อริยสัจ 4 คือ มรรค หนทาง | ดับทุกข์ มี องค์ 8 มีอะไรบ้าง บีบคั้น – PANGpond

อริยสัจสี่มีอะไรบ้าง
Click to rate this post!
[Total: 3318 Average: 5]

อริยสัจ 4 

          อริยะสัจ 4 เกิดอยู่ในจิตของเราตลอดเวลในชั่วชีวิตของมนุษย์ทุกคนบนโลกใบนี้ต่างต้องเผชิญกับความทุกข์และความสุขที่ปะปนกันไป ไม่มีใครที่พบเจอแต่เฉพาะเรื่องเลวร้ายหรือมีแต่ความทุกข์แบบนี้ตลอดไป และในขณะเดียวกันก็ไม่มีผู้ใดที่ต้องประสบพบเจอแต่ความสุขอยู่ตลอดเวลา เพราะความทุกข์และความสุขเป็นของที่คู่กันเสมอ ๆ

          เปรียบเสมือนสภาวะต่างขั้ว ของขั้วบวกและขั้วลบ ขึ้นอยู่กับว่ามนุษย์ทุกคนจะตั้งรับมือกับสภาวะปัญหาที่กำลังเผชิญเกิดขึ้นนี้ได้อย่างไร ซึ่งตามหลักธรรมคำสั่งสอนของทางพระพุทธศาสนา ที่มีองค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้าผู้ทรงเป็นพระศาสดาเอก เป็นผู้ก่อตั้งศาสนาพุทธที่มีอายุยืนยาวนาน จากคำสั่งสอนของหลักธรรม อริยสัจ 4 ที่พระองค์ทรงแสดงพระธรรมเทศนามาก่อน ปีพุทธศักราช 2,500 ปี เกี่ยวกับความหมาย เรื่องของหลักความจริงอันประเสริฐ 4 ประการ อริยสัจ 4 สามารถทำความเข้าใจได้ไม่ยากนัก แต่ในบางครั้งแล้วสำหรับมนุษย์ปุถุชนทั่ว ๆไป เรื่องของการทำใจให้ยอมรับกับความเป็นจริงเป็นสิ่งที่ยากที่สุด ทำให้ไม่ว่าจะผ่านไปกี่ยุคกี่สมัยแล้ว สำหรับเรื่องของหลักอริยสัจนั้น

ตัวอย่างอริยสัจสี่
ตัวอย่างอริยสัจสี่

หลักอริยสัจ 4 

        หลักอริยสัจ 4 เป็นหนึ่งในบทพระธรรม “ ธัมมจักกัปปวัตตนสูตร ” พระธรรมเทศนาที่มีคำสอนของทางเดินสายกลาง หรือ “มัชฌิมาปฏิปทา” หมายถึง หนทางดับทุกข์  หรือ มรรคมีองค์ 8  และ อริยสัจ4 ประกอบด้วย ทุกข์, สมุทัย, นิโรธ, มรรคแม้ว่าหลักธรรมอริยสัจ 4 จะมีเพียงองค์ประกอบหลัก 4 ประการท่านั้น แต่สาระสำคัญของอริยสัจ 4 คือเป็นหลักธรรมที่ควรละ และหลักธรรมที่ควรรู้สามารถนำมาศึกษาและประพฤติปฏิบัติตามในแนวทางของมรรคธรรมที่ควรเจริญ

          ทั้งนี้ยังเป็นเส้นทางที่พระพุทธองค์ทรงตรัสรู้และนำมาสั่งสอน เทศนา เผยแพร่ให้แก่พระสาวกและพุทธบริษัททั้ง 4 (ภิกษุ, ภิกษุณี, อุบาสก, อุบาสิกา) เป็นหลักธรรมของความจริงอันประเสริฐ “อริยะสัจ 4”  คือ แนวทางของการดับทุกข์ การปฏิบัติตามหลักธรรมอริยสัจ4 อยู่เป็นประจำเสมอๆนั้น จะช่วยทำให้ รู้เข้าใจ เกิดสภาวะของการไตร่ตรองตามสถานการณ์จริงของหนทางดับทุกข์ได้

อริยสัจ 4 คือ

          อริยสัจ 4 คือ ความจริงอันประเสริฐ 4 ประการ อันเป็นหลักคำสอนสำคัญของพระพุทธศาสนา มีดังนี้ 1. ทุกข์ คือ ความจริงที่ว่าด้วยความทุกข์  2 สมุทัย คือ ความจริงที่ว่าด้วยเหตุให้เกิดทุกข์ 3.นิโรธ คือ ความจริงที่ว่าด้วยความดับทุกข์  4. มรรค คือความจริงที่ว่าด้วยทางแห่งความดับทุกข์

ความหมายของอริยะสัจ 4
ความหมายของอริยะสัจ 4

ทุกข์ คือ

          ทุกข์ คือ ความไม่สบายกาย ไม่สบายใจ มนุษย์ทุกคนไม่ว่าจะเป็นเด็กหรือผู้ใหญ่ ต่างก็มีความทุกข์ด้วยกันทั้งนั้น ความทุกข์จึงเกิดขึ้นกับใครก็ได้ทุกขณะ เราจึงไม่ควรประมาทและพร้อมที่จะเผชิญหน้ากับความจริงของทุกข์นั้นๆ ความทุกข์เกิดขึ้นที่ไหน และมีกระบวนการเกิดขึ้นได้อย่างไร    

อริยสัจสี่ ทุกข์ คือ " ความไม่สบายกาย, ความไม่สบายใจ, การประสบกับสิ่งที่ไม่ได้เป็นดั่งใจหวัง "
อริยสัจสี่ ทุกข์ คือ ” ความไม่สบายกาย, ความไม่สบายใจ, การประสบกับสิ่งที่ไม่ได้เป็นดั่งใจหวัง “

ขันธ์ 5 คือ องค์ประกอบของชีวิตมี 5 ประการ

รูป คือ ชีวิตและร่างกายทั้งหลายทุกส่วนประกอบของชีวติ รวมถึงพฤติกรรมทั้งหมดของร่างกายด้วย เช่น ลมหายใจเข้าลมหายใจออกเป็นกายอันหนึ่งในกายทั้งหลาย ( ลมคือกาย กายคือลม ไม่ต้องการการพิจารณา )

สัญญา คือ ความนึกคิดสิ่งต่าง ๆ นอกจากกาย ( สมปฤดี )  ทั้งจับต้องได้และจับต้องไม่ได้ เมื่อมีความนึกคิด “ รูป ”จะดับ “ สัญญา “ จะเกิด ความรู้สึกนึกคิดให้เราจำว่ายัง จำอะไรได้ ทั้งที่เป็นรูปธรรมและนามธรรม ที่เกิดจากตา หู จมูก ลิ้น กาย และใจ ได้สัมผัสกับ รูป เสียง กลิ่น รส สัมผัส และนึกคิด 

