของบุคคล ซึ่งมาตรา ๒๙ ประกอบกับมาตรา ๓๕ มาตรา ๔๘ และมาตรา ๕๐ ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย บัญญัติให้กระทำได้โดยอาศัยอำนาจตามบทบัญญัติแห่งกฎหมาย รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ออกกฎกระทรวงไว้ ดังต่อไปนี้
ข้อ ๑ ผู้มีหน้าที่จัดทำบัญชีซึ่งเป็นห้างหุ้นส่วนจดทะเบียนที่จัดตั้งขึ้นตามกฎหมายไทยที่มีทุน สินทรัพย์ และรายได้ ทุกรายการไม่เกินจำนวนที่กำหนดไว้ดังต่อไปนี้ ให้ได้รับยกเว้นไม่ต้องจัดให้งบการเงินได้รับการตรวจสอบและแสดงความเห็นโดยผู้สอบบัญชีรับอนุญาต
(๑) ทุนห้าล้านบาท
(๒) สินทรัพย์รวมสามสิบล้านบาท
(๓) รายได้รวมสามสิบล้านบาท
ข้อ ๒ กฎกระทรวงนี้ให้ใช้บังคับสำหรับการจัดทำงบการเงินซึ่งมีรอบปีบัญชีที่สิ้นสุดลงในหรือหลังวันที่ ๓๑ ธันวาคม พ.ศ. ๒๕๔๕ เป็นต้นไป
ให้ไว้ ณ วันที่ ๔ มิถุนายน พ.ศ. ๒๕๔๔
อดิศัย โพธารามิก
รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์

vertify

ผู้มีหน้าที่ทําบัญชี

ผู้มีหน้าที่จัดทำบัญชี

ผู้มีหน้าที่จัดทำบัญชี หมายถึง ผู้มีหน้าที่จัดให้มีการทำบัญชีตามพระราชบัญญัติ การบัญชี พ.ศ. ๒๕๔๓ มาตรา ๘

ดังนี้

  1. ห้างหุ้นส่วนจดทะเบียน
  2. บริษัทจำกัด
  3. บริษัทมหาชนจำกัด ที่จัดตั้งขึ้นตามกฎหมายไทย
  4. นิติบุคคลที่ตั้งขึ้นตามกฎหมายต่างประเทศที่ประกอบธุรกิจในประเทศไทย
  5. กิจการร่วมค้าตามประมวลรัษฎากร
  6. บุคคลธรรมดา ที่ประกอบุรกิจ ตาม บัญชีท้าย
      • โรงงาน แปรสภาพ แกะสลัก และการทำหัตถกรรมจากงาช้าง การค้าปลีก การค้าส่ง งาช้าง และผลิตภัณฑ์จากงาช้าง เป็นผู้มีหน้าที่จัดทำบัญชี
      • เป็นผู้ผลิตผู้จำหน่าย ผู้มีไว้เพื่อจำหน่ายผู้นำเข้ามาในราชอาณาจักรซึ่งสินค้า
        ประเภทแถบเสียงเพลง แถบวีดิทัศน์ และแผ่นซีดี
ผู้มีหน้าที่จัดทำบัญชี
ผู้รับผิดชอบ

1. ห้างหุ้นส่วนจดทะเบียน

2. บริษัทจำกัด

3. บริษัทมหาชนจำกัด

4.นิติบุคคลที่ตั้งขึ้นตามกฎหมายต่างประเทศที่ประกอบธุรกิจในประเทศไทย

5. กิจการร่วมค้าตามประมวลรัษฎากร

6. สถานที่ประกอบธุรกิจเป็นประจำ ซึ่งต้องเข้าเงื่อนไข 3 ข้อ ดังนี้
1. มีสถานที่ประกอบกิจการเป็นประจำ
2. มีพนักงานประจำ
3. มีวัตถุประสงค์ในการดำเนินกิจการที่ก่อให้เกิดรายได้

7. บุคคลธรรมดา ห้างหุ้นส่วนที่ไม่ได้จดทะเบียนที่ประกอบธุรกิจเป็นผู้ผลิต
ผู้จำหน่าย ผู้มีไว้เพื่อจำหน่ายผู้นำเข้ามาในราชอาณาจักรซึ่งสินค้า
ประเภทแถบเสียงเพลง แถบวีดิทัศน์ และแผ่นซีดี

– หุ้นส่วนผู้จัดการ

– กรรมการ

– กรรมการ

-บุคคลที่รับผิดชอบการดำเนินการในประเทศไทย

– บุคคลที่รับผิดชอบในการดำเนินการของกิจการ

– ผู้มีหน้าที่รับผิดชอบในการจัดการธุรกิจ

– เจ้าของหรือผู้จัดการ

ผู้มีหน้าที่จัดทำบัญชี

ต้องจัดให้มีการทำบัญชีสำหรับการประกอบธุรกิจของตน โดยมีรายละเอียด หลักเกณฑ์ และวิธีการตามที่บัญญัติไว้ในพระราชบัญญัตินี้

  • ในกรณีที่ผู้มีหน้าที่จัดทำบัญชีประกอบธุรกิจเป็นประจำในสถานที่หลายแห่งแยกจากกัน ให้ผู้มีหน้าที่รับผิดชอบในการจัดการธุรกิจในสถานที่นั้นเป็นผู้มีหน้าที่จัดทำบัญชี
  • ในกรณีที่ผู้มีหน้าที่จัดทำบัญชีเป็นกิจการร่วมค้าตามประมวลรัษฎากร ให้บุคคลซึ่งรับผิดชอบในการดำเนินการของกิจการนั้นเป็นผู้มีหน้าที่จัดทำบัญชี

หน้าที่และความรับผิดชอบของผู้มีหน้าที่จัดทำบัญชี

  1. จัดให้มีผู้ทำบัญชี ซึ่งเป็นผู้มีคุณสมบัติตามที่อธิบดีกรมทะเบียนการค้ากำหนด
  2. ควบคุมดูแล ผู้ทำบัญชี ให้จัดทำบัญชีให้ถูกต้องตามกฎหมายและตรงต่อความเป็นจริง
  3. จัดให้มีการทำบัญชีนับตั้งแต่วันเริ่มทำบัญชี โดยต้องจัดทำให้ครบถ้วนถูกต้อง ตามที่กำหนด
    ในประกาศกรมทะเบียนการค้า เรื่อง กำหนดชนิดของบัญชีที่ต้องจัดทำ ข้อความและรายการที่ต้องมีในบัญชี ระยะเวลาที่ต้องลงรายการ ในบัญชีและเอกสารที่ต้องใช้ประกอบการลงบัญชี
  4. จัดทำเอกสารประกอบการลงบัญชี ซึ่งได้แก่ บันทึก หนังสือหรือเอกสารใด ๆ ที่ใช้เป็น หลักฐานในการลงรายการในบัญชี
  5. ต้องส่งมอบเอกสารที่ต้องใช้ประกอบการลงบัญชีให้ผู้ทำบัญชี ให้ถูกต้องครบถ้วน เพื่อให้บัญชีที่จัดทำขึ้นตรงตามความเป็นจริง และตามมาตรฐานการบัญชี
  6. ต้องปิดบัญชีทุกรอบ 12 เดือน เว้นแต่
      • รอบปีบัญชีแรกอาจปิดบัญชีไม่ครบ 12 เดือน ก็ได้
      • รอบปีบัญชีที่ได้รับอนุญาตจากสารวัตรใหญ่บัญชีหรือ สารวัตรบัญชีให้เปลี่ยนรอบปี บัญชี จะไม่ครบ 12 เดือน ก็ได้
  7. ต้องจัดทำงบการเงิน โดยมีรายการย่อตามที่อธิบดีกรมทะเบียนการค้าประกาศกำหนด
  8. ต้องจัดให้งบการเงินได้รับการตรวจสอบและแสดงความเห็นโดยผู้สอบบัญชีรับอนุญาต เว้นแต่ งบการเงินของ ห้างหุ้นส่วนจดทะเบียนที่มีทุนไม่เกินห้าล้านบาท สินทรัพย์รวมไม่เกินสามสิบล้านบาท และรายได้รวมไม่เกินสามสิบล้านบาท ได้รับยกเว้นไม่ต้องจัดให้งบการเงินได้รับการตรวจสอบและแสดงความเห็นโดยผู้สอบบัญชีรับอนุญาต ให้ใช้บังคับสำหรับการจัด
    ทำงบการเงิน ซึ่งมีรอบปีบัญชีที่สิ้นสุดลง ในหรือหลังวันที่ 31 ธันวาคม 2545 เป็นต้นไป
  9. ต้องยื่นงบการเงินต่อสำนักงานกลางบัญชีหรือสำนักงานบัญชีประจำท้องที่ภายในระยะเวลาที่กำหนด ดังนี้
      • ภายใน 5 เดือน นับแต่วันปิดบัญชีสำหรับนิติบุคคลหรือธุรกิจประเภท
        • (1) ห้างหุ้นส่วนจดทะเบียน
        • (2) นิติบุคคลที่ตั้งขึ้นตามกฎหมายของต่างประเทศ
        • (3) กิจการร่วมค้าตามประมวลรัษฎากร
      • ภายใน 1 เดือน นับแต่วันที่งบการเงินของนิติบุคคลต่อไปนี้ได้รับอนุมัติในที่ประชุมใหญ่
        • (1) บริษัทจำกัด
        • (2) บริษัทมหาชนจำกัด
  10. ต้องเก็บรักษาบัญชีและเอกสารที่ต้องใช้ประกอบการลงบัญชีไว้
  11. กรณีนิติบุคคลที่ตั้งขึ้นตามกฎหมายของต่างประเทศ กิจการร่วมค้าตามประมวลรัษฎากรบุคคลธรรมดาซึ่งมีหน้า ที่ต้องจัดทำบัญชีเมื่อเลิกประกอบธุรกิจ ต้องส่งมอบบัญชีและเอกสารประกอบการลงบัญชีแก่สารวัตรใหญ่บัญชีหรือสารวัตรบัญชี
    ภายใน 90 วัน นับแต่วันเลิกประกอบธุรกิจ

vertify

สารวัตรใหญ่บัญชี

สารวัตรใหญ่บัญชีและสารวัตรบัญชี

สารวัตรใหญ่บัญชี หมายความว่า อธิบดีและให้หมายความรวมถึงผู้ซึ่งอธิบดีมอบหมายด้วย
สารวัตรบัญชี หมายความว่า ผู้ซึ่งอธิบดีแต่งตั้งให้เป็นสารวัตรบัญชีประจำสำนักงานบัญชีประจำท้องที่
(มาตรา 4)

กรมพัฒนาธุรกิจการค้าได้ออกคำสั่งกรมพัฒนาธุรกิจการค้า ดังนี้

  1. คำสั่งกรมพัฒนาธุรกิจการค้าที่ ๑๖๓ / ๒๕๕๕ เรื่อง มอบหมายให้ข้าราชการเป็นสารวัตรใหญ่บัญชี และแต่งตั้งสารวัตรบัญชี ดังนี้
    1. สารวัตรใหญ่บัญชี ได้แก่ รองอธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า ผู้อำนวยการสำนักกำกับบัญชีธุรกิจ ผู้อำนวยการสำนักพัฒนาบัญชีธุรกิจ ผู้อำนวยการสำนักทะเบียนธุรกิจ ผู้อำนวยการสำนักข้อมูลธุรกิจ ผู้อำนวยการสำนักกฎหมายและผู้อำนวยการสำนักธรรมาภิบาลธุรกิจ
    2. สารวัตรบัญชี ได้แก่
      1. (๑) ผู้อำนวยการสำนักกำกับบัญชีธุรกิจ ผู้อำนวยการสำนักพัฒนาบัญชีธุรกิจ ข้าราชการพลเรือนสามัญประเภททั่วไประดับชำนาญงานขึ้นไป และประเภทวิชาการระดับชำนาญการขึ้นไป ในสังกัดสำนักกำกับบัญชีธุรกิจ สำนักพัฒนาบัญชีธุรกิจ สำนักกฎหมาย และสำนักธรรมาภิบาลธุรกิจ เป็นสารวัตรบัญชีประจำสำนักงานบัญชีประจำท้องที่ทุกท้องที่ทั่วราชอาณาจักร
      2. (๒) ข้าราชการพลเรือนสามัญประเภททั่วไประดับปฏิบัติงานซึ่งมีอายุราชการไม่น้อยกว่า ๕ ปี ประเภทวิชาการระดับปฏิบัติการขึ้นไปในสังกัดสำนักกำกับบัญชีธุรกิจ และสำนักพัฒนาบัญชีธุรกิจ ประเภททั่วไประดับชำนาญงานขึ้นไป และประเภทวิชาการระดับปฏิบัติการขึ้นไป ในสังกัดสำนักทะเบียนธุรกิจ สำนักข้อมูลธุรกิจ สำนักกฎหมาย และสำนักธรรมาภิบาลธุรกิจ เป็นสารวัตรบัญชีประจำสำนักงานบัญชีประจำท้องที่กรุงเทพมหานคร
      3. (๓) ข้าราชการพลเรือนสามัญประเภททั่วไประดับปฏิบัติงานซึ่งมีอายุราชการไม่น้อยกว่า ๕ ปี และระดับชำนาญงานขึ้นไป และประเภทวิชาการระดับปฏิบัติการขึ้นไป ในสังกัดสำนักงานพัฒนาธุรกิจการค้าจังหวัด เป็นสารวัตรบัญชีประจำสำนักงานบัญชีประจำท้องที่ในจังหวัดนั้น ๆ
      4. (๔) ข้าราชการพลเรือนสามัญตามลำดับดังต่อไปนี้ เป็นสารวัตรบัญชีประจำสำนักงานบัญชีประจำท้องที่ในจังหวัดนั้น ๆ คือ
        (ก) พาณิชย์จังหวัด
        (ข) ผู้รักษาราชการแทนพาณิชย์จังหวัด สำหรับกรณีที่พาณิชย์จังหวัดไม่อยู่หรือไม่อาจปฏิบัติหน้าที่ได้
        (ค) ข้าราชการพลเรือนสามัญประเภทวิชาการระดับปฏิบัติการขึ้นไป เรียงตามลำดับอาวุโส ในสังกัดสำนักงานพาณิชย์จังหวัด สำหรับกรณีที่ไม่มีผู้รักษาราชการแทนพาณิชย์จังหวัด หรือมีแต่ไม่อยู่หรือไม่อาจปฏิบัติหน้าที่ได้
  2. คำสั่งกรมพัฒนาธุรกิจการค้า ที่  ๑๘/๒๕๕๒ เรื่อง มอบหมายให้ข้าราชการเป็นสารวัตรใหญ่บัญชี และแต่งตั้งสารวัตรบัญชี มีดังนี้
    1. สารวัตรใหญ่บัญชี ได้แก่ ผู้อำนวยการสำนักอนุรักษ์สัตว์ป่า ผู้อำนวยการสำนักป้องกัน ปราบปราม และควบคุมไฟป่า ผู้อำนวยการกองคุ้มครองพันธุ์สัตว์ป่าและพืชป่าตามอนุสัญญา ผู้อำนวยการสำนักบริหารพื้นที่อนุรักษ์ที่ ๑ ถึง ๑๖ ผู้อำนวยการสำนักบริหารพื้นที่อนุรักษ์ที่ ๑ สาขาสระบุรี ผู้อำนวยการสำนักบริหารพื้นที่อนุรักษ์ที่ ๓ สาขาเพชรบุรี ผู้อำนวยการสำนักบริหารพื้นที่อนุรักษ์ที่ ๖ สาขาปัตตานี ผู้อำนวยการสำนักบริหารพื้นที่อนุรักษ์ที่ ๑๓ สาขาลำปาง และผู้อำนวยการสำนักบริหารพื้นที่อนุรักษ์ที่ ๑๖ สาขาแม่สะเรียง กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช
      สารวัตรใหญ่บัญชีตามข้อ 2.1 มีอำนาจหน้าที่ตามมาตรา ๒๒ และมาตรา ๒๔ แห่งพระราชบัญญัติการบัญชี พ.ศ. ๒๕๔๓ เฉพาะกรณีที่ผู้มีหน้าที่จัดทำบัญชีประกอบธุรกิจเป็นโรงงานแปรสภาพ แกะสลัก และการทำหัตถกรรมจากงาช้าง การค้าปลีก การค้าส่ง งาช้าง และผลิตภัณฑ์จากงาช้าง
    2. สารวัตรบัญชี ได้แก่
      (๑) ข้าราชการพลเรือนสามัญตั้งแต่ระดับปฏิบัติงานหรือระดับปฏิบัติการขึ้นไป ในสังกัดสำนักอนุรักษ์สัตว์ป่า สำนักป้องกัน ปราบปราม และควบคุมไฟป่า และกองคุ้มครองพันธุ์สัตว์ป่าและพืชป่าตามอนุสัญญา กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช เป็นสารวัตรบัญชีประจำสำนักงานบัญชีประจำท้องที่กรุงเทพมหานคร
      (๒) ข้าราชการพลเรือนสามัญตั้งแต่ระดับปฏิบัติงานหรือระดับปฏิบัติการขึ้นไป ในสังกัดสำนักบริหารพื้นที่อนุรักษ์ที่ ๑ ถึง ๑๖ สำนักบริหารพื้นที่อนุรักษ์ที่ ๑ สาขาสระบุรี สำนักบริหารพื้นที่อนุรักษ์ที่ ๓ สาขาเพชรบุรี สำนักบริหารพื้นที่อนุรักษ์ที่ ๖ สาขาปัตตานี สำนักบริหารพื้นที่อนุรักษ์ที่ ๑๓ สาขาลำปาง และสำนักบริหารพื้นที่อนุรักษ์ที่ ๑๖ สาขาแม่สะเรียง กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช เป็นสารวัตรบัญชีประจำสำนักงานบัญชีประจำท้องที่ทุกท้องที่ที่อยู่ในเขตพื้นที่รับผิดชอบของสำนักบริหารพื้นที่อนุรักษ์นั้น
      สารวัตรบัญชีตามข้อ 2.2 มีอำนาจหน้าที่ตามมาตรา ๒๒ แห่งพระราชบัญญัติการบัญชี พ.ศ. ๒๕๔๓ เฉพาะกรณีที่ผู้มีหน้าที่จัดทำบัญชีประกอบธุรกิจเป็นโรงงานแปรสภาพ แกะสลัก และการทำหัตถกรรมจากงาช้าง การค้าปลีก การค้าส่ง งาช้าง และผลิตภัณฑ์จากงาช้าง