เวทนา คือ ความรู้สึก ที่เป็นทั้ง ความสุข  ความทุกข์ หรือ ความรู้สึกที่อาจยังไม่รู้ว่า สุข หรือทุกข์ ทั้งทางกายและทางใจ โดยทั่ว ๆเป็นความรู้สึกทั่ว ๆ ไปที่จะทำให้เป็นเหตุ ต่าง ๆ เช่น นั้น ย่อนมีเพียง 3 ประการ คือ

  • ความรู้สึกสุข หรือ ความพอใจอย่างหนึ่ง เรียกว่า สุขเวทนา เช่น การรับรู้ข่าวดี ๆ เกิดความสุข
  • ความรู้สึกทุกข์ หรือความไม่พอใจอย่าง เรียกว่า ทุกข์เวทนา เช่น นั่งนาน ๆ เกิดความเมื้อย
  • ความรู้สึกไม่สุขไม่ทุกข์ พอใจ และไม่พอใจ เรียกว่า อุเบกขาเวทนา เช่น การฟังข่าวที่ไม่เกี่ยวกับตัวเรา

สังขาร คือ ส่วนประกอบส่วนหนึ่งในนามธรรรม คือ ความคิด การคิด มีหลาย ๆ อย่างรวมกัน ทำให้เกิดเป็นผล อันใดอันหนึ่งขึ้น การที่จิตของคนเราคิดปรุงแต่งไปในทางที่ดีและในทางที่ไม่ดี ตัวอย่าง ความคิด คือ การคิดจะทำ คิดจะพูด อาจจะทำให้เกิดการกระทำที่ไม่ได้ หรือ การพูดไม่ได้ ก็ได้ ตามที่คิด ซึ่งเป็นขั้นตอนที่ก่อให้เกิดพฤติกรรมทั้งทางดีและทางชั่ว หรือ เป็นแรงจูงใจหรือกระตุ้นผลักดันให้คนเราทำกระทำการอย่างใดอย่างหนึ่ง  

 วิญญาณ คือ สภาวะการรับรู้ทางอารมณ์ ความรู้แจ้ง ความรู้สึกโดยธรรมชาติมากระทบประสาทสัมผัสทั้ง 5                        

  • ตา หมายถึง การมองเห็น เมื่อมีอะไรมากระทบทาง ตา ก็จะรับรู้ความรู้สึกทาง ตา เรียกว่า ” จักขุวิญญาณ
  • หู หมายถึง การได้ยินเสียง เมื่อมีอะไรมากระทบทาง หู ก็จะรับรู้ความรู้สึกทาง หู เรียกว่า ” โสตวิญญาณ
  • จมูก หมายถึง การรับรู้กลิ่น เมื่อมีอะไรมากระทบทาง จมูก ก็จะรับรู้ความรู้สึกทาง จมูก เรียกว่า ” ฆานวิญญาณ
  • ลิ้น หมายถึง การได้ลิ้มรส เมื่อมีอะไรมากระทบทาง ลิ้น ก็จะรับรู้ความรู้สึกทาง ลิ้น เรียกว่า ” ฆานวิญญาณ
  • กาย หมายถึง การได้สัมผัส เมื่อมีอะไรมากระทบทาง กาย ก็จะรับรู้ความรู้สึกทาง กาย เรียกว่า ” กายวิญญาณ
  • ใจ หมายถึง การนึกคิด เมื่อมีอะไรมากระทบทางใจ ก็จะรับรู้ความรู้สึกทางใจ เรียกว่า ” มโนวิญญาณ

ตัวอย่าง วิญญาณ เช่น เมื่อหูเสีย เปรียบเสมือนไม่มี หู ( หูหนวก ) ก็จะไม่มีอะไรมากระทบความรู้สึกทางหู  ข้อดีคือ ก็จะไม่เกิดทุกข์ทางโสตวิญญาณ เป็นต้น  

ตา มองเห็นสิ่งที่ไม่ดี เกิดความทุกข์ทางใจตา มองเห็นสิ่งที่ดี เกิดความสุขทางใจ        
หู ได้ยินเสียงที่ไม่ดี เกิดความทุกข์ทางใจหู ได้ยินเสียงที่ดี เกิดความสุขทางใจ
จมูกได้กลิ่นที่ไม่ดี เกิดความทุกข์ทางใจจมูกได้กลิ่นที่ดี เกิดความสุขทางใจ
ลิ้น ได้ลิ้มรสที่ไม่ดี เกิดความทุกข์ทางใจลิ้น ได้ลิ้มรสที่ดี เกิดความสุขทางใจ
กายได้สัมผัสสิ่งที่ไม่ดี เกิดความทุกข์ทางใจและทางกายกายได้สัมผัสสิ่งที่ดี เกิดความสุขทางใจและทางกาย
ใจได้นึกคิดถึงสิ่งที่ไม่ดี เกิดความทุกข์ทางใจใจได้นึกคิดถึงสิ่งที่ดี เกิดความสุขทางใจ

ทุกข์ ยกตัวอย่างสาเหตุ และผลกระทบที่เกิดขึ้น

ทุกข์ คือ ” ความไม่สบายกาย, ความไม่สบายใจ, การประสบกับสิ่งที่ไม่ได้เป็นดั่งใจหวัง ” จากสิ่งที่มากระทบต่ออายตนะทั้ง 6 ประการ หรืออินทรีย์ของร่างกายทั้ง 6 อย่าง คือ ตา, หู, จมูก, ลิ้น, กาย,ใจ และความทุกข์เป็นผลของสมุทัย เป็น ธรรมที่ควรรู้

          ฉะนั้น ความสุขและความทุกข์ของคนเรานั้นเกิดขึ้นที่กายและที่ใจ เมื่อมีการกระทำเกิดขึ้นหรือมีพฤติกรรมเกิดขึ้น และเมื่อการกระทำนั้นผ่านไปแล้ว บางทีก็ทำให้เกิดความสุขและความทุกข์ได้เช่น จดจำการกระทำนั้นได้ และได้นึกคิดเกี่ยวกับการกระทำนั้น ทำให้เกิดความไม่พอใจ  เกิดความแค้นใจ เกิดความโศกเศร้าใจ เป็นต้น นี่เรียกว่า ความทุกข์

หลักอริยสัจ 4 เป็นหนึ่งในบทพระธรรมธัมมจักกัปปวัตตนสูตร
หลักอริยสัจ 4 เป็นหนึ่งในบทพระธรรมธัมมจักกัปปวัตตนสูตร

สมุทัย

สมุทัย คือ สาเหตุที่ทำให้เกิดทุกข์ ได้แก่ ตัณหา หรือความทะยานอยาก ซึ่งจำแนกได้ 3 ประการ 1. กามตัณหา 2 ภวตัณหา และ 3 วิภวตัณหา

  1. กามตัณหา ความทะยานอยากในกาม กาม หมายถึง รูป เสียง กลิ่น รส สัมผัสที่ น่าใคร่ น่าปรารถนา น่าพอใจ ความทะยานอยากในกาม จึงหมายถึง ความดิ้นรนอยากเห็นสิ่งที่ สวยงาม อยากฟังเสียงที่ไพเราะ อยากดมกลิ่นที่หอม อยากลิ้มรสที่อร่อย อยากสัมผัสที่น่าใคร่น่า ปรารถนา น่าพอใจ
  2. ภวตัณหา ความทะยานอยากในความเป็น คือ ดิ้นรนอยากเป็นบุคคลประเภทที่ ตนชอบ เช่น นักร้อง นักแสดง นักการเมือง หรืออยากได้เลื่อนยศเลื่อนตำแหน่ง
  3. วิภวตัณหา ความอยากในความไม่มีหรือไม่เป็น คือ ดิ้นรนอยากไม่เป็นสิ่ที่เขาให้ เป็นหรืออยากจะพ้นไปจากตำแหน่างที่เป็นอยู่แล้ว รวมทั้งอยากให้สิ่งนั้นสิ่งนี้หมดไป

สมุทัย ตัวอย่าง สาเหตุ และผลกระทบที่เกิดขึ้น

          สมุทัย คือ ” สาเหตุที่ทำให้เกิดทุกข์  ” เป็นสาเหตุที่ทำให้เกิดกิเลสขึ้น ทำให้จิตใจและร่างกายเกิดความทุกข์ จากสภาวะของตัวตัณหา ดังนั้นตัวสมุทัยธรรมที่ควรละ จะทำให้สู่หนทางแห่งการดับทุกข์ได้ง่ายมากยิ่งขึ้น ซึ่งเป็น การแก้ปัญหาแบบอริยสัจ-4 เป็นแนวทางเบื้องต้นของวิธีดับทุกข์ คือจะต้องประพฤติปฏิบัติตั้งใจทำปหานะ  นั่นคือ การละ การขจัดตัวกิเลส การกำจัดตัณหา จากความรัก ความโลภ ความโกรธ และความหลง สมุทัยเป็นเหตุของทุกข์ ต้องละปิดกั้นทางอบายและความอยาก จาก 3 ประการนี้คือ

  • มีรสอร่อยๆต่อลิ้น, อยากได้กลิ่นในสิ่งที่มีความหอมละมุนต่อจมูก, อยากได้ฟังเสียงที่มีความไพเราะมากระทบต่อหู เป็นต้น
  • ภวตัณหา คือ ความอยากได้ ความอยากมี ความอยากเป็น เช่น การอยากได้ยศได้ตำแหน่งหน้าที่การงานที่สูงๆขึ้น, การอยากมีคู่ชีวิตที่ดีๆไม่เจ้าชู้นอกใจและรักเดียวใจเดียว, การอยากเป็นมหาเศรษฐีที่ได้รับเงินรางวัลพิเศษ เป็นต้น
  • วิภวตัณหา คือ ความไม่อยากได้ ความไม่อยากมี ความไม่อยากเป็น เช่น การไม่อยากได้ทำงานวันหยุดเนื่องจากไม่ได้รับค่าตอบแทน, การไม่อยากมีคู่ชีวิตที่เกียจคร้านในหน้าที่การทำงาน, การไม่อยากเป็นผู้ที่ถูกนายจ้างเลิกสัญญาจ้างออกจากการทำงาน เป็นต้น
พระพุทธเจ้าแสดงธรรม อริยะสัจ 4
พระพุทธเจ้าแสดงธรรม อริยะสัจ 4

นิโรธ คือ

นิโรธ คือ การดับทุกข์ หมายถึง การดับ หรือการละตัณหา 3 ประการ หลักธรรมที่นำไปสู่การดับทุกข์ นิโรธ 5 ดังนี้

  1. วิกขัมภนนิโรธ ดับด้วยข่มไว้ คือ การดับกิเลสของท่านผู้บำเพ็ญฌาน ถึง ปฐมฌานขึ้นไป ย่อมข่มนิวรณ์ไว้ได้ ตลอดเวลาที่อยู่ในฌานนั้น
  2. ตทังคนิโรธ ดับด้วยองค์นั้นๆ คือ ดับกิเลสด้วยธรรมที่เป็นคู่ปรับ หรือธรรมที่ตรงข้าม เช่น ดับสักกายทิฏฐิด้วยความรู้ที่กำหนดแยกรูปนามออกได้ เป็นการดับชั่วคราวในกรณีนั้นๆ
  3. สมุจเฉทนิโรธ ดัยตัดขาด คือ ดับกิเลสเสร็จสิ้นเด็ดขาด ด้วยโลกุตตรมรรค ในขณะแห่งมรรคนั้น ชื่อ สมุจเฉทนิโรธ
  4. ปฏิปัสสัทธินิโรธ ดับด้วยสงบระงับ คือ อาศัยโลกุตตรมรรค ดับกิเลสเด็ดขาดไปแล้ว บรรลุโลกุตตรผล กิเลสเป็นอันสงบระงับไปหมดแล้ว ไม่ต้องขวนขวายเพื่อดับอีกในขณะแห่งผลนั้น ชื่อ ปฏิปัสสัทธินิโรธ
  5. นิสสรณนิโรธ ดับด้วยสลัดออกได้ หรือดับด้วยปลอดโปร่งไป คือ ดับกิเลสเสร็จสิ้นแล้ว ดำรงอยู่ในภาวะที่ดับกิเลสแล้วนั้น ยั่งยืนตลอดไป ภาวะนั้นชื่อนิสสรณนิโรธได้แก่อมตธาตุ คือ นิพพาน

พุทธศาสนามีหลักคำสอนเกี่ยวกับเรื่องความสุขมากมาย จุดหมายสูงสุด คือ นิพพาน เป็นบรมสุขที่สูงสุด แบ่งได้ดังนี้ 2 อย่าง คือ สามิสสุข และ นิรามิสสุข

สามิสสุข คือ ความสุขทางกายที่เกิดจากวัตถุภายนอก เรียกว่า กามสุข คือความสุขที่เกิดประสาทสัมผัสทั้ง 5 (ตา หู จมูก ลิ้น กาย) ทำให้เกิดความพอใจ เป็นความสุขของคนทั่วไป ที่เกิดจากการกระทำความดีในด้านต่างๆ ที่สำคัญได้แก่

  • ความสุขที่เกิดจากการมีทรัพย์ เรียกว่า อัตถิสุข
  • ความสุขที่เกิดการใช้จ่ายทรัพย์ เรียกว่า โภคสุข
  • ความสุขที่เกิดจากการไม่มีหนี้สิน เรียกว่า อนณสุข
  • ความสุขที่เกิดจากการประพฤติในสิ่งที่สุจริต เรียกว่า อนวัชชสุข

นิรามิสสุข คือ ความสุขที่ไม่อิงอาศัยวัตถุภายนอก เรียกว่า ความสุขทางใจ ความสุขประเภทนี้