อำนาจหน้าที่ของสารวัตรใหญ่บัญชีและสารวัตรบัญชี

  1. ตรวจสอบบัญชีและเอกสารที่ต้องใช้ประกอบการลงบัญชีเพื่อให้เป็นไปตามพระราชบัญญัติการบัญชี พ.ศ. 2543
  2. มีอำนาจเข้าไปในสถานที่ทำการหรือสถานที่เก็บรักษาบัญชีและเอกสารที่ต้องใช้ประกอบการลงบัญชีของผู้มีหน้าที่จัดทำบัญชีหรือผู้ทำบัญชีหรือสถานที่รวบรวมหรือประมวลข้อมูลของบุคคลดังกล่าวได้ในระหว่างเวลาทำการของสถานที่นั้น
  3. ในกรณีที่มีเหตุอันควรเชื่อได้ว่ามีการฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามบทบัญญัติแห่งพระราชบัญญัติการบัญชี พ.ศ. 2543 มีอำนาจเข้าไปในสถานที่ทำการหรือสถานที่เก็บรักษาบัญชีและเอกสารที่ต้องใช้ประกอบการลงบัญชีตามข้อ 2 เพื่อยึด หรืออายัดบัญชีและเอกสารที่ต้องใช้ประกอบการลงบัญชีได้ในระหว่างเวลาพระอาทิตย์ขึ้นจนถึงพระอาทิตย์ตกหรือในเวลาทำการของสถานที่นั้น เมื่อมีเหตุอันควรเชื่อได้ว่าหากเนิ่นช้ากว่าจะเอาหมายค้นมาได้ บัญชีเอกสารที่ต้องใช้ประกอบการลงบัญชี หรือเอกสารหรือหลักฐานอื่นที่เกี่ยวข้องกับความผิดดังกล่าวนั้นจะถูกยักย้าย ซุกซ่อน ทำลาย หรือทำให้เปลี่ยนสภาพไปจากเดิม
  4. มีอำนาจสั่งเป็นหนังสือ ดังนี้
    (๑) ให้ผู้มีหน้าที่จัดทำบัญชี ผู้ทำบัญชี หรือบุคคลที่เกี่ยวข้องมาให้ถ้อยคำเกี่ยวกับการจัดทำบัญชีหรือการเก็บรักษาบัญชีและเอกสารที่ต้องใช้ประกอบการลงบัญชี
    (๒) ให้ผู้มีหน้าที่จัดทำบัญชีหรือผู้ทำบัญชีส่งบัญชี เอกสารที่ต้องใช้ประกอบการลงบัญชี หรือรหัสบัญชีมาเพื่อตรวจสอบ
  5. สารวัตรใหญ่บัญชีและสารวัตรบัญชีเป็นเจ้าพนักงานตามประมวลกฎหมายอาญา

vertify

การบัญชี

การบัญชี และ การทำบัญชี

สองคำมีความความสัมพันธ์กัน กล่าวคือ การทำบัญชี ( BooK Keeping ) เป็นส่วนหนึ่งของการบัญชี ( Accounting ) การทันทึกรายการทางบัญชีมีอายุมากกว่า 7,000 ปี เริ่มตั้นแต่ยุตเมโสโพเตเมีย ที่คนเริ่มจดบันทึกการเติบโตของพืชพันธุ์และฝุนสัตว์ ( อ้างอิงจาก Wikipedia )

การทำบัญชี เป็นเรื่องของการ บันทึกรายการข้อมูลทางบัญชี ลงในสมุดบัญชีของกิจการอย่างชัดเจน เช่นบันทึกลงในสมุดรายวัน การผ่านรายการจากสมุดรายวันไป สมุดแยกประเภทที่เกี่ยวข้องกับรายการ มีการปรับปรุงบัญชี และการปิดบัญชีจนไปถึงการยกยอดคงเหลือแต่ละรายการ และจัดทำงบการเงิน ผู้มีหน้าที่รับผิดชอบกระบวนการบัญชีดังกล่าว เรียกว่า ผู้ทำบัญชี (  Book Keeper ) 

การบัญชี เป็นเรื่องของการออกแบบระบบการบันทึกรายการ การจัดทำรานงานการเงินโดยอาศัยข้อมูลจาก “การทำบัญชี” 

การบัญชี เป็นศิลปะของการรวบรวมข้อมูลการบันทึก จำแนก และสรุปข้อมูลในรูปแบบตัวเลขเงิน เป็นผลงานขั้นสุดท้ายของการบัญชี การให้ข้อมูลทางการเงินแก่ผู้ที่สนใจและเป็นประโยชน์กับหลายฝ่ายสำหรับงานของการทำบัญชี คือเรื่องของการบันทึกรายการค้าหรือข้อมูลทางบัญชีโดยผู้ที่ทำบัญชีมีหน้าที่บันทึกข้อมูลตัวเลขต่างๆรวมถึงการจัดระบบบัญชีของกิจการควบคุมและตรวจสอบบัญชี

vertify

บัญชีครัวเรือน

บัญชีครัวเรือน คือ การทำบัญชีเพื่อบันทึกข้อมูลรายรับรายจ่ายประจำวันหรือบันทึกข้อมูลอื่น ๆ ในชีวิตและในครอบครัว เช่น บัญชีทรัพย์สิน พันธุ์พืช พันธุ์ไม้   บัญชีความรู้ความคิดของเรา บัญชีผู้ทรงคุณ  บัญชีเด็กและเยาชนของเรา หรือจะเป็นบัญชีภูมิปัญญาด้านต่างๆ ซึ่งเราสามารถจดบันทึกเรื่องราว สิ่งหรือเรื่องราวในชีวิตได้เช่นกัน

เรียนรู้การทำบัญชีครัวเรือนกันเถอะ

การทำบัญชีครัวเรือนถือเป็นวิธีหนึ่งที่จะช่วยให้เราได้ทราบข้อมูลต่าง ๆ ในการใช้จ่ายรวมถึงรายรับในแต่ละวัน เพื่อเป็นข้อมูลในการประเมินสภาวะของการเงินของเราเองว่าเป็นอย่างไร จะได้เป็นข้อมูลในการวางแผนการดำเนินชีวิตประจำวัน

ข้อดีในการทำบัญชีครัวเรือน

การทำบัญชีครัวเรือนเป็นการจดบันทึกรายการการดำเนินกิจกรรมต่าง ๆ ทั้งรายรับที่ได้มากับรายจ่าย ซึ่งทำให้ทราบสถานะในสภาวะทางการเงิน ง่ายต่อการตรวจสอบ ช่วยควบคุมรักษาการใช้จ่าย เพื่อจะได้แก้ไขปรับปรุงในการใช้จ่ายได้ทัน ช่วยในการวิเคราะห์แก้ไขปัญหาหนี้สินต่าง ๆ ได้

เริ่มต้นทำบัญชีครัวเรือนได้อย่างไร

เราสามารถเริ่มต้นทำบัญชีครัวเรือนอย่างง่าย ๆ เพียงแค่หาสมุดมาหนึ่งเล่ม และหาปากกาหรือดินสอสำหรับเขียนลงไปในสมุดบัญชีครัวเรือน ทำได้หลากหลายรูปแบบ ปกติแล้วควรจัดทำตารางเป็น 5 ช่องด้วยกัน ประกอบด้วย

    • วันเดือนปีที่เกิดรายการนั้น ๆ
    • รายการที่ปฏิบัติ
    • รายรับ
    • รายจ่าย
    • ยอดคงเหลือซึ่งเป็นช่องสรุปยอดเงินคงเหลือในแต่ละวัน

ใช้เวลาต่อวันไม่นาน ก็จะได้ทราบข้อมูลทางการเงินไว้สำหรับนำไปวางแผนการเงินของครอบครัวได้อย่างสบาย ๆ

หลักการในการบันทึกบัญชีครัวเรือน

  1. มองภาพใหญ่ของปีหนึ่ง ๆ ก่อนว่ามีรายการอะไรบ้าง เช่น รายจ่ายที่ค่อนข้างคงที่ พวกค่าเรียนหนังสือลูก ค่าอาหาร ค่าน้ำมันรถ ค่าไฟฟ้า ฯลฯ
  2. ลำดับต่อไปมองภาพหนี้สินที่เป็นภาพใหญ่เป็นภาระที่ต้องชดใช้คืนในอนาคต เช่น การกู้ยืมเงินจากธนาคารต่าง ๆ การเช่าซื้อ การจำนำ การจำนอง การขายฝาก เป็นต้น
  3. เงินคงเหลือ ที่เป็นรายการจากการนำรายรับมาหักรายจ่ายแล้ว หากมีรายรับมากกว่ารายจ่ายจะเกิดเงินที่เรียกว่ากำไร แต่หากนำรายรับหักรายจ่ายแล้วพบว่ารายจ่ายมากกว่ารายรับ และทำให้เงินคงเหลือติดลบ เราจะเรียกว่า ภาวะขาดทุน

การวิเคราะห์บัญชีครัวเรือน

หลังจากได้บันทึกรายการทำบัญชีครัวเรือนแล้ว เมื่อผ่านพ้นเวลาไปสักระยะหนึ่ง ราว 1 เดือน ก็สามารถนำข้อมูลที่เราได้บันทึกมาวิเคราะห์ได้แล้วว่า รายรับรายจ่ายของเรามีความสมดุลหรือไม่ หากเงินคงเหลือเป็นขาดทุน ก็สามารถนำข้อมูลมาพิจารณาว่าพอจะมีรายการไหนที่สามารถลดหรือตัดออกได้บ้าง ด้วยเป็นรายจ่ายที่ไม่จำเป็นเท่าไหร่นัก หากทำได้อย่างนี้ เราก็จะสามารถแก้ปัญหาหนี้สินได้ทางหนึ่ง

เรียนรู้รายรับรายจ่าย

การทำบัญชีครัวเรือนส่งผลดีต่อตนเอง ซึ่งทางราชการก็พยายามสนับสนุนให้ทุกครัวเรือนได้จัดทำบัญชีรายรับรายจ่ายไว้ โดยมีหลักว่าให้บันทึกบัญชีลงไปว่ามีรายรับมาจากแหล่งใดบ้าง เป็นจำนวนเงินเท่าไร และมีรายจ่ายในเรื่องอะไรบ้าง เป็นจำนวนเงินเท่าไร ในแต่ละวัน แต่ละสัปดาห์ แต่ละเดือน ทุก 6 เดือน และแต่ละปี การทำเช่นนี้จะทำให้คุณมองเห็นภาพรวมของการเงินของตนเองและครอบครัวว่ามีรายจ่ายเท่าไร มีเงินคงเหลือเท่าไร เงินขาดมือหรือรายจ่ายมากกว่ารายรับเป็นจำนวนเท่าไร สามารถเจาะลงไปทีละรายการเลยว่ามีรายการใดบ้างที่จ่ายมากเกินความจำเป็นหรือไม่ โดยการวางแผนการเงินใหม่ด้วยการลดการจ่ายที่ไม่จำเป็นและจ่ายเฉพาะสิ่งที่มีความจำเป็นเท่านั้น การทำเช่นนี้จะทำให้ฐานะการเงินในครัวเรือนค่อย ๆ ดีขึ้น

การทำบัญชีครัวเรือนนั้นไม่ยากขอให้เราเริ่มต้นตั้งแต่วันนี้และทำอย่างต่อเนื่อง คุณจะมีเครื่องมือในการวิเคราะห์ฐานะการเงินในครัวเรือนและวางแผนการใช้ชีวิตใหม่ เพื่อให้มีเงินเหลือเก็บไม่เป็นหนี้สินทำให้ครอบครัวมีความสุขตลอดไป

vertify

ระบบบัญชีคู่

ระบบบัญชีคู่

ระบบบัญชีคู่ (Double – entry bookkeeping or double – entry system) เป็นวิธีการบันทึกรายการบัญชีต่าง ๆ  

หลักๆประกอบด้วยไปด้วย  

    • สมุดรายวันทั่วไป  
    • สมุดบัญชีแยกประเภท  
    • เอกสารที่เกี่ยวข้อง 

การบันทึกบัญชีคู่

    • การบันทึกเหล่านี้มีระบบการและประเพณีปฏิบัติต่าง ๆ ใช้ได้กับจการขนาดเล็ก และ ขนาดใหญ่ เพื่อวัตถุประสงค์ในการเสนอรายงานทางการเงินได้ถูกต้องตามที่ควรและทันต่อเหตุการณ 
    • การบันทึกบัญชีตามระบบบัญชีคู่แต่ละรายการจะเกี่ยวข้องกับบัญชีสองด้าน คือ บันทึกด้านเดบิตบัญชีหนึ่ง และ บันทึกด้านเครดิตในอีกบัญชีหนึ่งด้วยจำนวนเงินที่เท่ากัน ทำให้เกิดการดุลขึ้นในตัวเอง  การจัดทำรายละเอียดของยอดบัญชีต่าง ๆ ประกอบกันเป็นยอดรวมทั้งสิ้น จึงออกมาเป็น “งบทดลอง 

ดังนั้น รายการค้าทุกรายการต้องบันทึกโดยเดบิตบัญชีหนึ่ง และเครดิตอีกบัญชีหนึ่งด้วยจำนวนเงินที่เท่ากันเสมอ เรียกว่า บัญชีนั้นได้ดุลกัน แต่ในบางครั้งรายการค้าที่เกิดขึ้นในเวลาเดียวกันมีหลายบัญชี อาจบัญชี อาจบันทึกบัญชีโดยเดบิตหรือเครดิตบัญชีหลายบัญชีรวมกันได้ เรียกว่า การรวมรายการ (Compound entry) แต่จำนวนเงินรวมของเดบิตและเครดิตจะต้องเท่ากันเสมอ นอกจากนั้นเมื่อบันทึกรายการค้าเรียบร้อยแล้วยอดคงเหลือของแต่ละบัญชีที่มียอดดุลเดบิต เมื่อนำมารวมกันจะเท่ากับยอดคงเหลือของแต่ละบัญชีที่มียอดดุลเครดิต ซึ่งเป็นไปตามหลักสมการบัญชีที่ว่า สินทรัพย์ เท่ากับ หนี้สินและทุนรวมกัน 

***หมายเหตุ หลักการบันทึกบัญชีหลักการบันทึกรายการทางบัญชี (Recording transaction) แบ่งเป็น 2 ระบบ คือ 1.ระบบบัญชีเดี่ยว 2.ระบบบัญชีคู่ 

เพิ่มเติม ระบบบัญชีเดี่ยว (Single – entrybookkeepingorsingle – entrysystem)

เป็นวิธีการบันทึกบัญชีเพียงด้านเดียวเท่านั้นคือ ด้านเดบิตหรือด้านเครดิต ระบบบัญชีเดี่ยวนี้จะบันทึกเฉพาะรายการในบัญชีเงินสด หรือ บัญชีที่สำคัญบางบัญชี เช่น บัญชีลูกหนี้หรือบัญชีเจ้าหนี้เท่านั้น โดยไม่ได้ใช้การบันทึกรายการตามระบบบัญชีคู่ที่ต้องบันทึกรายการบัญชีทั้งด้านเดบิตและเครดิต การบันทึกบัญชีตามระบบบัญชีเดี่ยวนี้นิยมใช้ในกิจการขนาดเล็กที่เจ้าของเป็นผู้ควบคุมและจดบันทึกเอง สำหรับธุรกิจขนาดย่อมขึ้นไปไม่ควรนำระบบบัญชีเดี่ยวมาใช้ เนื่องจากจะมีปัญหาในการเก็บรวบรวมข้อมูล การตรวจสอบความถูกต้องของข้อมูลทางการบัญชี และการจัดทำงบการเงิน 

ประวัติความเป็นมาของระบบบัญชี 

              การบัญชีเกิดขึ้นตั้งแต่สมัยสุเมเรียนในดินแดนเมโสโปเตเมีย ในช่วงแรกๆก็เป็นแค่การเก็บข้อมูลเกี่ยวกับปริมาณผลผลิตทางการเกษตร กับมูลค่าเหล่านั้น ส่วนวิชาการบัญชีที่มีพื้นฐานเหมือนกับระบบคณิตศาสตร์ (ระบบบัญชีคู่ ซึ่งหมายถึงการบันทึกข้อมูลทางด้านการเงินโดยมีการบันทึกทั้งด้านบวก (เดบิต หรืออาจเรียกว่าการบันทึกบัญชีทางด้านซ้าย) กับ ด้านลบ (เครดิต หรืออาจเรียกว่าการบันทึกบัญชีทางด้านขวา) โดยที่การบันทึกแต่ละครั้งจะต้องมียอดรวมด้านบวกรวมกับด้านลบเป็นศูนย์) เกิดขึ้นในประเทศอิตาลีก่อนปี ค.ศ. 1543 โดย Luca Pacioli ได้พิมพ์หนังสือชื่อว่า Vennice ซึ่งเป็นหนังสือเกี่ยวกับการบันทึกบัญชี โดยพื้นฐานของการบัญชีทั้งหมดมาจากสมการว่า “สินทรัพย์=หนี้สิน+ทุน” ส่วนรายได้และค่าใช้จ่ายถือเป็นส่วนหนึ่งของทุน 

การบัญชี แบ่งออกเป็น ยุค ตามระยะเวลาที่เปลี่ยนแปลงดังนี้ 

  1. ยุคก่อนระบบบัญชีคู่ เกิดขึ้นก่อน ค.ศ. 3000 ปี จนถึงศตวรรษที่ 13 มีการจดบันทึกข้อมูลทางบัญชี เนื่องจากการลงทุนในการค้า สภาพเศรษฐกิจและการเมืองจากระบบการแลกเปลี่ยนมาเป็นระบบการซื้อขาย และมีการพัฒนาทางเทคโนโลยี การจัดบันทึกข้อมูลทางบัญชีในยุคนี้ได้จดบันทึกไว้บนแผ่นขี้ผึ้ง 
  2. ยุคระบบบัญชีคู่ (Double Entry Book – keeping) ในปลายศตวรรษที่ 13 ในยุคนี้มีการลงทุนทางการค้าในรูปของการค้าร่วม หรือห้างหุ้นส่วน เริ่มมีการก่อตั้งธนาคารมีเรือใบในการขนส่งสินค้า และมีการพิมพ์หนังสือลงในกระดาษ ค.ศ. 1202 ได้ค้นพบการจัดบันทึกบัญชีตามหลักบัญชีคู่ทีสมบูรณ์ชุดแรก ที่เมืองเจนัว ประเทศอิตาลี ในปี ค.ศ. 1340 ซึ่งเป็นศูนย์กลางทางการค้า ต่อมาในศตวรรษที่ 15 อิตาลีเริ่มเสื่อมอำนาจลงศูนย์การค้าได้เปลี่ยนไปยังประเทศในยุโรป เช่น สเปน โปรตุเกส และเนเธอร์แลนด์การบันทึกข้อมูลทางบัญชีในยุคนี้ได้มีการหาผลการดำเนินงานเมื่อสิ้นงวดบัญชี 
  3. ยุคปัจจุบันในศตวรรษที่ 20 มีการปฏิวัติอุตสาหกรรมทำให้ความต้องการทางบัญชีมีมากขึ้น และวัตถุประสงค์ของข้อมูลทางบัญชีเปลี่ยนไปจากเดิมผู้บริหารเป็นผู้ใช้ข้อมูลมาเป็นผู้ลงทุนเจ้าหนี้ และรัฐบาลเป็นผู้ใช้ข้อมูลทางการบัญชี 

หลักการบันทึกบัญชีตามระบบบัญชีคู่

การบันทึกบัญชีตามระบบบัญชีคู่ของแต่ละหมวดบัญชี มีหลักดังนี้ 

  1. หมวดบัญชีสินทรัพย์ 
    รายการค้าใดที่วิเคราะห์แล้วมีผลทำให้สินทรัพย์เพิ่มขึ้นจะบันทึกไว้ทางด้านเดบิตส่วนรายการค้าใดที่วิเคราะห์แล้วมีผลทำให้สินทรัพย์ลดลงจะบันทึกไว้ทางด้านเครดิต
  2. หมวดบัญชีหนี้สิน 
    รายการค้าใดที่วิเคราะห์แล้วมีผลทำให้หนี้สินเพิ่มขึ้นจะบันทึกไว้ทางด้านเครดิตส่วนรายการค้าใดที่วิเคราะห์แล้วมีผลทำให้หนี้สินลดลงจะบันทึกไว้ทางด้านเดบิต
  3. หมวดบัญชีทุน 
    รายการค้าใดที่วิเคราะห์แล้วมีผลทำให้ทุนเพิ่มขึ้นจะบันทึกบัญชีไว้ทางด้านเครดิตส่วนรายการค้าใดที่วิเคราะห์แล้วมีผลทำให้ทุนลดลงจะบันทึกไว้ทางด้านเดบิต
  4. หมวดบัญชีรายได้ 
    จากการวิเคราะห์สมการบัญชี ถ้าบัญชีรายได้เพิ่มขึ้นมีผลทำให้บัญชีทุนเพิ่ม ดังนั้น การวิเคราะห์ยึดตามหลักหมวดบัญชีทุน กล่าวคือ ถ้ารายได้เพิ่มขึ้นจะบันทึกบัญชีด้านเครดิต ถ้ารายได้ลดลงจะบันทึกบัญชีทางด้านเดบิต
  5. หมวดบัญชีค่าใช้จ่าย 
    จากการวิเคราะห์สมการบัญชี ถ้าบัญชีค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้นมีผลทำให้บัญชีทุนลดลงดังนั้นหลักการวิเคราะห์ยึดตามหลักหมวดบัญชีทุนเช่นกัน กล่าวคือ ถ้าค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้นจะบันทึกทางด้านเดบิตถ้าค่าใช้จ่ายลดลงจะบันทึกทางด้านเครดิต 

ตัวอย่างการบันทึกระบบบัญชีคู่

การทำรายงาน

ตัวอย่างรายงาน การทำรายงาน

การทำรายงาน
การทำรายงาน

การเขียนรายงาน คือ การเขียนเสนอผลงานอันได้มาจากการศึกษาค้นคว้าพิเศษนอกเหนือจากเรื่องที่ได้ศึกษาในชั้นเรียนเพื่อส่งเสริมให้ผู้เรียนรู้จักแสวงหาความรู้ด้วยตนเอง การทำรายงานที่มีระบบ โดยทั่วไปมีขั้นตอน ดังนี้

  1. การกำหนดหัวข้อเรื่อง หัวข้อรายงานมีความสำคัญอย่างมากต่อความสำเร็จของการเขียนรายงาน จึงควรเลือกหัวข้อที่น่าสนใจ และมีความรู้ความสามารถในการหาแหล่งข้อมูล
  2. ขอบเขตของเรื่อง การเขียนรายงานต้องทำการกำหนดชอบเขตให้ครอบคลุมทุกข้อ ของรายงาน
  3. แหล่งข้อมูลหรือแหล่งความรู้ ผู้เขียนต้องสำรวจแหล่งความรู้ที่จะใช้ศึกษาค้นคว้า เช่น จากหนังสือ การสัมภาษณ์ผู้มีความรู้ การทำแบบสอบถาม

ตัวอย่างการเขียนรายงาน

การเขียนรายงาน
การเขียนรายงาน

การเขียนคำนำรายงาน

การเขียนคำนำรายงานในส่วนของย่อหน้าแรก เราควรเขียนเพื่อเกริ่นเนื้อเรื่องโดยยังไม่เข้าเนื้อเรื่อง แต่ควรพยายามพูดชักจูงให้ผู้อ่านสนใจหรือพูดที่มาที่ไปก่อน เพื่อให้ผู้อ่านอยากติดตามต่อ  ต่อมาควรกล่าวเริ่มเข้าเนื้อเรื่องของเราว่าเราจะทำรายงานเกี่ยวกับอะไร และมีเรื่องอะไรบ้างหรือพูดถึงเฉพาะเรื่องสำคัญๆ และตอนสุดท้ายก็ปิดท้ายว่าทำเพื่ออะไร เพื่อประโยชน์กับใครที่จะได้มาอ่าน บทความนี้
และอาจกล่าวขอบคุณอาจารย์ผู้สอนหรือผู้มีส่วนเกี่ยวข้องกับรายงาน และปิดท้ายด้วยการขอรับข้อเสนอแนะต่างๆ เพื่อให้รายงานดีขึ้น

ตัวอย่างการเขียนคำนำ

ลักษณะการเขียนคำนำรายงานที่ดี

  1. เขียนคำนำโดยการอธิบายความหมายของเรื่อง
  2. เขียนคำนำด้วยคำพังเพยหรือสุภาษิตที่เกี่ยวข้องกับเนื้อเรื่อง
  3. เขียนคำนำด้วยคำถามหรือปัญหาที่สนใจ
  4. เขียนคำนำโดยขึ้นต้นด้วยคำกล่าวของบุคคลสำคัญ
  5. เขียนคำนำด้วยการเล่าเรื่อง
  6. เขียนคำนำด้วยการกล่าวถึงใจความสำคัญของเรื่องที่เขียน
  7. เขียนคำนำด้วยการอธิบายชื่อเรื่อง
  8. เขียนคำนำด้วยคำกล่าวถึงจุดประสงค์ของเรื่องที่เขียน
  9. การอ้างอิงเนื้อเรื่อง

การเขียนรายงานเชิงวิชาการ

ความหมายของรายงานเชิงวิชาการ
รายงานเชิงวิชาการ หมายถึง เอกสารซึ่งเป็นผลจากการค้นคว้าเกี่ยวกับเรื่องใดเรื่องหนึ่งในทางวิชาการ โดยเรียบเรียงจากการเก็บข้อมูล การค้นคว้าข้อมูลสารสนเทศและประสบการณ์ต่าง ๆ มาเรียบเรียงอย่างมีแบบแผนที่สมบูรณ์และใช้เป็นหลักฐานอ้างอิงทางวิชาการได้
งานเขียนทางวิชาการมักจะเขียนอยู่ในรูปร้อยแก้วที่เป็นความเรียงในลักษณะการบรรยายหรืออธิบายความ มีการใช้ภาพ แผนภูมิ กราฟ ตารางและตัวเลขสถิติต่าง ๆ มาประกอบเพื่อช่วยให้ผู้อ่านเข้าใจเนื้อหา ที่เป็นนามธรรมได้ง่ายขึ้น