มีตั้งแต่ขั้นต่ำสุดไปจนถึงสูงสุด คือ นิพพาน

  • นิรามิสสุข ขั้นต่ำ คือ การได้รับอบอุ่นจากพ่อแม่ ความไม่มีศัตรู ไม่มีผู้เกลียดชัง มีผู้ให้ความรักใคร่ นับถือ ยกย่องสรรเสริญ ไม่คิดร้ายต่อใคร ไม่มีความวิตกกังวล ไม่หวาดระแวง ไม่คิดฟุ้งซ่าน
  • นิรามิสสุขขั้นกลาง คือ ความอิ่มใจที่ได้เสียสละ การมีจิตใจที่สงบ
  • นิรามิสสุขขั้นสูงสุด คือ นิพพาน
นิโรธ คือการพ้นจากทุกข์
นิโรธ คือการพ้นจากทุกข์

นิโรธ คืออะไร ยกตัวอย่างสาเหตุ และผลกระทบที่เกิดขึ้น

นิโรธ คือ  ” การพ้นจากความทุกข์ การดับจากความทุกข์ ” การขจัดซึ่งตัวกิเลส หรือการละจากตัวตัณหาทั้ง 3 ประการที่มีอยู่ในสมุทัยออกไปได้สำเร็จ ซึ่งนิโรธคือผลของมรรค และเป็นหลักธรรมสำหรับการบรรลุนั้นเอง

มรรค คือ

         มรรค คือ หนทางนำไปสู่ความดับทุกข์ อันได้แก่ อริยมรรค 8 ข้อปฏิบัติที่ทำให้พ้นจากความทุกข์หรือปัญหาต่างๆ ได้แก่ 1.บุพพนิมิตของมัชฌิมาปฏิปทา  2.อริยมรรคมีองค์ 8 3.สติปัฏฐาน 4.ดรุณธรรม 6 5. กุลจิรัฏฐิติธรรม 4 6.กุลจิรัฏฐิติธรรม 4 7.มงคล 38

บุพพนิมิต แปลว่า สิ่งที่เป็นเครื่องหมายให้รู้ หมายถึง สิ่งที่บ่งบอกล่วงหน้าก่อนที่อริยมรรคมีองค์ 8

จะเกิดขึ้นในตัวของผู้ปฏิบัติ บุพพนิมิตของมัชฌิมาปฏิปทา มี 7 ประการ

  1. การมีกัลยาณมิตร คือ การมีเพื่อนที่ดีที่แนะนำประโยชน์ เรียกว่า กัลยาณมิตตตา
  2. ความถึงพร้อมด้วยศีล คือ การมีวินัย มีระเบียบในชีวิตของตนและการอยู่ร่วมกันในสังคม เรียกว่า สีลสัมปทา
  3. ความถึงพร้อมด้วยฉันทะ คือ ความพอใจใฝ่รักในปัญญา ในจริยธรรม ใฝ่รู้ในความจริงและใฝ่ในความดี เรียกว่า ฉันทสัมปทา
  4. ความถึงพร้อมด้วยการที่จะฝึกฝนพัฒนาตน คือ การรู้จักฝึกฝนพัฒนาตน เรียกว่าอัตตสัมปทา
  5. ความถึงพร้อมด้วยทิฏฐิ คือ การยึดถือ เชื่อถือในหลักการและมีความเห็นความเข้าใจพื้นฐานที่มองเห็นสิ่งทั้งหลายตามเหตุผล เรียกว่า ทิฏฐิสัมปทา
  6. ความถึงพร้อมด้วยความไม่ประมาท คือ มีความกระตือรือร้นอยู่เสมอ เห็นคุณค่าของกาลเวลา เห็นความเปลี่ยนแปลงเป็นสิ่งที่กระตุ้นเตือนให้เร่งรัดการค้นหาให้เข้าถึงความจริงหรือในการทำชีวิตที่ดีงามให้สำเร็จ เรียกว่า อัปปมาทสัมปทา
  7. การรู้จักใช้ความคิดที่ถูกวิธี คิดเป็น คิดอย่างมีระเบียบ รู้จักคิดพิจารณา เพื่อนำมาใช้พัฒนาตนให้ก้าวหน้ายิ่งๆขึ้นไป เรียกว่า โยนิโสมนสิการ

อริยมรรคมีองค์ 8 แปลว่า ทางอันประเสริฐทางนั้นมีทางเดียวแต่มีองค์ประกอบ 8 ประการ ซึ่งดังต่อไปนี้

  1. สัมมาทิฏฐิความเห็นชอบ หมายถึงการรู้การเห็นอริยสัจ 4 อย่างถูกต้อง คือรู้ว่า ทุกข์ได้แก่อะไรบ้าง และเป็นทุกข์อย่างไรรู้ว่าตัณหาเป็นเหตุให้เกิดทุกข์และตัณหานั้นควรละเสียรู้ว่าทุกข์จะดับไปเพราะว่าดับตัณหาและรู้ว่าอริยมรรคเป็นทางให้ดับตัณหาได้
  2. สัมมาสังกัปปะ ความดำริชอบ หรืความคิดชอบ คือ มีความคิดออกจากกาม ไม่หลงใหลกับรูป เสียง กลิ่นรส สัมผัส มีความคิดที่ไม่พยาบาทปองร้ายผู้อื่น และมีความคิดที่จะไม่เบียดเบียนผู้อื่น
  3. สัมมาวาจา การพูดชอบ ได้แก่ การเว้นจากการพูดเท็จ เว้นจากการพูดส่อเสียด คือ การพูดยุยงให้เขาแตกกัน การเว้นจากการพูดคำหยาบ และการพูดเพ้อเจ้อ หรือการพูดไร้สาระ
  4. สัมมากัมมันตะ การกระทำชอบ ได้แก่ การเว้นจากการฆ่าสัตว์ การเว้นจากการลักทรัพย์ การเว้นจากการประพฤติผิดในกาม หรือการเว้นจากการกิจกรรมทางเพศ
  5. สัมมาอาชีวะ การเลี้ยงชีพชอบ ได้แก่ การเว้นมิจฉาชีพที่สุจริตไม่ผิดกฎหมายและศีลธรรม
  6. สัมมาวายามะ ความพยายามชอบหรือความเพียรชอบ
  7. สัมมาสติ ระลึกชอบ ได้แก่ สติปัฏฐาน 4 ประกอบด้วย
    1. การตั้งสติกำหนดพิจารณากาย
    2. การตั้ง สติกำหนดพิจาณาเวทนา
    3. การตั้งสติกำหนดพิจารณาจิต
    4. การตั้งสติพิจารณาธรรม
  8. (สัมมาสมาธิ) ตั้งจิตมั่นชอบ ได้แก่ ฌาน 4 ประกอบด้วย
    1. ปฐมฌาน
    2. ทุติยฌาน
    3. ตติยฌาน
    4. จตุตถฌาน

สติปัฏฐาน 4 หมายถึง ข้อปฏิบัติที่เป็นที่ตั้งแห่งสติ หรือการตั้งสติกำหนดพิจารณาสิ่งต่างๆให้รู้เท่าทัน ทำให้มีสติสัมปชัญญะที่สมบูรณ์ และทำให้ไม่ประมาทในการดำเนินชีวิต แบ่งออกเป็น 4 ประการ