วัตถุประสงค์ และความสำคัญของรายงานทางวิชาการ

รายงานมีความสำคัญต่อผู้ศึกษา ดังต่อไปนี้

  1. ส่งเสริมสนับสนุนให้ผู้เรียนรู้จักวิธีการค้นคว้าหาความรู้ด้วยตนเอง ในเรื่องที่ สนใจได้อย่างกว้างขวางลึกซึ้ง
  2. ช่วยให้ผู้เรียนรู้จักแหล่งข้อมูลต่างๆ และเกิดทักษะรู้วิธีการค้นคว้ารวบรวมข้อมูลจากแหล่งข้อมูลนั้นๆ ได้อย่างถูกวิธี
  3. ช่วยฝึกทักษะด้านการอ่าน โดยอ่านได้เร็วอ่านแล้วสามารถจับใจความของเรื่องที่อ่านได้ สามารถสรุปได้ วิเคราะห์ได้ และจดบันทึกได้
  4. ช่วยฝึกทักษะทางด้านการเขียน สามารถสื่อความหมายโดยการเขียนได้อย่างมีประสิทธิภาพรู้ขั้นตอน รู้รูปแบบของการเขียนรายงานแล้วนำเอาหลักการและแบบแผนในการเขียนรายงานไปปรับใช้ในการเขียนงานทางวิชาการอื่นๆ ได้ เช่น ภาคนิพนธ์ สารนิพนธ์ วิทยานิพนธ์ ตำราเป็นต้น
  5. ช่วยฝึกทักษะทางด้านการคิด คือสามารถคิดวิเคราะห์เรื่องราวต่างๆ ได้ โดยใช้วิจารณญาณของตนเองแสดงความคิดเห็นอย่างมีเหตุผลโดยมีหลักฐานอ้างอิงแล้วรวบรวมเรียบเรียงข้อมูลความคิดที่ได้ให้เป็นเรื่องราวได้อย่างมีขั้นตอน มีระบบ เป็นระเบียบ
  6. สามารถเขียนรายงานประกอบการเรียนได้อย่างถูกต้องตามแบบแผนและเป็นพื้นฐานใน การศึกษาขั้นสูงต่อไป
  7. ใช้เป็นส่วนหนึ่งในการประเมินผลของแต่ละวิชา

ตัวอย่างการเขียนรายงานเชิงวิชาการ

การเขียนรายงานเชิงวิชาการ
การเขียนรายงานเชิงวิชาการ

การเขียนสารบัญ

วิธีการเขียน ให้เขียนหรือพิมพ์คาว่า “สารบัญ” ด้วยตัวอักษรตัวใหญ่ไว้กลางหน้ากระดาษห่างจากขอบบนลงมา มีลักษณะคล้ายโครงเรื่องอยู่หลังคำนำจัดทำเมื่อเขียนหรือพิมพ์รายงานเสร็จแล้ว เป็นหน้าที่บอก ชื่อตอน บท หัวข้อใหญ่หรือ หัวข้อย่อยเรียงตามลำดับเนื้อหาในเล่ม มีเลขหน้าเริ่มต้นกำกับอยู่ด้านขวามือ

ตัวอย่างการเขียนสารบัญ

ตัวอย่างการเขียนสารบัน

การเขียนรายงาน กศน.

ตัวอย่างของ ศูนย์การศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัยเขตจตุจักร
ส่วนประกอบของรายงาน

  1. หน้าปก
  2. คำนำ
  3. สารบัญ
  4. เนื้อหาสาระ 15-20 หน้า กระดาษ
  5. สรุป 1หน้ากระดาษง
  6. เอกสาร/แหล่งข้อมูลอ้างอิง

ตัวอย่างเกณฑ์การให้คะแนนรายงาน

  1. มีส่วนประกอบของรายงานครบถ้วน  1 คะแนน
  2. สะอาด และ เป็นระเบียบเรียบร้อย  2 คะแนน
  3. ข้อมูลเนื้อหาสาระตรงตามเรื่อง มีรูปภาพประกอบหรือตารางตามความเหมาะสม 5 คะแนน
  4. เขียนถูกต้องตามอักขระ  2 คะแนน

ตัวอย่างรูปแบบการเขียนรายงาน

ตัวอย่างการเขียนรายงาน กศน.
ตัวอย่างการเขียนรายงาน กศน.

หน้าปกรายงาน

ตัวอย่าง-หน้าปกรายงาน
ตัวอย่าง-หน้าปกรายงาน

หน้าปกรายงานเป็นส่วนประกอบหนึ่งของการทำรายงาน เป็นสิ่งที่ขาดไม่ได้โดยเด็ดขาด และการทำปกรายงานถือเป็นด่านแรกที่จะทำให้งานที่อยู่ภายในเป็นที่สนใจแก่ผู้อ่าน เนื่องจากเป็นสิ่งแรกที่ดึงดูดสายตาได้ดีที่สุด 

หน้าปกรายงาน แบ่งออกเป็น 2 ส่วน

  • ส่วนปกด้านนอก ประกอบด้วย
    1. ปกหน้า และปกหลัง
    2. ชื่อเรื่องที่ต้องการนำเสนอ
    3. ชื่อ นามสกุลผู้จัดทำ ผู้แต่ง (หากแต่งหลายคนให้เรียงลำดับลงมา)
  • ส่วนปกด้านใน คือหน้าที่อยู่ถัดจากด้านนอก ให้รายละเอียดเกี่ยวกับข้อมูลทางบรรณณุกรมของรายงานโดยแบ่งเป็น 3 ส่วน คือ
    1. ส่วนบน
    2. ส่วนกลาง
    3. ส่วนล่างvertify
รับจดทะเบียนบริษัท

ทีมงาน”จดทะเบียนบริษัท.com” บริการจดทะเบียนบริษัท ราคาถูก โดยทีมงานมืออาชีพราคาประหยัด ฟรี! ตรายาง

คุณสามารถ จดทะเบียนบริษัท ได้ด้วยตัวเอง

วิธีการจดทะเบียนบริษัท กับสิ่งที่ควรรู้ ก่อนการจดทะเบียนบริษัท

รูปแบบของการดำเนินธุรกิจ การประกอบธุรกิจ การค้าอาจดำเนินการได้หลายรูปแบบ ทั้งโดยบุคคลคนเดียวเป็นเจ้าของกิจการโดยลำพัง หรืออาจดำเนินการโดยร่วมลงทุนกับบุคคลอื่นเป็นกลุ่มคณะก็ได้ การที่จะตัดสินใจเลือกดำเนินธุรกิจการค้าในรูปแบบใดนั้น ผู้ประกอบการจะต้องคำนึงถึงองค์ประกอบที่สำคัญหลายประการด้วยกัน เช่น ลักษณะของกิจการค้า เงินทุน ความรู้ความสามารถในการดำเนินธุรกิจเป็นต้น ทั้งนี้ เพื่อให้การประกอบธุรกิจนั้นประสบผลสำเร็จนำมาซึ่งผล ประโยชน์และกำไรสูงสุด

รู้ก่อนจดทะเบียนบริษัท

รูปแบบองค์กรธุรกิจ แบ่งออกเป็น 2 ประเภท

1.เป็นนิติบุคคล (จดทะเบียนจัดตั้งขึ้นตามกฎหมาย)

    • ห้างหุ้นส่วน
      • ห้างหุ้นส่วนสามัญจดทะเบียน
      • ห้างหุ้นส่วนจำกัด
    • บริษัทจำกัด
    • บริษัทมหาชนจำกัด
    • องค์กรธุรกิจจัดตั้งหรือจดทะเบียนภายใต้กฎหมายเฉพาะ

2.องค์กรธุรกิจจัดตั้งหรือจดทะเบียนภายใต้กฎหมายเฉพาะ

    • กิจการค้าเจ้าของคนเดียว
    • ห้างหุ้นส่วนสามัญ

คำถามที่ทุกคนถามบ่อยๆ “หจก ต่างจาก บริษัท ตรงไหน”

หลายๆคน ที่จะเริ่มประกอบธุรกิจ มักจะตั้งคำถามอยู่เสมอ และมักจะไม่ค่อยได้รับคำตอบที่โดนใจ ว่าจะเลือกแบบไหนดี แต่ในครั้งนี้ อาจแนะนำว่า หากท่านต้องการประกอบธุรกิจจริงๆ ต้องถามกับตัวเองว่าต้องการทำระยะสั้นหรือระยะยาว หากต้องการลองทำดู ก็จะแนะนำให้จดเป็นหจก. แต่ถ้าหากต้องการทำระยะยาวก็เปิดเป็นบริษัทฯ เหตุที่แนะนำเช่นนั้นก็เพราะ ค่าธรรมเนียมในการจดทะเบียนจัดตั้งบริษัท จะสูงกว่า ห้างหุ้นส่วนจำกัด

จองชื่อบริษัท

ในการจองชื่อเพื่อจดทะเบียนบริษัท มักจะมีข้อจำกัดเนื่องจากมีการจดทะเบียนบริษัท มาก่อนหน้านี้แล้วหลายสิบปี ชื่อที่เราชอบมักจะซ้ำ ไม่ว่าจะพ้องเสียงอีก มันเป็นเรื่องที่น่าปวดหัวในการจองชื่อบริษัท ซึง ยังจะมีข้อจำกัดในการจองชื่อบริษัท ตาม คำแนะนำในการจองชื่อ เพื่อจดทะเบียนบริษัท ของกรมพัฒนาธุรกิจ อีกด้วย

ตัวอย่าง การจดทะเบียนบริษัท

หลังจากจองชื่อเพื่อจะจดทะเบียน แล้วระหว่างรอการทำตรายางเราก็มาพิมพ์แบบฟอร์มการจดทะเบียนบริษัท ได้ตาม ตัวอย่าง การกรอกแบบฟอร์ จดทะเบียนบริษัท ที่เรามีให้ มีรายละเอียดค่อนข้างมากหน่อยแต่ไม่เกินความสามารถครับ

การทำตรายาง

สำหรับจดทะเบียนบริษัท หลังจากจองชื่อเพื่อจะจดทะเบียน ได้แล้วก็ถึงเวลาต้องออกแบบตรายางเพื่อใช้ในการจดทะเบียน แต่การทำตรายางก็มีข้อกำหนดในการทำตรายาง ต้องศึกษาก่อนทำจะได้ไม่เสียค่าใช้จ่ายโดยสิ้นเปลือง ระยะเวลาในการจดทะเบียนบริษัท ในปัจจุบันการจดทะเบียนบริษัท จะใช้ระยะเวลาเพียงวันเดียวหากเอกสารทุกอย่างถูกต้อง…

รับจดทะเบียนบริษัท
รับจดทะเบียนบริษัท

รับจดทะเบียนบริษัท

จดทะเบียนบริษัท ต้องใช้กี่คน จดทะเบียนบริษัท 1 คน ได้ไหม?

เป็นคำถามสุดคลาสสิก สำหรับผู้ประกอบหน้าใหม่ เนื่องช่วง 3 4 ปีที่ผ่านมา มีการพูดถึงข้อมูลที่สามารถจดทะเบียนบริษัท 1 คนได้ โดยมีการแชร์บทความจาก แหล่งที่น่าเชื่อถือๆ บ้าง ทำให้เกิดความเข้าใจผิดกันอยู่สำหรับผู้ประกอบการรายใหม่

ในปัจจุบัน ยังไม่สามารถจดเบียนบริษัท 1 คนได้ หากจะประกอบกิจการ เจ้าของคนเดียวก็สามารถทำได้อยู่ แต่จะไม่ได้อยู่ในรูปแบบของ บริษัท จำกัด นั้นเอง

แล้วจดทะเบียนบริษัท 2 คนละ?

ปัจจุบันยังไม่สามารถจดเป็น บริษัท จำกัดได้ แต่ สามารถจดเป็น ห้างหุ้นส่วนได้ ต้องย้อนไปในอดีต การจดทะเบียนบริษัท มีการพัฒนา เปลี่ยนแปลงตามยุคตามสมัย อดีตเคยใช้ ถึง 7 คน ปัจจุบัน สนับสนุนให้ผู้คนประกอบการจัดตั้งบริษัทมากขึ้น จึงลดการใช้จำนวน บุคคลที่ใช้จด ทะเบียน เหลือ เพียง 3 คน ลดความยุ่งยาก และอาจมองเห็นว่า เป็นบุคคลใกล้ชิดก็เพียงพอในการดำเนินธุรกิจแล้ว

รู้หรือไม่ว่า เอกสารที่ใช้ในการจดทะเบียนบริษัท
มีอะไรบ้าง ?

ข้อมูลที่ใช้ในการจดทะเบียนบริษัท

  1. ชื่อของบริษัท (ตามที่ได้จองชื่อไว้)  
  2. ที่ตั้งสำนักงานแห่งใหญ่ / สาขา (ตั้งอยู่ ณ จังหวัดใด) พร้อมเลขรหัสประจำบ้านของที่ตั้งสำนักงาน, E-mail, หมายเลขโทรศัพท์ของบริษัทหรือกรรมการและหรือชื่อหรือที่อยู่เว็บไซต์ (URL) ที่ใช้ในการประชาสัมพันธ์ หรือประกอบธุรกิจ
  3. วัตถุที่ประสงค์ของบริษัทที่จะประกอบกิจการค้า
  4. ทุนจดทะเบียน จะต้องแบ่งเป็นหุ้นๆ มีมลค่าหุ้นเท่าๆ กัน (มลค่าหุ้นจะต้องไม่ต่ำกว่า 5 บาท)
  5. ชื่อ ที่อยู่ อายุ หมายเลขโทรศัพท์เลขที่บัตรประชาชน หรือบัตรอื่นๆ (กรณีเป็นชาวต่างชาติ) อาชีพ และจำนวนหุ้นที่ผู้เริ่มก่อการจองซื้อไว้
  6. ชื่อ ที่อยู่ อายุ หมายเลขโทรศัพท์เลขที่บัตรประชาชน หรือบัตรอื่นๆ (กรณีเป็นชาวต่างชาติ) ของพยาน 2 คน
  7. ชำระค่าอากรแสตมป์ 200 บาท
  8. ข้อบังคับ (ถ้ามี)
  9. จำนวนทุน (ค่าหุ้น) ที่เรียกชำระแล้ว อย่างน้อยร้อยละ 25 ของทุนจดทะเบียน
  10. ชื่อ ที่อยู่อายุสัญชาติหมายเลขโทรศัพท์เลขที่บัตรประชาชน หรือบัตรอื่น ๆ (กรณีเป็นชาวต่างชาติ) ของกรรมการ
  11. รายชื่อหรือจำนวนกรรมการที่มีอำนาจลงชื่อแทนบริษัท (อำนาจกรรมการ)
  12. ชื่อ เลขทะเบียนผู้สอบบัญชีรับอนุญาตพร้อมค่าตอบแทน
  13. ชื่อ ที่อยู่สัญชาติอาชีพ เลขที่บัตรประชาชน หรือบัตรอื่นๆ (กรณีเป็นชาวต่างชาติ) และจำนวนหุ้น ของผู้ถือหุ้นแต่ละคน
  14. ดวงตราสำคัญ (ถ้ามี) บริษัทจะไม่จดทะเบียนดวงตราสำคัญของบริษัทก็ได้ หากว่าอำนาจกรรมการไม่ได้กำหนดให้ต้อง ประทับดวงตราสำคัญด้วย

ขึ้นตอนการจดทะเบียนบริษัท จดทะเบียนบริษัททำอย่างไร?

ขั้นตอนในทีนี้ ต้องบอกก่อนว่า แบ่งออกเป็น 2 ส่วน หลักๆ คือ

    • ดำเนินการจดทะเบียนเอง ท่านต้องจัดเตรียมเอกสารเองทั้งหมดแล้วต้องหาผู่ที่ลงลายมือชื่อ ทนายความ หรือหัวหน้าสำนักงานบัญชี เพื่อเซ็นรับรองเอกสาร
    • ว่าจ้าง สำนักงานบัญชี หรือสำนักงานทนายความ หากท่านใช้บริการ เอกสารที่ต้องจัดเตรียมทั้งหมด ผู้รับจ้างจะเป็นผู้จัดทำให้ แต่ท่านอาจต้องเตรียมเอกสาร บางฉบับ เพื่อส่งให้กับ ผู้รับจ้าง เช่น
            • สำเนาบัตรประชาชนและสำเนาทะเบียนบ้านของผู้ถือหุ้น 3 คน
            • สำเนาทะเบียนบ้าน ที่ตั้งสถานประกอบการ
            • แผนที่ตั้งสถานประกอบการ
            • ใบจองชื่อ (กรณีลูกค้าได้จองชื่อมาเรียบร้อยแล้ว)

เอกสารที่ใช้จดทะเบียนบริษัท

  1. คำขอจดทะเบียนบริษัทจำกัด (แบบ บอจ.1)
  2. แบบคำรับรองการจดทะเบียนบริษัทจำกัด
  3. หนังสือบริคณห์สนธิ (แบบ บอจ.2) ชำระค่าอากรแสตมป์ 200 บาท
  4. รายการจดทะเบียนจัดตั้ง (แบบ บอจ.3)
  5. แบบวัตถุประสงค์ (แบบ ว.)
  6. รายละเอียดกรรมการ (แบบ ก.)
  7. ใบแจ้งผลการจองชื่อนิติบุคคลที่ยังไม่หมดอายุ
  8. หลักฐานให้ความเห็นชอบในการจัดตั้งบริษัทเพื่อประกอบธุรกิจจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง (ใช้เฉพาะในการประกอบธุรกิจที่มีกฎหมายพิเศษควบคุม เช่น ธุรกิจธนาคาร ธุรกิจประกันภัย ธุรกิจเงินทุน ธุรกิจหลักทรัพย์ธุรกิจเครดิตฟองซิเอร์กิจการข้อมูลเครดิต บริหารสินทรัพย์กิจการคลังสินค้า กิจการไซโล หรือกิจการห้องเย็น)
  9. บัญชีรายชื่อผู้ถือหุ้น (แบบ บอจ.5)
  10. สำเนาบัญชีรายชื่อผู้เข้าชื่อซื้อหุ้นหรือผู้รับมอบฉันทะในการประชุมให้ความเห็นชอบในกิจการ ที่ได้ประชุมจัดตั้งบริษัทพร้อมลายมือชื่อ
  11. สำเนารายงานการประชุมตั้งบริษัท
  12. สำเนาข้อบังคับ ชำระค่าอากรแสตมป์ 200 บาท (ถ้ามี)
  13. สำเนาหลักฐานการรับชำระค่าหุ้นที่บริษัทออกให้ผู้ถือหุ้น
  14. กรณีบริษัทจำกัดมีผู้ถือหุ้นเป็นคนต่างด้าวถือหุ้นในบริษัทจำกัดไม่ถึงร้อยละ 50 ของทุนจดทะเบียน หรือกรณีบริษัทจำกัดไม่มีคนต่างด้าวเป็นผู้ถือหุ้น แต่คนต่างด้าวเป็นกรรมการผู้มีอำนาจลงนามหรือร่วมลงนาม ผูกพันบริษัท ให้ส่งเอกสารหลักฐานที่ธนาคารออกให้เพื่อรับรองหรือแสดงฐานะการเงินของผู้ถือหุ้น ที่มีสัญชาติไทยแต่ละรายประกอบคำขอจดทะเบียน โดยเอกสารดังกล่าวต้องแสดงจำนวนเงินที่สอดคล้องกับ จำนวนเงินที่นำมาลงหุ้นของผู้ถือหุ้นแต่ละราย
  15. แบบ สสช.1
  16. แผนที่แสดงที่ตั้งสำนักงานแห่งใหญ่และสถานที่สำคัญบริเวณใกล้เคียงโดยสังเขป
  17. สำเนาบัตรประจำตัวของผู้เริ่มก่อการและกรรมการทุกคน
  18. สำเนาหลักฐานการเป็นผู้รับรองลายมือชื่อ (ถ้ามี)
  19. หนังสือมอบอำนาจ (กรณีที่ผู้ขอจดทะเบียนไม่สามารถยื่นขอจดทะเบียนได้ด้วยตนเอง ก็มอบอำนาจ ให้บุคคลอื่นดำเนินการแทนโดยทำหนังสือมอบอำนาจและผนึกหรือชำระค่าอากรแสตมป์ 10 บาท)

***หมายเหตุ หากกิจการของท่าน มีคู่ค้า ที่อยู่ในระบบภาษีมูลค่าเพิ่ม หรือ รายได้ของบริษัท เกินตามที่กฎหมายกำหนด ก็จำเป็นจะต้องเข้าสู่ระบบภาษีมูลค่าเพิ่ม

เข้าระบบภาษีมูลค่าเพิ่ม

เอกสารที่ใช้ในการเข้าระบบภาษีมูลค่าเพิ่ม มี 2 กรณี

กรณีที่ 1 ยินยอมให้ใช้สถานที่

  1. สำเนาทะเบียนบ้าน
  2. สำเนาบัตรประชาชนเจ้าบ้าน
  3. เอกสารยินยอมให้ใช้สถานที่
  4. รูปถ่ายสถานประกอบการ 3-4 ภาพ
  5. บัตรประชาชนตัวจริงของกรรมการผู้มีอำนาจ
  6. หนังสือสัญญาซื้อขายที่ดิน แสดงกรรมสิทธิ์ความเป็นเจ้าของ
  7. สำเนาบัตรประชาชนของผู้ที่มีชื่อระบุไว้ในหนังสือสัญญาซื้อขายที่ดิน

กรณีที่ 2 เช่าสถานประกอบการ

  1. สัญญาเช่าติดอากรสะแตมป์ครบตามจำนวนเงินในสัญญา
  2. สำเนาทะเบียนบ้านผู้ให้เช่า
  3. สำเนาบัตรประชาชนผู้ให้เช่า
  4. รูปถ่ายสถานประกอบการ 3-4 รูป
  5. บัตรประชาชนตัวจริงของกรรมการผู้มีอำนาจ

กรณีทะเบียนบ้านไม่ระบุชื่อเจ้าบ้านและที่อยู่ในบัตรประชาชนไม่ตรงกับทะเบียนบ้าน ต้องมีเอกสารเพิ่มเติมดังนี้

    • สัญญาซื้อขายแสดงกรรมสิทธิ์
    • สำเนาบัตรประชนของผู้ที่มีชื่อระบุอยู่ในสัญญา

สถานที่จดทะเบียน จดทะเบียนบริษัท ที่ไหน

หน่วยงานในสังกัดของกรมพัฒนาธุรกิจการค้าทุกจังหวัดทั่วประเทศ รวมทั้งสิ้น 87 แห่ง โดยตั้งอยู่ ในเขตกรุงเทพมหานคร จํานวน 7 แห่ง ที่กรมพัฒนาธุรกิจการค้า (สนามบินน้ํา) สํานักงานพัฒนาธุรกิจการค้า เขต 1-6 (ปิ่นเกล้า พหลโยธิน รัชดาภิเษก สี่พระยา บางนา และแจ้งวัฒนะ (ศูนย์ราชการเฉลิมพระเกียรติ 80 พรรษา)) และในส่วนภูมิภาคที่สำนักงานพาณิชย์จังหวัดจังหวัดละ 1 แห่ง รวมถึงสาขาของสำนักงานพาณิชย์จังหวัด ในพื้นที่เศรษฐกิจสำคัญอีก 4 แห่ง คือ แม่สอด เมืองพัทยา หัวหิน และ เกาะสมุย ยกเว้น การขอจดทะเบียนห้างหุ้นส่วนหรือบริษัทที่มีวัตถุประสงค์ประกอบกิจการซึ่งมีกฎหมายพิเศษ ควบคุม ได้แก่ หลักทรัพย์คลังสินค้า ห้องเย็น ไซโล นายหน้าประกันภัย บริหารสินทรัพย์ให้ยื่นขอจดทะเบียน ณ สำนักงานบริการจดทะเบียน ดังต่อไปนี้

      • บริษัทจำกัดที่มีสำนักงานแห่งใหญ่ ตั้งอยู่ในเขตกรุงเทพมหานคร ให้ยื่นขอจดทะเบียนที่ กรมพัฒนาธุรกิจการค้า (สนามบินน้ำ)
      • บริษัทจำกัดที่มีสำนักงานแห่งใหญ่ตั้งอยู่ในเขตจังหวัดใด ให้ยื่นขอจดทะเบียนที่สำนักงาน พาณิชย์จังหวัดซึ่งบริษัทนั้น มีสำนักงานแห่งใหญ่ตั้งอยู่

คำขอจดทะเบียนบริษัทได้ทุกพื้นที่ทั่วไทยแล้ว

***หมายเหตุ ในปัจจุบัน ได้มีการพัฒนาระบบ ให้สามารถ จดทะเบียนบริษัท ออนไลน์ (online) ได้แล้ว โดย ยื่นจดทะเบียนทางระบบจดทะเบียนนิติบุคคลทางอิเล็กทรอนิกส์ (e-Registration)

จดทะเบียนบริษัท ราคา เท่าไร ค่าใช้จ่ายมีอะไรบ้าง?

แบ่งออกเป็น2แบบ คือ  1.ค่าธรรมเนียม 2.ค่าบริการจ้างจดทะเบียน

  1. จดทะเบียนหนังสือบริคณห์สนธิ 500 บาท
  2. จดทะเบียนจัดตั้งบริษัทจำกัด 5,000 บาท
  3. หนังสือรับรอง รายการละ 40 บาท
  4. ใบสำคัญแสดงการจดทะเบียน ฉบับละ 100 บาท
  5. รับรองสำเนาเอกสารคำขอจดทะเบียน หน้าละ 50 บาท

****หมายเหตุ หากใช้บริการ สำนักงานบัญชี หรือ สำนักงานทนายความ ค่าบริการ ขึ้นอยู่กับข้อตกลงระหว่างรับงาน  

ค่าธรรมเนียมในการจดทะเบียนบริษัท

ทางกรมพัฒนาฯ ได้กำหนดค่าธรรมเนียมในการจดทะเบียนต่างไว้เป็นตรางค่าธรรมเนียมไว้แล้ว แต่ครั้งนี้จะพูดถึงแค่ว่าค่าธรรมเนียมในการจดทะเบียนบริษัท จะเป็นเท่าไร
หากดูจากตรางค่าธรรมเนียมแล้วจะแบ่งออกมาเป็นค่าธรรมเนียมบริษัทได้ดังนี้

จดทะเบียนบริษัทจำกัด

 

บาท

1. จดทะเบียนหนังสือบริคณห์สนธิ

 

      1.1 ทุนจดทะเบียนไม่เกิน 1,000,000 บาท

500.-

      1.2 ทุนจดทะเบียนทุก 100,000 บาท ที่กำหนดไว้

50.-

            (เศษของ 100,000 บาท ให้คิดเป็น 100,000 บาท)

 

      1.3 ทุนจดทะเบียนตั้งแต่ 50,000,000 บาท

25,000.-

2. จดทะเบียนแก้ไขเพิ่มเติมหนังสือบริคณห์สนธิก่อนจัดตั้งบริษัท

 

      2.1 จดทะเบียนแก้ไขหนังสือบริคณห์สนธิทุกข้อ(นอกจากการเพิ่มทุน)

400.-

      2.2 จดทะเบียนแก้ไขหนังสือบริคณห์สนธิเพื่อเพิ่มทุน

 

            (1) ทุนจดทะเบียนที่เพิ่มไม่เกิน 1,000,000 บาท

500.-

            (2) ทุนจดทะเบียนทุก 100,000 บาท ที่เพิ่มขึ้น

50.-

                 (เศษของ 100,000 บาท ให้คิดเป็น 100,000 บาท)

 

            (3) ทุนจดทะเบียนที่เพิ่มตั้งแต่ 50,000,000 บาท

25,000.-

3. จดทะเบียนจัดตั้งบริษัทจำกัด

 

      3.1 ทุนจดทะเบียนไม่เกิน 1,000,000 บาท

5,000.-

      3.2 ทุนจดทะเบียนทุก 100,000 บาท ที่กำหนดไว้

500.-

           (เศษของ 100,000 บาท ให้คิดเป็น 100,000 บาท)

 

      3.3 ทุนจดทะเบียนตั้งแต่ 50,000,000 บาท ขึ้นไป

250,000.-

4. จดทะเบียนควบบริษัทจำกัด

5,000.-

5. จดทะเบียนการแปรสภาพห้างหุ้นส่วนจดทะเบียนหรือ

 

      ห้างหุ้นส่วนจำกัดเป็นบริษัทจำกัด

 

      5.1 ทุนจำนวนไม่เกิน 1,000,000 บาท

5,000.-

      5.2 ทุนจดทะเบียนทุก 100,000 บาท ที่กำหนดไว้

500.-

            (เศษของ 100,000 บาท ให้คิดเป็น 100,000 บาท)

 

      5.3 ทุนจดทะเบียนตั้งแต่ 50,000,000 บาท ขึ้นไป

250,000.-

6. จดทะเบียนแก้ไขเพิ่มเติมบริษัท

 

      6.1 จดทะเบียนมติพิเศษ (เพิ่มทุน/ลดทุน/ควบบริษัท)

400.-

      6.2 จดทะเบียนเพิ่มทุน

 

            คิดตามทุนที่เพิ่มทุก 100,000 บาท

500.-

            (เศษของ 100,000 บาท ให้คิดเป็น 100,000 บาท)

 

            เพิ่มทุนตั้งแต่ 50,000,000 บาท ขึ้นไป

250,000.-

      6.3 จดทะเบียนลดทุน

400.-

      6.4 จดทะเบียนแก้ไขหนังสือบริคณห์สนธิทุกข้อ

400.-

      6.5 จดทะเบียนแก้ไขข้อบังคับทุกข้อ

400.-

      6.6 จดทะเบียนกรรมการเข้าใหม่ คนละ

400.-

      6.7 จดทะเบียนกรรมการออก (ไม่กำหนดจำนวนคน)

400.-

      6.8 จดทะเบียนแก้ไขอำนาจกรรมการ

400.-

      6.9 จดทะเบียนแก้ไขสำนักงานแห่งใหญ่ และ/หรือสำนักงานสาขา

400.-

      6.10 จดทะเบียนแก้ไขดวงตรา

400.-

      6.11 จดทะเบียนรายการอื่น ๆ ซึ่งเห็นสมควรจะให้ประชาชนทราบ

400.-

7. จดทะเบียนเลิกบริษัทและชำระบัญชี

400.-

8. จดทะเบียนเปลี่ยนตัวผู้ชำระบัญชี

400.-

9. จดทะเบียนแก้ไขอำนาจผู้ชำระบัญชี

400.-

10. จดทะเบียนแก้ไขสำนักงานผู้ชำระบัญชี

400.-

11. จดทะเบียนเสร็จการชำระบัญชี

400.-

ชื่อบริษัท และห้างหุ้นส่วน คำย่อ ความหมาย และภาษาอังกฤษ

ชื่อบริษัท ภาษาอังกฤษ Company Limited Partnership หรือชื่อห้างหุ้นส่วน ภาษาอังกฤษ Limited Partnership

Co., Ltd. คืออะไร

Co., Ltd. ย่อมาจาก Company Limited หมายถึง บริษัทจำกัด 

Part., Ltd. คืออะไร

Part., Ltd.  ย่อมาจาก Partnership Limited หมายถึง ห้างหุ้นส่วนจำกัด

Pub Co., Ltd. คืออะไร

Pub Co., Ltd. ย่อมาจาก Public Company Limited หมายถึง บริษัท มหาชน จำกัด


จดทะเบียนบริษัท(บอจ.3)
จดทะเบียนบริษัท(บอจ.3)

รายการจดทะเบียนจัดตั้ง

บริษัท ……………………………………………………….………….จำกัด

ทะเบียนเลขที่ ………………………………………..