  1. กายานุปัสสนา หมายถึง การตั้งสติกำหนดพิจารณากาย เพื่อให้รู้เท่าทันและเข้าใจตามความเป็นจริงว่ากายนี้ไม่มีตัวตนที่แท้จริง ไม่ใช่ของเรา เราบังคับไม่ได้ ต้องมีแก่ เจ็บ ตาย ไปตามกาลเวลา
  2. เวทนานุปัสสนา หมายถึง การตั้งสติกำหนดพิจารณาเวทนา คือ ความสุข ความทุกข์หรือความเฉยๆ ที่เกิดขึ้นในขณะใดขณะหนึ่งอย่างรู้เท่าทันว่ามันเป็นอย่างไร
  3. จิตตานุปัสสนา หมายถึง การตั้งสติกำหนดพิจารณาจิต เพื่อให้รู้เท่าทันถึงสภาพหรืออาการของจิตว่า จิตใจขณะนั้นเป็นอย่างไร มีความขุ่นมัว หอหู่ ฟุ้งซ่าน เกียจคร้าน หรือขยัน
  4. ธัมมานุปัสสนา หมายถึง การตั้งสติกำหนดพิจารณาธรรมที่เป็นกุศลหรือเป็นอกุศล ซึ่งเกิดขึ้นกับใจ ว่าเกิดขึ้นจากเหตุปัจจัยอะไรบ้าง และจะดับไปด้วยวิธีใด

ดรุณธรรม 6 หมายถึง ธรรมที่เป็นหนทางแห่งความสำเร็จ ความเจริญก้าวหน้าแห่งชีวิต มี 6 ประการ

  1. รักษาสุขภาพดีมิให้มีโรคทั้งจิตและกาย เพราะโรคภัยไข้เจ็บเป็นอุปสรรคที่คอยขัดขวางไม่ให้ประสบความสำเร็จ ด้วยเหตุนี้จึงต้องหมั่นบริหารกายให้มีสุขภาพแข็งแรงสมบูรณ์และบริหารจิตให้มีสุขภาพจิตที่ดี เรียกว่า อโรคยะ
  2. มีระเบียบวินัย ไม่ก่อเวรภัยแก่ผู้อื่นและสังคม รู้จักให้อภัย ไม่อาฆาตพยาบาท เรียกว่า ศีล
  3. ได้คนดีเป็นแบบอย่าง คือ คนมีปัญญา มีคุณธรรม (บัณฑิตหรือสัตบุรุษ)และยึดถือปฏิบัติตามจะช่วยสนับสนุนเกื้อกูลให้การดำเนินชีวิตเจริญก้าวหน้า เรียกว่า พุทธานุมัติ
  4. ตั้งใจเรียนรู้ให้จริง โดยการศึกษาค้นคว้าแสวงหาความรู้ให้มาก ให้เชี่ยวชาญ เรียกว่า สุตะ
  5. ทำแต่สิ่งที่ถูกต้องดีงาม โดยการดำรงมั่นอยู่ในสุจริต เรียกว่า ธรรมานุวัติ
  6. มีความขยันหมั่นเพียร การมีกำลังไม่ท้อถอย ไม่ท้อแท้เฉื่อยชา เรียกว่า วิริยะ

กุลจิรัฏฐิติธรรม 4 หมายถึง ข้อปฏิบัติสำหรับรักษาวงศ์ตระกูลให้ดำรงอยู่ได้นาน มี 4 ประการ

  1. การแสวงหาพัสดุที่หายไป หมายถึง สิ่งของที่จำเป็นในครอบครัว เช่น ปัจจัย 4 เมื่อหายไปหรือหมดไป จะต้องช่วยกันจัดหามาทดแทนสิ่งที่หายหรือหมดไป
  2. การบูรณะซ่อมแซมพัสดุที่เก่าชำรุด หมายถึง สิ่งของที่จำเป็นเมื่อเกิดชำรุดเสียหายจะต้องรู้จักซ่อมแซมให้ใช้การได้ เช่น ที่อยู่อาศัย อุปกรณ์ เครื่องใช้ต่างๆภายในบ้าน เป็นต้น
  3. การรู้จักประมาณในการใช้จ่าย หมายถึง การรู้จักประหยัด รู้จักกินรู้จักใช้ ไม่ใช้จ่ายเกินฐานะของตนเอง ไม่ก่อหนี้สินให้กับครอบครัว
  4. การตั้งคนมีศีลธรรมเป็นพ่อบ้านแม่เรือน หมายถึง การมีหัวหน้าครอบครัวที่เป็นคนดีมีศีลธรรม ประกอบอาชีพสุจริต มีความขยันหมั่นเพียรในการทำงาน ก็สามารถสืบทอดต่อวงศ์ตระกูลให้เจริญยั่งยืนต่อไปได้

กุศลกรรมบถ 10 หมายถึง ทางแห่งการทำความดี หรือกรรมดีที่ควรประพฤติปฏิบัติ มี 3 ทาง

  • ทางกาย เรียกว่า กายกรรม มี 3 อย่าง
    • เว้นจากการฆ่าหรือเบียดเบียนสัตว์โดยวิธีการต่างๆ
    • เว้นจากการลักทรัพย์ คือ ไม่ถือเอาสิ่งของที่เจ้าของเขาไม่ให้โดยวิธีการต่างๆ
    • เว้นจากประพฤติผิดในสามี ภรรยา บุตร ธิดาของผู้อื่น ต้องรู้จักเคารพสิทธิของกันและกัน
  • ทางวาจา เรียกว่า วจีกรรม มี 4 ประการ
    • เว้นจากการพูดเท็จ คือ การพูดในสิ่งที่เป็นจริง
    • เว้นจากการพูดส่อเสียด คือ การพูดที่ส่งเสริมให้เกิดความสามัคคีในหมู่คณะ ให้คนเห็น
  • อกเห็นใจกันและกัน
    • เว้นจากการพูดคำหยาบ คือ การพูดที่สุภาพ ไพเราะนุ่มนวลต่อบุคคลที่เกี่ยวข้อง
    • เว้นจากการพูดเพ้อเจ้อ คือ การพูดมีสาระประโยชน์ทั้งต่อตนเองและผู้อื่น
  • ทางใจ เรียกว่า มโนกรรม มี 3 ประการ
    • ไม่โลภอยากได้ของผู้อื่น คือ การไม่เพ่งเล็งที่จะเอาทรัพย์ของคนอื่นในทางทุจริต
    • ไม่พยาบาทปองร้ายผู้อื่น คือ การไม่ผูกใจเจ็บ ไม่จองเวร ไม่คิดอาฆาตล้างแค้น
    • ไม่เห็นผิดจากคลองธรรม คือ การมีความเห็นถูกต้องตามเหตุตามผล เช่น เห็นว่ามารเป็นผู้มีพระคุณจริง กฎแห่งกรรมมีจริง เป็นต้น

มงคล 38 มงคล คือ สิ่งที่ทำให้ชีวิตโชคดี หมายถึง ธรรมที่นำความสุขและความเจริญมาให้แก่ผู้ปฏิบัติ มีดังนี้