(ทุน.……………………….บาท แบ่งออกเป็น………………….หุ้น มูลค่าหุ้นละ …….…………..……บาท)

      ข้อ 1. จำนวนหุ้นทั้งสิ้นซึ่งได้มีผู้เข้าชื่อซื้อหรือได้จัดออกให้แล้ว   ……………………หุ้น   (……………….….….)

เป็นหุ้นสามัญ ……………หุ้น (…….……) ชนิดเดียว / และหุ้นบุริมสิทธิ     .…………….หุ้น   (……………….)

      ข้อ 2. จำนวนหุ้นสามัญและหุ้นบุริมสิทธิ คือ

ก. หุ้นสามัญ ซึ่งต้องให้ใช้เป็นเงินจนเต็มค่า (ลงเงินเต็มมูลค่า) .……………………หุ้น   (……………….….….)       และ ซึ่งออกให้เหมือนหนึ่งว่าได้ใช้เต็มค่าแล้ว (ไม่ต้องลงเงินเลย).……………………หุ้น   (……………….….….)       ได้ใช้แต่บางส่วนแล้ว หุ้นละ ……บาท (ลงเงินเพียงหุ้นละ…….บาท)  .………………หุ้น   (……………….….….)

ข. หุ้นบุริมสิทธิ ซึ่งต้องให้ใช้เป็นเงินจนเต็มค่า (ลงเงินเต็มมูลค่า) .………………….หุ้น   (……………….….….)       และ ซึ่งออกให้เหมือนหนึ่งว่าได้ใช้เต็มค่าแล้ว (ไม่ต้องลงเงินเลย).……………………หุ้น  (……………….….….)        ได้ใช้แต่บางส่วนแล้ว หุ้นละ ……บาท (ลงเงินเพียงหุ้นละ…….บาท) .………………..หุ้น   (……………….….….)

      ข้อ 3. จำนวนเงินที่ได้ใช้แล้วแต่ละหุ้น (เฉพาะหุ้นที่ลงเงิน) คือ

ก. หุ้นสามัญ ซึ่งต้องลงเงินเต็มมูลค่า ได้ใช้เงินค่าหุ้นแล้วหุ้นละ        ..……………….บาท    (……………….…….)           และ ซึ่งต้องลงเงินเพียงหุ้นละ ……………..บาท ได้ใช้เงินค่าหุ้นแล้วหุ้นละ ..……………..บาท    (………………..)

ข. หุ้นบุริมสิทธิ ซึ่งต้องลงเงินเต็มมูลค่า ได้ใช้เงินค่าหุ้นแล้วหุ้นละ        ..……………….บาท    (……………….…….)         และ ซึ่งต้องลงเงินเพียงหุ้นละ ……………..บาท ได้ใช้เงินค่าหุ้นแล้วหุ้นละ ..……………..บาท    (………………..)

     ข้อ 4. จำนวนเงินที่ได้รับไว้เป็นค่าหุ้นรวมทั้งสิ้น คือ

ก. หุ้นสามัญ ซึ่งต้องลงเงินหุ้นละ  …………….บาท ได้รับเงินค่าหุ้นไว้แล้ว                    …..…..……………บาท                         และ ซึ่งต้องลงเงิน (บางส่วน) เพียงหุ้นละ …………….บาท ได้รับเงินค่าหุ้นไว้แล้ว   …..…..……………บาท

ข. หุ้นบุริมสิทธิ ซึ่งต้องลงเงินหุ้นละ  …………….บาท ได้รับเงินค่าหุ้นไว้แล้ว                    …..…..……………บาท                      และ ซึ่งต้องลงเงิน (บางส่วน) เพียงหุ้นละ …………….บาท ได้รับเงินค่าหุ้นไว้แล้ว   …..…..……………บาท

จำนวนเงินค่าหุ้นที่ได้รับไว้แล้วรวมทั้งสิ้น …………..บาท  (….…………..….……………)

ข้อ 5. ชื่อ และที่อยู่ ของกรรมการทุกคนของบริษัท จำนวน ………คน ดังปรากฏรายละเอียดในแบบ ก. ที่แนบ

ข้อ 6. จำนวนหรือชื่อกรรมการซึ่งลงชื่อผูกพันบริษัท คือ

……………………………………………………………………………………………………………………………..

……………………………………………………………………………………………………………………………..

(ลงลายมือชื่อ) …………………………..…………….…… กรรมการผู้ขอจดทะเบียน

(………………………………………….……)

หน้า …………ของจํานวน ………….หน้า                            (ลงลายมือชื่อ)…………………………….นายทะเบียนเอกสารประกอบคําขอที่ ………………                                        (……….….…..…….….…………………….)

ข้อ 7.  บริษัทนี้ตั้งขึ้นโดย  มี/ไม่มี  กําหนดอายุ……………………………………………………..…………………………

ข้อ 8.  สํานักงานของบริษัท มี …………………แห่ง คือ

สํานักงานแห่งใหญ่ เลขรหัสประจําบ้าน 􀀀􀀀􀀀􀀀-􀀀􀀀􀀀􀀀􀀀􀀀-􀀀 ตั้งอยู่เลขที่ ­…………………..อาคาร …………………………………………………..ห้องเลขที่­ ………………… ชั้นนที่ ­………….. หมู่บ้าน ……………………………………………… หมู่ที่ ­………….. ตรอก/ซอย……………………………………………..ถนน…………………………………………….. ตำบล/แขวง……………………………………………………….เขต…………………………………………………………จังหวัด………………………………………………….. รหัสไปรษณีย์ ………………………………………………. หมายเลขโทรศัพท์ …………………………………………หมายเลขโทรสาร………………………………………….*E-mail …………………………………………………………………………………………………………………………ชื่อหรือที่อยู่เว็บไซต์ (URL) ที่ใช้ในการประชาสัมพันธ์หรือประกอบธุรกิจพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ (e-Commerce) มีดังนี้1…………………………………………………………………………………………… 2…………………………………………………………………………………………………..สํานักงานแห่งใหญ่ เลขรหัสประจําบ้าน 􀀀􀀀􀀀􀀀-􀀀􀀀􀀀􀀀􀀀􀀀-􀀀 ตั้งอยู่เลขที่ ­…………………..อาคาร …………………………………………………..ห้องเลขที่­ ………………… ชั้นนที่ ­………….. หมู่บ้าน ……………………………………………… หมู่ที่ ­………….. ตรอก/ซอย ……………………………………………..ถนน…………………………………………….. ตำบล/แขวง………………………………………………………. อำเภอ/เขต …………………………………………………………จังหวัด………………………………………………….. รหัสไปรษณีย์ ………………………………………………. หมายเลขโทรศัพท์ …………………………………………หมายเลขโทรสาร………………………………………….*E-mail …………………………………………………………………………………………………………………………

ข้อ 9.  รายการอย่างอื่นซึ่งเห็นสมควรจะให้ประชาชนทราบ มีดังนี้

……………………………………………………………………………………………………………………………..

……………………………………………………………………………………………………………………………..

ข้อ 10.  ตราของบริษัท มีดังที่ประทับไว้นี้

ข้อ  11.  บริษัทนี้ตั้งขึ้นโดย  มี / ไม่มี  ข้อบังคับ

(ลงลายมือชื่อ)……………………………………………………….…… กรรมการผู้ขอจดทะเบียน                                                                                (….…..…………..………………….……………………..)

บอจ.3
บอจ.3

 

vertify

รับจดทะเบียนบริษัท โดยทีมงานมืออาชีพ โทร.081-931-8341

account fob

การบันทึกบัญชี การสั่งซื้อสินค้าจากต่างประเทศ

การบันทึกสินค้าแบบ F.O.B. Shipping point คือ ผู้ขายจะรับผิดชอบค่าขนส่งจากโรงงานของผู้ขายจนไปถึงท่าเรือขนถ่ายสินค้าเท่านั้น ดังนั้น ค่าขนส่งที่เหลือที่ผู้ซื้อจะขนย้ายไปยังสถานที่ของตัวเองจะต้องเป็นผู้ออกเอง

***F.O.B Shipping point เป็นเงื่อนไขการขาย และวิธีการบันทึกบัญชีส่วนหนึ่งของการคิดค่าขนส่งเมื่อซื้อสินค้า ***

ตัวอย่าง การบันทึกบัญชี แบบ F.O.B. Shipping point

บริษัท AAA จำกัด จัดซื้อสินค้าจาก บริษัท BBB จำกัด จากประเทศญี่ปุ่นในราคา 500,000 บาท เงื่อนไขการขนส่ง F.O.B. Shipping point และผู้ซื้อต้องจ่ายค่าขนส่งเองเป็นเงิน 4,000 บาท

ค่าขนส่งเมื่อซื้อตามเงื่อนไขต่างๆ บางเงื่อนไขผู้ซื้อเป็นผู้จ่าย แต่ก็ขึ้นอยู่กับของตกลงกับผู้ขาย หากผู้ขายจำเป็นต้องออกไปก่อนก็อาจบันทึกบัญชี ในรูปแบบลูกหนี้-การค้าไว้ก่อนได้ ในทางกลับกัน หากบางครั้งผู้ซื้อจำเป็นต้องออกแทนผู้ขาย ก็ให้บันทึกค่าขนส่งไว้เป็นลูกหนี้-การค้าเช่นกัน

vertify

ค่าซ่อมแซมอาคาร

กิจการทำสัญญาเช่าอาคารเพื่อใช้ในการดำเนินงาน โดยกิจการบันทึกค่าเช่าอาคารเป็นค่าใช้จ่าย แต่ต่อมากิจการมีการซ่อมแซมอาคาร รายจ่ายดังกล่าวจะถือเป็นค่าใช้จ่ายได้หรือไม่ หรือบันทึกเป็นรายจ่ายฝ่ายทุน (ในสัญญาเช่าระบุให้ผู้เช่าเป็นผู้ดูแลอาคารและจ่ายค่าซ่อมแซมบำรุงรักษาอาคาร)
กิจการต้องสามารถรับรู้ได้ว่าประโยชน์เชิงเศรษฐกิจในอนาคตที่จะได้รับจากการซ่อมแซมอาคาร ตามาตรฐานการบัญชีฉบับที่ 32 เรื่อง ที่ดิน อาคารและอุปกรณ์ได้กล่าวถึง 2 กรณีค่ะ

  1. กิจการจะบันทึกรายจ่ายเกี่ยวกับ ที่ดิน อาคารและอุปกรณ์ ที่เกิดขึ้นภายหลังเป็นสินทรัพย์ได้ก็ต่อเมื่อรายจ่ายนั้นทำให้สินทรัพย์มีสภาพที่ดีขึ้น เช่น ปรับปรุงอาคารให้มีสภาพที่สามารถใช้งานได้นานขึ้น
  2. กิจการจะบันทึกรายจ่ายได้ก็ต่อเมื่อรายจ่ายนั้นทำให้ทรัพย์สินสามารถให้ประโยชน์ในเชิงเศรษฐกิจแก่กิจการตามมาตรฐานการบัญชี เช่น รายจ่ายค่าบำรุงรักษาอาคาร

vertify

สัญญาเงินกู้ยืมกรรมการ

กิจการได้ทำสัญญาเงินกู้ยืมกรรมการเป็นระยะเวลา 1ปี ไม่มีการคิดดอกเบี้ยระหว่างกัน โดยกิจการจะได้รับเงินยืมกรรมการทุกเดือน เดือนละ 20,000 บาท และกิจการจะชำระเงินคืนในปีบัญชีถัดไป ดังนั้น กิจการจะต้องจัดทำเอกสารประกอบการลงบัญชีหรือไม่ ?
กิจการต้องทำเอกสารหลักฐาน ใบสำคัญรับเพื่อใช้ประกอบการลงบัญชีค่ะ ต้องมีลายมือชื่อผู้จัดทำบัญชี หรือผู้ได้รับมอบหมายค่ะ

vertify

เปลี่ยนคนทำบัญชี

ถ้าอยากจะเปลี่ยนบริษัทรับทำบัญชีใหม่ และคนเซ็นงบใหม่ จะสามารถทำได้หรือป่าว

สามารถทำได้ และสามารถเปลี่ยน ผู้ทำบัญชี ได้ทุก ปี.

ขั้นตอนและวิธีการเปลี่ยนผู้ทำบัญชีใหม่

ปัจจุบันการเปลี่ยนชื่อผู้ทำสะดวกมากขึ้นกว่าแต่ก่อน เพราะการมีอินเตอร์เน็ทอำนวยความสะดวกให้กับธุรกิจมากขึ้น ขั้นตอนจึงลดน้อยลงไปมาก มี ดังนี้

  1. ผู้ทำบัญชีต้องทำเรื่องแจ้งเปลี่ยนแปลงข้อมูลภายใน 30 วันนับตั้งแต่วันที่มีการเปลี่ยนแปลง
  2. ผู้ทำบัญชีต้องแจ้งเปลี่ยนแปลงผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์ E-Accountant ที่เว็บ DBD

vertify

เงินกู้ยืมกรรมการ

เงินให้กู้ยืมกรรมการ หมายถึง เงินที่กรรมการบริษัทได้ทำการกู้ยืมจากบริษัท เพื่อนำไปใช้

ตัวอย่างการบันทึกบัญชี เงินให้กู้ยืมกรรมการ

    • เมื่อกิจการมีเงินสดในมือมากพอที่จะให้กรรมการยืม วันยืมบันทึกบัญชีตามนี้

Dr.เงินกู้ยืมกรรมการ          xx.-

Cr.เงินสด                               xx.-

    • เมื่อกรรมการนำเงินสดมาคืนให้กับบริษัท ส่วนมากต้องมีการคิดดอกเบี้ยตามกฎหมายกำหนด

vertify

หมายเรียกผู้ต้องหา

นิติบุคคลถ้าไม่ยื่นงบการเงิน กรรมการผู้มีอำนาจหรือหุ้นส่วนผู้จัดการอาจ มีโอกาสถูกหมายเรียกจากตำรวจเศรษฐกิจ และหากไม่ไปพบเจ้าหนักงานตามหมายเรียกนั้น มีโอกาสจะโดนหมายจับได้อีก เพราะฉะนั้นไม่ควรนิ่งเฉย ควรจะจัดการปัญหาให้เรียบร้อย ถ้าโดนออกหมายจับ ก็พยายามอย่าไปพบด้วยตัวเอง ควรให้คนอื่นไปแทนก่อนจะดีกว่า ส่วนค่าปรับนั้น โทษสูงสุดคือ 100,000 บาท

1. กรณีไม่ยื่นงบการเงินประจำปีภายในห้าเดือนนับแต่วันปิดบัญชี ตามที่กำหนด ในมาตรา 11 วรรคหนึ่ง แห่งพระราชบัญญัติการบัญชี พ.ศ.2543 ผู้ต้องรับโทษประกอบด้วย 1.1 ห้างหุ้นส่วนจดทะเบียน ในฐานะผู้จัดทำบัญชี ตามมาตรา 30 ต้องระวางโทษปรับ ไม่เกินห้าหมื่นบาท 1.2 และหุ้นส่วนผู้จัดการ ซึ่งรับผิดชอบในการดำเนินการของห้างหุ้นส่วน ตามมาตรา 40 ต้องระวางโทษปรับ ไม่เกินห้าหมื่นบาท 1.3 อายุความ 1 ปี โดยเริ่มนับเมื่อพ้นกำหนดห้าเดือนนับแต่วันปิดบัญชี
2. อัตราค่าปรับเป็นไปตามที่กรมพัฒนาธุรกิจการค้า กำหนด ซึ่งขึ้นอยู่กับความล่าช้าของการส่งงบการเงิน โดยอัตราสูงสุด ได้แก่ การส่งงบการเงินล่าช้าเกินกว่าหกเดือนนับแต่วันปิดบัญชี หรือไม่จัดส่งงบการเงิน ปรับห้างหุ้นส่วนจดทะเบียน 3,600.- บาท และหุ้นส่วนผู้จัดการ 3,600.- บาท รวม 7,200.- บาท
3. ห้างหุ้นส่วนย่อมเลิกกันได้ ด้วยเหตุตาม มาตรา 1055 แห่งประมวลก

vertify

บัญชีกิจการร่วมค้า

วิธีการบันทึกบัญชีเกี่ยวกับการร่วมค้าของผู้ร่วมค้า นั้นจะขึ้นอยู่กับรูปแบบของการร่วมค้า ซึ่งรูปแบบของการร่วมค้า ตามมาตรฐานการบัญชี ฉบับที่ 46 สามารถแบ่งได้ 3 รูปแบบ ดังนี้
รูปแบบที่ 1 การดำเนินงานที่ควบคุมร่วมค้า (Jointly Controlled operations)
รูปแบบที่ 2 สินทรัพย์ที่ควบคุมร่วมกัน (Jointly Controlled Assets)
รูปแบบที่ 3 กิจการที่ควบคุมร่วมกัน หรือกิจการร่วมค้า (Jointly Controlled
Entities )

รูปแบบที่ 1 การดำเนินงานที่ควบคุมร่วมค้า (Jointly Controlled operations)
การดำเนินงานของกิจการร่วมค้ารูปแบบนี้จะไม่มีการจัดตั้งกิจการร่วมค้าเป็นหน่วยงานตามกฎหมายแยกออกจากเดิมแต่จะแฝงการร่วมค้าอยู่ในกิจการเดิม โดยผู้ร่วมค้าแต่ละรายจะใช้ความรู้ความชำนาญและสินทรัพย์ของตน เช่น อุปกรณ์ โรงงาน

รูปแบบที่ 2 สินทรัพย์ที่ควบคุมร่วมกัน (Jointly Controlled Assets)
การดำเนินงานของกิจการร่วมค้ารูปแบบนี้จะเหมือนกับรูปแบบแรก คือ ไม่มีการจัดตั้งกิจการร่วมค้าเป็นหน่วยงานตามกฎหมายแยกออกจากกิจการ โดยจะแฝงการร่วมค้าอยู่ในกิจการเดิมผู้ร่วมค้าแต่ละรายจะนำสินทรัพย์ของตนมาให้ผู้ร่วมค้ารายอื่นๆ ใช้ร่วมกัน หรืออาจเป็นเจ้าของร่วมกันในสินทรัพย์ที่ซื้อมาเพื่อใช้ตามวัตถุประสงค์ของกิจการร่วมค้า
การบันทึกบัญชีและการแสดงรายการของการร่วมค้าจะแสดงเป็นส่วนหนึ่งของการดำเนินงานตามปกติ

รูปแบบที่ 3 กิจการที่ควบคุมร่วมกัน หรือกิจการร่วมค้า (Jointly Controlled Entities )
การดำเนินงานของกิจการร่วมค้ารูปแบบนี้จะมีการจัดตั้งกิจการร่วมค้าเป็นหน่วยงานตามกฎหมาย จึงสามารถแยกออกจากกิจการเดิม โดยกิจการที่ตั้งขึ้นมาใหม่จะมีสัญญาซึ่งระบุให้ผู้ร่วมค้าทุกรายมีอำนาจควบคุมร่วมกันในการดำเนินงานของกิจการร่วมค้า
การบันทึกบัญชีและงบการเงิน กิจการร่วมค้ารูปแบบนี้เป็นหน่วยงานแยกออกมาตามกฎหมาย จึงสามารถที่จะมีสินทรัพย์ ก่อหนี้สิน และมีรายได้หรือค่าใช้จ่ายเป็นของตนเองได้ ดังนั้นจึงต้องจัดทำบัญชีและงบการเงินของกิจการเองตามมาตรฐานการบัญชีเช่นเดียวกับกิจการทั่วไป

การจัดแบ่งรูปแบบของกิจการร่วมค้าตามมาตรฐานการบัญชีฉบับที่ 46 สามารถจัดแบ่งรูปแบบได้ 3 รูปแบบ จะพบการดำเนินงาน 2 รูปแบบแรก คือ การดำเนินงานที่ควบคุมร่วมกัน (Jointly Controlled Operations) และสินทรัพย์ที่ควบคุมร่วมกัน (Jointly Controlled Assets ) จะมีรูปแบบที่เหมือนกัน คือ ไม่ได้มีการจัดตั้งเป็นหน่วยงานตามกฎหมายโดยจะแฝงการร่วมค้าอยู่ในกิจการเดิม ส่วนการดำเนินงานรูปแบบที่สาม เป็นแบบกิจการที่ควบคุมร่วมกัน หรือกิจการร่วมกัน (Jointly Controlled Entities ) ซึ่งจะมีการจัดตั้งการร่วมค้าเป็นหน่วยงานตามกฎหมายแยกการร่วมค้าออกจากิจการเดิมของผู้ร่วมค้าแต่ละคน

vertify

old new

กิจการขายสินค้าด้วยวิธีผ่อนชำระและยอมให้ลูกค้านำสินค้าเก่าที่ใช้อยู่มาแลกเป็นสินค้าใหม่ โดยคิดราคาให้ เพื่อถือเป็นการชำระราคาสินค้าใหม่ส่วนหนึ่ง เพื่อเป็นการกระตุ้นการขายของผู้ขายจึงเสนอให้นำสินค้า เครื่องจักร หรืออุปกรณ์ ที่เคยซื้อไปก่อนหน้า นำมาเปลี่ยนแล้วนำของใหม่ไปใช้

ในทางบัญชีกรณีนี้จะถือว่าเป้นหลักการบัญชีสินค้ารับแลกเปลี่ยน กิจการต้องบันทึกบัญชีโดยบันทึกทรัพย์สินไว้ในบัญชีในราคาตลาดที่ประมาณขึ้น คำนวณกำไรจากการขายผ่อนชำระเป้นรายได้ของแต่ละปีตามอัตราส่วนของเงินงวดที่เก็บได้ในแต่ละปีเทียบกับราคาขายผ่อนชำระหักด้วยส่วนเกินของราคาที่คิดให้สินค้ารับแลกเปลี่ยนที่สูงกว่าราคาตลาด ซึ่งราคาที่คิดให้สินค้าที่รับมาแลกเปลี่ยนสูงกว่าราคาตลาด ให้แยกบัยชีไว้ต่างหากค่ะเพื่อนำไปลดยอดขายสินค้าในภายหลัง

การบันทึกบัญชี

Dr. เครื่องจักรใหม่                    xxx.-

       ค่าเสื่อมราคาสะสม             xxx.-

Cr.เครื่องจักรเก่า                                         xxx.-

       เงินสด                                                      xxx.-

vertify

ค่าใช้จ่าย

ค่าใช้จ่าย ( Expenses )

ค่าใช้จ่าย ถือเป็น มูลค่าเงินที่ใช้เป็นค่าบริการหรือสินค้าต้องจ่ายเมื่อทำกิจกรรมใดๆ โดยอาจจ่ายในรูปแบบเงินสดหรือเครดิตก็ได้ ค่าใช้จ่ายถือเป็นต้นทุนของทุกสิ่งที่มีการทำไร หากมีคำว่ากำไร ก็ต้องมีคำว่าค่าใช้จ่าย ไม่ว่าจะประกอบธุรกิจ หรือ ทำอะไรที่ต้องมีการลงทุน ลงแรง ล้วนแล้ว มีค่าใช้จ่ายทั้งสิ้น  หากจะเจาะลึก คำว่า ค่าใช้จ่ายสามารถพูดถึงได้หลายประเด็น เช่น ค่าใช้จ่ายทางบัญชี ค่าใช้จ่ายทางภาษี ค่าใช้จ่ายตั้งแต่เปิดบริษัท ค่าใช้จ่ายในการเดินทาง เป็นต้น

ลักษณะของค่าใช้จ่าย

กิจการอาจมีบัญชีค่าใช้จ่ายมากน้อยตามลักษณะของะุรกิจขึ้นอยู่กับความต้องการของเจ้าของกิจการ

แบ่งออกได้ 5 ลักษณะ ตามนี้

  1. ต้นทุนขาย ( Cost of Goods Sold ) เช่น ค่าซื้อ ค่าภาษีศุลกากร ค่าะรรมเนียม และค่าขนส่งเมื่อซื้อ เป็นต้น
  2. ค่าใช้จ่ายในการขาย ( Selling Expenses ) เช่น เงินเดือนพนักงานขาย ค่าโฆษณา ค่าใช้จ่ายในสำนักงานขาย ค่านายหน้า เป็นต้น
  3. ค่าใช้จ่ายในการบริหาร ( Administratiom Expenses ) เช่น เงินเดือนผู้บริหาร เงินเดือนพนักงานบัญชีและการเงิน ค่าเช่าสำนักงาน ค่าใช้จ่ายภายในสำนักงาน เป็นต้น
  4. ค่าใช้จ่ายอื่นๆ ( Qther Expenses or Non-Operating Expenses ) เช่นขาดทุนจากการขายสินทรัพย์ ขาดทุนจากราคาในตลาดหลักทรัพย์ลดลง ขาดทุนจากทรัพย์สินเสียหาย ขาดทุนจากการเกิดภัยธรรมชาติ เป็นต้น
  5. ต้นทุนทางการเงินและภาษี ( Interset Expenses ) เป็นค่าใช้จ่ายทางภาษีต่างๆ ที่เกิดขึ้นจากการดำเนินกิจการ เช่น ค่าภาษีเงินได้นิติบุคคล ภาษีธุรกิจฯ  เป็นต้น

ค่าใช้จ่ายในทางธุรกิจ

เป็น ค่าใช้จ่าย เกิดขึ้นจากการจากดำเนินงาน โดยพนักงาน หรือ อื่นๆ  เช่น ค่าขนส่ง, ค่าที่พัก, ค่าอาหาร, ค่าใช้จ่ายสำหรับความบันเทิงของลูกค้า ค่าที่พัก, ค่าอาหาร, ค่ายารักษาโรค หรือ ค่าใช้จ่ายสำหรับสิ่งอำนวยความสะดวกในชีวิตประจำวัน เป็นต้น

การรับรู้ค่าใช้จ่าย รู้ต้นทุน สามารถนำมาวิเคาะได้ หากค่าใช้จ่ายส่วนที่ไม่จำเป็น ก็ควรปรับลด หรือ ค่าใช้จ่ายส่วนไหนที่จำเป็นต้องเพิ่ม เพื่อให้ไดผลกำไร ก็ควรเพิ่ม

ค่าใช้จ่ายในทางภาษี

ค่าใช้จ่ายค่าภาษี เป็นองค์ประกอบหนึ่งในการคำนวณภาษี ถือเป็นสิทธิประโยชน์ทางภาษีอย่างหนึ่งที่กฎหมายกำหนดไว้ สำหรับหักเป็นต้นทุนในการทำงาน เพื่อให้ได้เงินได้หรือรายได้สุทธินั้นมาคิดภาษีตามบัญชีอัตราภาษี โดยมีอัตราการหักค่าใช้จ่ายมากหรือน้อยตามแต่ละประเภทของเงินได้

**หมายเหตุ** เอกสารที่ถูกต้องสามารถนำมาเป็นค่าใช้จ่ายได้นั้น ถือเป็นรายจ่ายตามเงื่อนไขใน ม.65 ทวิ และ ม.65 ตรี

การรับรู้ค่าใช้จ่ายในทางบัญชี จำเป็นต้องยึดตามาตรฐานการบัญชี และค่าใช้จ่ายบางอย่างไม่สามารถนำมาเป็นค่าใช้จ่ายทางภาษีได้ หากกิจการอยู่ในระบบภาษีมูลค่าเพิ่ม (จดvat) ทำให้มีการ บวกกลับ หักออก ค่าใช้จ่ายที่ไม่สามารถนำมาเป็น ค่าใช้จ่ายทางภาษีได้ เรียกว่า รายจ่ายต้องห้าม  !!