          การประพฤติธรรม หรือเรียกอีกอย่างหนึ่งว่า การปฏิบัติธรรม หมายถึง การปฏิบัติตนให้อยู่ในกรอบของความถูกต้องและความดีงาม เพื่อความสงบสุขและความเจริญของคนในสังคม ได้แก่

เบญจธรรม 5

  1.  เมตตากรุณา คือ การมีความรักใคร่เพื่อนมนุษย์ ช่วยเหลือเท่าที่ตนทำได้
  2.  สัมมาอาชีวะ คือการประกอบอาชีพที่สุจริต
  3.  กามสังวร คือ การยินดีเฉพาะในคู่ครองของตน
  4.  สัจจะ คือ การพูดแต่ความจริง
  5.  สติสัมปชัญญะ คือ การมีสติรู้ตัวอยู่เสมอว่าอะไรควร อะไรไม่ควร

เบญจศีล 5

  1.  เว้นจากการทำลายชีวิตสัตว์
  2.  เว้นจากการลักทรัพย์โดยวิธีการต่างๆ
  3.  เว้นจากการประพฤติผิดในสามี ภรรยา บุตร ธิดาของผู้อื่น
  4.  เว้นจากการพูดเท็จ
  5.  เว้นจากาการน้ำเมาและสิ่งเสพติดทั้งหลาย

การงดเว้นจากความชั่ว หมายถึง การไม่กระทำสิ่งที่ไม่ดี สิ่งที่ทำให้จิตใจเศร้าหมองเดือดร้อน มีผลเป็นทุกข์ทั้งทางกาย วาจาและใจ โดยอกุศลกรรมบถ 10 ต้นตอแห่งความชั่ว เรียกว่าอกุศลมูล มี 3 ประการ

  1. โลภะ คือ ความอยากได้โดยมิชอบ หรือความอยากได้เกินพอดี เรียกว่า ความโลภ
  2. โทสะ คือ ความโกรธแค้น พยาบาท อิจฉาริษยา คิดแต่อยากให้ผู้อื่นประสบเคราะห์กรรมประสบความหายนะ เรียกว่า ความโกรธ
  3. โมหะ คือ ความไม่รู้เหตุรู้ผล ขาดปัญญาในการพิจารณา เรียกว่า ความหลง

เว้นจากการดื่มน้ำเมา หมายถึง การไม่เข้าไปข้องแวะหรือไม่หวนกลับไปหาสุราและของมึนเมา สิ่งเสพติดทุกชนิด ไม่ว่าโดยวิธีใดก็ตาม เพราะ

  •  ทำให้เสียทรัพย์
  •  ทำให้เกิดโรคหลายอย่าง
  •  ทำให้เกิดการทะเลาะวิวาท
  •  ทำให้ขาดความละอาย
  •  ทำให้เสียชื่อเสียง
  •  ทำให้สติปัญญาเสื่อมถอยลง

          การดื่มน้ำเมานั้นทำให้เกิดความสุขได้บ้างสำหรับคนที่ติดแต่เป็นความสุขหลอกๆ บนความทุกข์ น้ำเมาทำให้เพลิดเพลินได้ แต่เป็นการเพลิดเพลินในเรื่องเศร้า ดังนั้นจึงไม่ควรแก้ปัญหาใดๆด้วยน้ำเมา เพราะเมื่อดื่มน้ำเมาแล้วจะให้ขาดสติ ขาดความยั้งคิด เป็นหนทางที่จะนำไปสู่การทำความชั่ว

มรรค คืออะไร ยกตัวอย่างสาเหตุ และผลกระทบที่เกิดขึ้น

มรรค คือ ” วิธีพ้นทุกข์ วิธีการดับทุกข์ หนทางของการดับทุกข์ ” มรรคในอริยสัจ4 คือเป็นสาเหตุของนิโรธ เป็นหลักธรรมที่ควรเจริญตามหลักอริยสัจ 4 สำหรับมรรค มีชื่อเรียกอีกอย่างหนึ่งว่า อริยมรรคมีองค์แปด เนื่องจากมรรคมีองค์ประกอบด้วยของ มรรค ๘ ประการ ด้วยกัน ที่เป็นเส้นทางแห่งการพ้นทุกข์ มีศีล มีสมาธิ และมีปัญญา

มรรค 8 คือ 

          มรรคมีองค์8 อยู่ในหลักธรรม “ ทุกขนิโรธคามินีปฏิปทาอริยสัจ ” คือ ทางสายกลาง บนเส้นทางของมนุษย์ทุกชีวิต การเกิดความเสียใจ การสูญเสีย การจากลา การไม่เป็นไปตามสิ่งที่ตั้งใจไว้ สิ่งเหล่านี้คือ ความทุกข์ที่เกิดขึ้นมาด้วยกันทั้งสิ้นการเข้าใจมรรคมีองค์แปด คือ การเข้าใจหนทางสู่การพ้นทุกข์ หรือวิธีดับทุกข์ นั้นเอง

ทางสายกลางที่ปรากฏในข้อคำสอนของพระพุทธศาสนานั้นคือ “มรรคมีองค์ 8” หรือ “อัฏฐังคิกมรรค” อันประกอบด้วย

  1. สัมมาทิฏฐิ คือ ความเห็นถูกต้อง
  2. สัมมาสังกัปปะ คือ ความคิดถูกต้อง
  3. สัมมาวาจา คือ มีการใช้วาจา คำพูดอย่างถูกต้อง
  4. สัมมากัมมันตะ คือ มีการแสดงออกทางกายอย่างถูกต้อง
  5. สัมมาอาชีวะ คือ มีการเลี้ยงชีพที่ถูกต้อง
  6. สัมมาวายามะ คือ มีความเพียรพยายามที่ถูกต้อง
  7. สัมมาสติ คือ มีสติรอบคอบ มีสติที่ถูกต้อง
  8. สัมมาสมาธิ คือ มีสมาธิ จิตตั้งมั่นอย่างถูกต้อง
ทางสายกลางที่ปรากฏในข้อคำสอนของพระพุทธศาสนา
ทางสายกลางที่ปรากฏในข้อคำสอนของพระพุทธศาสนา

อริยสัจ คือ หลักธรรมคำสั่งสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าที่ยังคงเป็นอมตะ ทันสมัยและทันต่อเหตุการณ์นั้น การที่คนเรามีความทุกข์เกิดขึ้นอยู่เป็นประจำแบบสม่ำเสมอ ๆ ต้องหาต้นเหตุแห่งความทุกข์ หรือที่มาของความทุกข์นั้นๆที่ได้เข้ามากระทบจิตใจ เพื่อนำไปสู่หนทางหรือแนวทางของการดับทุกข์ ที่เรียกกันว่า มรรคมีองค์ 8

สรุป อริยสัจ 4 

สรุป อริยสัจ 4 เป็นหลักธรรมที่พระพุทธเจ้าทรงค้นพบเป็นหลักเกี่ยวกับความจริงอันประเสริฐที่นำไปสู่การดับทุกข์ประกอบไปด้วยความจริง 4 ประการตามชื่อของหลักธรรม คือ 1 ทุกข์ 2 สมุทัย 3 นิโรธและ 4มรรค โดย 

1.ทุกข์ก็คือความไม่สบายกายไม่สบายใจความโศกเศร้าเป็นภาวะที่จะต้องกำหนดรู้เราจึงต้องรู้ความทุกข์ของเราว่าเราไม่สบายใจเรื่องอะไร 

2 สมุทัยคือธรรมที่ควรละมีความหมายว่าสาเหตุที่ทำให้เกิดความทุกข์ได้แก่ปัญหาซึ่งมีอยู่ 3 ประการคือ

  • 1กามตัณหา คือ ความอยากได้อยากมี
  • 2 ภาวตัณญหา คือ ความอยากเป็น
  • 3 วิภาวตัณหา คือ ความไม่อยากเป็นเป็นสภาวะที่ต้องรักเพราะว่ายิ่งทำมันก็ยิ่งทุกข์

3 นิโรธคือการดับทุกข์ คือสภาวะที่ความทุกข์ให้หมดสิ้นไปแล้วเกิดจากการปฏิบัติตามมรรค 8 ประการเป็นสภาวะที่ต้องบรรลุคือธรรมที่ควรบรรลุ 

4.มาร์ค คือข้อปฏิบัติหรือแนวทางที่เป็นเหตุให้ถึงความดับทุกข์ซึ่งมีอยู่ 8 ประการเป็นสภาวะที่ต้องเจริญหรือทำให้มีขึ้นมาก็คือเป็นหลักธรรมที่เราควรเจริญ

มีปัญญา หลักธรรมที่สามารถช่วยยุติถอนจากกิเลสและตัณหาได้ คือ

  • มิจฉาทิฏฐิ เช่น มีความเชื่อในคติธรรมที่ว่า “บุคคลหว่านพืชเช่นใด ย่อมได้ผลเช่นนั้น ผู้ทำกรรมดี ย่อมได้รับผลดี และผู้ทำกรรมชั่ว ย่อมได้รับผลชั่ว”
  • สัมมาสังกัปปะ  หมายถึง ” การดำริชอบ การมีความตั้งใจทำในสิ่งที่ดีงาม ” การทำในสิ่งที่ชอบธรรม การคิดไปในทางสุจริต เช่น การตั้งใจทำงาน ทำในสิ่งที่ชอบคือการไม่ไปทำงานสายและไม่เลิกทำงานก่อนเวลา และมีความเลื่อมใสศรัทธาในการทำความดีอยู่เสมอ

มีศีล หลักธรรมที่สามารถช่วยข่มจิตใจจากสภาวะของกิเลสได้ คือ

  • มมาวาจา หมายถึง ” การเจรจาในการชอบ การกล่าวคำจริงในทางสุจริต ” หลีกเลี่ยงหรือละเว้นต่อถ้อยคำอันเป็นอกุศลทางวจีทุจริต เช่น คำหยาบคาย, คำส่อเสียด, คำเพ้อเจ้อ, คำโกหก เปลี่ยนเป็นการเลือกใช้วาจาถ้อยคำที่ไม่มีโทษทั้งต่อตัวของผู้พูดและต่อตัวของผู้รับฟัง ควรเป็นวาจาที่อ่อนหวาน, เป็นวาจาที่มีจิตเมตตาเมื่อได้กล่าววาจาถ้อยคำนั้นออกไปแล้ว จะต้องทำให้เกิดเป็นประโยชน์, เป็นวาจาที่กล่าวแล้วถูกกาลเทศะ, และเป็นวาจาที่เป็นความจริงไม่เสริมหรือปรุงแต่งถ้อยคำเรื่องราว จนทำให้ผู้รับฟังเกิดการตีความที่มีในลักษณะเป็นไปในทิศทางที่ผิดเพี้ยนได้
  • สัมมากัมมันตะ หมายถึง ” การละเว้นจาก กายกรรมทางกาย 3 ประการ ” คือการไม่ฆ่าสัตว์, การไม่ลักทรัพย์, และการไม่ประพฤติผิดในกาม ซึ่งอยู่ในศีลข้อที่ 1 – ศีลข้อที่ 3
  • สัมมาอาชีวะ หมายถึง ” การประกอบสัมมาอาชีพในทางที่ชอบ อาชีพที่เป็นไปในทางสุจริต “และการทำมาหากินเลี้ยงอาชีพในทางที่ชอบธรรม ไม่ประกอบอาชีพที่ผิดกฎหมายของบ้านเมือง ไม่ประกอบสัมมาอาชีพที่ผิดต่อศีลธรรม แม้ว่าจะเป็นอาชีพที่มีรายได้ดีก็ตามและการทำงานไม่เหน็ดเหนื่อย เช่น การค้าขายยาเสพติด เป็นต้น
  • สัมมาวายามะ หมายถึง ” ความเพียรความพยายามชอบ การตั้งใจในการบำเพ็ญเพียรต่อการสร้างความดี ” การทำจิตใจให้มั่นคง ไม่พยายามมัวเมาลุ่มหลงไปในสิ่งที่ชั่วหรือสิ่งที่ไม่ดี เช่น การคบเพื่อนพากันไปทางผิด, การยกพวกต่างสถาบันตีกัน เป็นต้น
อริยสัจ4
อริยสัจ4