รายจ่ายตามมาตรา 65 ตรี แห่งประมวลรัษฎากร ถือเป็น รายจ่ายต้องห้ามทางภาษี ในทางบัญชีรายจ่ายบางรายการถือเป็นรายจ่ายได้ แต่ในทางภาษีรายจ่ายดังกล่าว ต้องนำมาบวกกลับ เพื่อคำนวณกำไรสุทธิ

** หลักการบันทึกค่าใช้จ่ายพร้อมหลักฐานประกอบที่ถูกต้องนี้ ตามกรมสรรพากร**   คู่มือการจัดทำเอกสารประกอบการลงบัญชีเพื่อเสียภาษี

รายจ่ายต้องห้าม   ถือเป็น รายจ่ายที่เกิดขึ้นจากการดำเนินกิจการของนิติบุคคลและได้มีการบันทึกบัญชีเป็นรายจ่ายในรอบระยะเวลาบัญชีที่เกิดรายการ แต่ในทางภาษีไม่ให้ถือเป็นรายจ่ายในการคำนวณกำไรสุทธิ ขอบเขตรายจ่ายในการคำนวณกำไรสุทธิเพื่อเสียของบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล กำหนดไว้ตามประมวลรัษฎากร ดังนี้

  1. เงินสำรองต่าง ๆ เป็นรายจ่ายต้องห้าม
    • เงินสำรองจากเบี้ยประกันภัย เพื่อสมทบทุนประกันชีวิตได้ไม่เกินร้อยละ 65 ของจำนวนเบี้ยประกันชีวิตที่ได้รับ ในรอบระยะเวลาบัญชีหลังจากหักเบี้ยประกันภัยซึ่งเอาประกันภัยต่อออกแล้ว ถือเป็นรายจ่ายได้
    •  เงินสำรองจากเบี้ยประกันภัยเพื่อสมทบทุนประกันภัยอื่น ที่กันไว้ก่อนคำนวณกำไรเฉพาะส่วนที่ไม่เกินร้อยละ 40 ของจำนวนเบี้ยประกันภัยที่ได้รับ ในรอบระยะเวลาบัญชีหลังจากหักเบี้ยประกันภัย ซึ่งเอาประกันต่อออกแล้ว ถือเป็นรายจ่ายได้
    •  เงินสำรองที่กันไว้เป็นค่าเผื่อหนี้สูญหรือหนี้สงสัยจะสูญ สำหรับหนี้ที่เกิดจากการให้สินเชื่อของธนาคารพาณิชย์ หรือบริษัทเงินทุน บริษัทหลักทรัพย์ หรือบริษัทเครดิตฟองซิเอร์ ให้กันไว้ตามกฎหมายว่าด้วยการธนาคารพาณิชย์หรือกฎหมายว่าด้วยการประกอบธุรกิจเงินทุน ธุรกิจหลักทรัพย์ และธุรกิจเครดิตฟองซิเอร์ แต่กรณีเฉพาะส่วนที่ตั้งเพิ่มขึ้นจากเงินสำรองประเภทดังกล่าวที่ปรากฎในงบดุลของรอบระยะเวลาบัญชีก่อน
  2. เงินที่จ่ายเข้ากองทุนใด ๆ เป็นรายจ่ายต้องห้าม เว้นแต่ เงินที่บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลจ่ายเงินสมทบเข้ากองทุนสำรองเลี้ยงชีพ ตามพระราชบัญญัติกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ ให้ถือเป็นรายจ่ายได้ในรอบระยะเวลาบัญชีที่จ่ายเท่ากับจำนวนเงินที่บริษัทได้จ่ายสมทบเข้ากองทุนสำรองเลี้ยงชีพ ซึ่งเป็นไปตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขที่กำหนดโดยกฎกระทรวง ฉบับที่ 183 (พ.ศ. 2533)
  3. รายจ่ายอันมีลักษณะเป็นการส่วนตัว การให้โดยเสน่หา หรือการกุศล เป็นรายจ่าย 
    • รายจ่ายอันมีลักษณะเป็นการส่วนตัว  รายจ่ายที่แต่ละคนควรจะรับภาระในส่วนของตนเป็นการส่วนตัว ไม่เกี่ยวกับบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล โดยผู้รับไม่มีความผูกพันในทางธุรกิจการงานกับผู้ให้
    • รายจ่ายอันมีลักษณะเป็นการให้โดยเสน่หา รายจ่ายที่จ่ายไปโดยความรักใคร่ชอบพอกันเป็นการส่วนตัว ซึ่งผู้รับไม่มีความผูกพันว่าจะต้องกระทำการอย่างหนึ่งอย่างใดตอบแทน หรือเรียกว่า การให้เปล่า
    • รายจ่ายอันมีลักษณะเป็นการกุศล รายจ่ายที่จ่ายไปในการทำบุญทำทาน บริจาคทรัพย์สินช่วยการศึกษา การศาสนา การสังคมสงเคราะห์หรือการอื่น ๆ แต่กรณีนี้กฎหมายยังยอมให้หักได้ในกรณีเป็นการจ่ายเพื่อการกุศลสาธารณะ หรือเพื่อประโยชน์ของสาธารณะชนทั่ว ๆ ไป ไม่จำกัดว่าเป็นใคร
  4. ค่ารับรองหรือค่าบริการ ส่วนที่ไม่เป็นไปตามหลักเกณฑ์ที่กฎหมายกำหนดเป็นรายจ่ายต้องห้าม เว้นแต่ ค่ารับรองดังต่อไปนี้สามารถนำมาเป็นรายจ่ายในการคำนวณกำไรสุทธิได้  ค่ารับรองหรือค่าบริการนั้นต้องเป็นค่ารับรองหรือค่าบริการอันจำเป็นตามธรรมเนียมประเพณีทางธุรกิจทั่วไป
    • เป็นค่าใช้จ่ายอันเกี่ยวเนื่องโดยตรงกับการรับรองหรือการบริการที่จะอำนวยประโยชน์แก่กิจการ เช่น ค่าที่พัก ค่าอาหาร ค่าเครื่องดื่ม ค่าดูมหรสพ ค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับการกีฬา
    • เป็นค่าสิ่งของที่ให้แก่บุคคลซึ่งได้รับการรับรองหรือรับบริการ ไม่เกินคนละ 2,000 บาท ในแต่ละคราวที่มีการรับรองหรือการบริการ
    • จำนวนเงินค่ารับรองและค่าบริการให้นำมาหักเป็นรายจ่ายได้เท่ากับจำนวนเท่าที่ต้องจ่าย แต่รวมกันต้องไม่เกินร้อยละ 0.3 ของจำนวนเงินยอดรายได้หรือยอดขายที่ต้องนำมารวมหรือคำนวณกำไรสุทธิ ก่อนหักรายจ่ายใดในรอบระยะเวลาบัญชี
    • ค่ารับรองหรือค่าบริการนั้นต้องมีกรรมการหรือผู้เป็นหุ้นส่วนหรือผู้จัดการ หรือผู้ได้รับมอบหมายจากบุคคลดังกล่าวเป็นผู้อนุมัติหรือคำสั่งจ่ายค่ารับรองหรือค่าบริการนั้น
  5. รายจ่ายอันมีลักษณะเป็นการลงทุน หรือรายจ่ายในการต่อเติม เปลี่ยนแปลง ขยายออก หรือทำให้ดีขึ้นซึ่งทรัพย์สินเป็นรายจ่ายต้องห้าม แต่หากเป็นการซ่อมแซมให้คงสภาพเดิมถือเป็นรายจ่ายในการคำนวณกำไรสุทธิได้
    • รายจ่ายอันมีลักษณะเป็นการลงทุน หมายถึง รายจ่ายที่กิจการจ่ายไปเพื่อให้ได้มาซึ่งทรัพย์สินหรือประโยชน์ต่อกิจการเป็นระยะเวลานานเกินกว่า 1 รอบระยะเวลาบัญชี
    • รายจ่ายในการต่อเติม เปลี่ยนแปลง ขยายออก หรือทำให้ทรัพย์สินดีขึ้น หมายถึง รายจ่ายเพื่อให้อายุการใช้งานของทรัพย์สินเดิมยาวนานขึ้น หรือมีสภาพดีขึ้น
  6. เบี้ยปรับและหรือเงินเพิ่มภาษีอากรค่าปรับทางอาญา ภาษีเงินได้บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลเป็นรายจ่ายต้องห้าม
              คำว่า “เบี้ยปรับและหรือเงินเพิ่มภาษีอากร ค่าปรับทางอาญา” หมายถึง เบี้ยปรับและหรือเงินเพิ่ม และค่าปรับอาญา ตามกฎหมายภาษีอากรทุกประเภท รวมถึงค่าปรับที่เป็นโทษทางอาญา และเงินเพิ่มภาษีอากรตามกฎหมายอื่นด้วย ( ตามคำวินิจฉัยของคณะกรรมการวินิจฉัยภาษีอากร ที่ 40/2560 ลงวันที่ 9 มีนาคม 2560 ที่อ้างอิงคำพิพากษาฎีกา ที่ 1109/2559)
  7. (6ทวิ)   ภาษีมูลค่าเพิ่มที่ชำระหรือพึงชำระ
  8. การถอนเงินโดยปราศจากค่าตอบแทนของผู้เป็นหุ้นส่วนในห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล เป็นรายจ่ายต้องห้าม หากมองตามหลักการบัญชีแล้ว การถอนเงินของผู้เป็นหุ้นส่วนไม่ถือเป็นรายจ่ายอยู่แล้ว เป็นการถอนเงินลงทุนหรือเป็นการแบ่งกำไรกัน ไม่เกี่ยวข้องกับการบันทึกรายจ่ายของกิจการแต่อย่างใด
  9. เงินเดือนของผู้ถือหุ้นหรือผู้เป็นหุ้นส่วนเฉพาะส่วนที่จ่ายเกินสมควรเป็นรายจ่ายต้องห้าม
             เจ้าพนักงานมีอำนาจพิจารณารายจ่ายประเภทเงินเดือนของผู้ถือหุ้นหรือผู้เป็นหุ้นส่วน เปรียบเทียบกับรายอื่นซึ่งอยู่ในฐานะหรือลักษณะเดียวกัน อยู่ในหน่วยงานเดียวกัน หรือทำเลเดียวกัน ประกอบกิจการค้าอย่างเดียวกันหรือลักษณะเดียวกัน
  10. รายจ่ายซึ่งกำหนดขึ้นเองโดยไม่มีการจ่ายจริง หรือรายจ่ายซึ่งควรจะได้จ่ายในรอบระยะเวลาบัญชีอื่นเป็นรายจ่ายต้องห้าม   เว้นแต่ ในกรณีที่ไม่สามารถจะลงจ่ายในรอบระยะเวลาบัญชีใดก็อาจลงจ่ายในรอบระยะเวลาบัญชีที่ถัดไปได้
  11. ค่าตอบแทนแก่ทรัพย์สินซึ่งบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลเป็นเจ้าของเองและใช้เองเป็นรายจ่ายต้องห้าม
  12. ดอกเบี้ยที่คิดให้สำหรับเงินทุน เงินสำรองต่าง ๆ หรือเงินกองทุนของตนเองถือเป็นรายจ่ายต้องห้าม
  13. ผลเสียหายอันอาจได้กลับคืน เนื่องจากการประกันหรือสัญญาคุ้มกันใด ๆ หรือผลขาดทุนสุทธิในรอบระยะเวลาบัญชีก่อน ๆ ถือเป็นรายจ่ายต้องห้าม เว้นแต่ ผลขาดทุนสุทธิยกมาไม่เกิน 5 ปีก่อนรอบระยะเวลาบัญชีปีปัจจุบัน กรณีความเสียหายนั้นมีทางที่จะได้รับการชดใช้ตามสัญญา แต่ถ้าได้รับค่าชดใช้เพียงบางส่วน ส่วนที่เหลือก็ลงเป็นรายจ่ายได้
  14. รายจ่ายซึ่งมิใช่รายจ่ายเพื่อหากำไรหรือเพื่อกิจการโดยเฉพาะถือเป็นรายจ่ายต้องห้าม เพราะบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนตั้งขึ้นเพื่อมุ่งค้าหากำไร การชำระเงินควรอยู่ภายในวัตถุประสงค์ของการประกอบกิจการของบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลนั้น
  15. ค่าซื้อทรัพย์สินและรายจ่ายเกี่ยวกับการซื้อหรือขายทรัพย์สินในส่วนที่เกินปกติ โดยไม่มีเหตุผลอันสมควรถือเป็นรายจ่ายต้องห้าม ซึ่งอาจกระทำกันภายในประเทศหรือระหว่างประเทศ หรืออาจเรียกราคาดังกล่าวว่า การกำหนดราคาโอน (Transfer Pricing)
  16. ค่าของทรัพยากรธรรมชาติที่สูญหรือสิ้นไปเนื่องจากกิจการที่ทำถือเป็นรายจ่ายต้องห้าม เช่น การทำเหมืองแร่ หรือการทำป่าไม้ ระยะเวลาที่ดำเนินกิจการขุดแร่หรือตัดไม้เพื่อนำไปจำหน่ายนั้น จำนวนสินแร่ในดินหรือจำนวนป่าไม้ย่อมน้อยลงหรือหมดไปในที่สุด การที่จำนวนสินแร่หรือจำนวนไม้ในเขตที่ได้รับสัมปทานลดน้อยลงหรือจะหมดไปหรือสูญสิ้นไปนั้น บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลจะตีราคาหรือนำมูลค่าที่ลดน้อยลงนั้นมาถือเป็นรายจ่ายในการคำนวณกำไรสุทธิไม่ได้ ต้องห้ามตามมาตรา 65 ตรี (16) แห่งประมวลรัษฎากร

เงินได้พึงประเมินแต่ละกรณีจะคำนวณหักค่าใช้จ่ายได้เท่าใด?

vertify

Income

รายได้ ( Revenues )

รายได้ หมายถึง ผลตอบแทนที่ะุรกิจได้รับจากการขายสินค้า / บริการ ให้กับลูกค้าซึ่งคำนวนได้เป็นจำนวนเงินที่แน่นนอน และรวมถึงการซื้อขายสินทรัพย์ รายได้ดอกเบี้ย( ดอกเบี้ยรับ ) รายได้ค่าเช่า รายได้เงินปันผล เงินที่ได้จากการให้กู้ยืมจากการลงทุนในหลักทรัพย์ เป็นต้น

รายได้ในทางบัญชีแบ่งได้ 2 ชนิด 

  1. รายได้โดยตรง ( Direct Revenues ) คือ รายได้ที่เกิดจากการค้าขายไปตามปกติของกิจการ เช่น รายได้จากการขาย บริการ ให้กับลุกค้าโดยตรง เป็นต้น
  2. รายได้อื่นๆ ( Other Revenues ) คือ รายได้ที่เกิดจากการนำเงินที่ได้จากการค้าขายตามปกติ มาลงทุนให้เกิดผลตอบแทนใหม่เพิ่มขึ้น เช่น เงินที่ได้จากการปันผลในการลงทุนหุ้น รายได้จาก ดอกเบี้ยรับ เป็นต้น

รายได้ที่กิจการได้รับไม่เป็นจำต้องเป็น “เงินสด” เสมอไป อาจได้มาในรู) แบบของสินทรัพย์ลูกหนี้การค้า หรือ ตั๋วเงินรับ ก็ได้

vertify