มีสมาธิ หลักธรรมช่วยละกิเลสขจัดตัณหาได้ คือ

  • สัมมาสติ หมายถึง ” การมีสติในการระลึกชอบ การกระทำทุกสิ่งด้วยจิตสำนึกเสมอ ” ไม่เผลอพลาดทำ คิดและไตร่ตรองให้รอบครอบก่อนลงมือปฏิบัติ หรือการกระทำตามอารมณ์ด้วยความพึงพอใจของตนเอง เมื่อได้ทำแล้วเกิดความสะใจที่ได้ทำลงไป เป็นสิ่งที่สามารถเกิดความผิดพลาดได้อย่างง่ายๆ เพราะเกิดจากการทำอะไรด้วยอาการขาดสติยับยั้งชั่งใจ ทำตามใจตนเองเพียงแค่อารมณ์เพียงชั่ววูบ สามารถก่อให้เกิดปัญหาต่อตนเอง ต่อผู้อื่น ต่อครอบครัวและต่อสังคมได้อย่างมากมาย เพราะทุกคนที่ทำทุกอย่างในการดำเนินชีวิตประจำวันด้วยสติแล้ว จะทำให้ “สติมาปัญญาเกิด สติเตลิดเกิดปัญหา”
  • สัมมาสมาธิ หมายถึง ” การควบคุมจิตให้มีความแน่วแน่ มีจิตที่มั่นคง การมีจิตที่ตั้งมั่นชอบ ” ไม่เกิดความฟุ้งซ่านต่อสิ่งต่างๆที่มากระทบตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ ทำให้เกิดอารมณ์แปรปรวนได้อย่างง่ายๆ จนทำให้แสดงพฤติกรรมอันน่ารังเกียจที่ไม่เหมาะสมออกไปได้อย่างง่ายได้ ต้องใช้สมาธิเป็นตัวช่วยในการป้องกัน ต้านทานต่อสิ่งที่ทำให้เกิดอารมณ์เพ้อเจ้อ ความมัวเมา และความเผลอฝันในเหตุการณ์ที่ผ่านไปแล้ว หรือเหตุการณ์ที่ยังคงมาไม่ถึง
  • มั่นทำทานก่อนรับประทานอาหาร คือการใส่บาตรหรือการบริจาคในทุกๆวัน สละทรัพย์หรือสิ่งของเพียงเล็กๆน้อยเพื่อการละความตระหนี่ที่มีอยู่ในจิตใจ หรือการให้ความรู้เป็นทาน ด้วยการอธิบาย การบรรยาย ตลอดจนการช่วยเหลือผู้อื่นเท่าที่ความสามารถที่จะทำได้และต้องไม่ทำให้ตนเองเป็นผู้ที่มีความเดือนร้อน
  • รักษาศีล หลีกเลี่ยงการทำบาปหรือสิ่งที่เป็นอกุศลกรรมทางด้านกายกรรม ทางด้านวจีกรรม และทางด้านมโนกรรม การตั้งใจมั่นในการถือศีลให้ครบทั้ง 5 ข้อ ไม่กระทำความชั่วทั้งเจตนาและไม่เจตนา มีความอดทนอดกลั้นต่อสิ่งที่เป็นทางแห่งความเสื่อม ที่จะเข้ามามีผลและมีอิทธิพลต่อการกระทำทางกาย ทางวาจา และทางใจ
  • การฝึกสติและการก่อให้เกิดปัญญา จากการเจริญภาวนา เป็นการสร้างความดี มีจิตใจที่แน่วแน่ในการดำเนินชีวิต และทำให้สามารถเกิดปัญญาในการหาทางออกของปัญหาตามแนวทางอริยสัจ-4 เมื่อพบกับสถานการณ์ที่วิกฤตหรือเลวร้าย เข้าใจในหลักของเหตุและหลักของผลมากยิ่งขึ้น เป็นการป้องการและปิดกันทางอบายมุข อันจะนำมาซึ่งความเสื่อมของชีวิตได้
สมาธิ หลักธรรมช่วยละกิเลสขจัดตัณหาได้
สมาธิ หลักธรรมช่วยละกิเลสขจัดตัณหาได้

อริยสัจ-4 ทุกข์ สมุทัย นิโรธ มรรค หลักธรรม ที่ว่าด้วยความจริงมีเหตุและผลเป็นเครื่องรองรับ เป็นธรรมะที่ ช่วยข่มจิตใจ ละกิเลสกำจัดตัณหา และสามารถยุติถอนกิเลสตัณหาได้อย่างแยบคาย หลักธรรมนี้เป็นสัจธรรมที่อยู่คู่กับพระพุทธศาสนามาตลอด สามารถนำมาใช้ประยุกต์ได้กับทุกๆเหตุการณ์ในการดำเนินชีวิตประจำวัน ส่วนหนึ่งเป็นการช่วยทำให้ปุถุชนได้มีความเข้าใจถึงความทุกข์ที่เข้ามากระทบและความสุขที่เดินทางเข้ามาทักทายในชีวิตได้อย่างง่ายดายมากยิ่งขึ้น

ในหลักธรรมอริยสัจ 4 คือ ธรรมะที่ล้วนเป็นความจริงทั้ง 4 ประการ

การปฏิบัติตามไตรสิกขา 3 ของธรรมะหลักธรรมแห่งการพ้นจากความทุกข์ คือ ศีล สมาธิ และปัญญา ที่จัดประเภทและสรุปจากที่มาตามแนวทางขององค์สัมมาสัมพุทธเจ้านั้นคือ อริยมรรค 8 ประการ สามารถนำมาประยุกต์ให้เหมาะสมกับสถานการณ์ต่าง  ๆได้ เพื่อเป็นแนวทางในการแก้ไขปัญหา ไม่กระทำผิดพลาด และเป็นเครื่องคอยเตือนสติ ปรับแต่งจิตใจไม่ให้ตกล่วงไปในทางที่ไม่ดี

เพราะตามธรรมดาของสรรพสิ่ง ย่อมถูกชักจูงให้ทำในสิ่งที่ไม่ดีได้ง่ายดายกว่า เนื่องจากไม่ต้องอาศัยความพยายามหรือความมุ่งมั่นในการทำ  แต่การทำความดีเป็นเสมือนสิ่งที่ต้องใช้เวลา ใช้ความตั้งใจ ในบ้างครั้งต้องรู้สึกถึงการฝืนในตัวเอง ฝืนความรู้สึก หรือเป็นสิ่งที่ไม่อยากทำ เพราะทำไปแล้วอาจจะรู้สึกว่าไม่ได้ก่อให้เกิดประโยชน์หรือยังไม่เห็นคุณค่าของสิ่งนั้น ๆ แต่สำหรับคำสั่งสอนของอริยสัจ-4 คือหลักจริงแท้แน่นอน ไม่มีเปลี่ยนแปลง ไม่ว่าจะผ่านไปกี่ยุคหรือกี่สมัยแล้วก็ตาม หลักธรรมที่เป็นดุจดั่งเพชรแท้ก็ยังคงทนถาวรในความเป็นเพชรแท้ตลอดไป

ตัวอย่างการแก้ปัญหาโดยใช้ อริยสัจ ๔ ในชีวิตประจำวัน

ตัวอย่างที่ ๑

  • ทุกข์ (ผล)           พิจารณารู้ถึงการเดินข้ามถนนแล้วถูกจักรยานชน
  • สมุทัย (เหตุ)        พิจารณารู้ถึงสาเหตุว่าไม่ระวังให้ดี
  • นิโรธ (ผล)           พิจารณารู้ถึงการมองซ้ายมองขวาก่อนขามถนนอย่างปลอดภัย
  • มรรค (เหตุ)         พิจารณารู้ถึงสาเหตุที่จะเดินข้ามถนนอย่างปลอดภัย คือ มีสติและ ระมัดระวังขณะเดิน

ตัวอย่างที่ ๒

  • ทุกข์ (ผล)           หน้าโทรม ขอบตาดำ ถูกเพื่อนล้อ
  • สมุทัย (เหตุ)        นอนตึก ไม่ดูแลสุขภาพ
  • นิโรธ (ผล)          หุ่นดี ร่างกายแข็งแรง ผิดพรรณดี
  • มรรค (เหตุ)         พยายามเข้านอนเร็ว ออกกำลังกายสม่ำเสมอ ทานอาหารมีประโยชน์

ข้อสรุปอริยสัจ 4 ข้อควร ปฏิบัติ ที่พอดีของทางสายกลาง

คือเป็นข้อควรประพฤติและปฏิบัติที่พอดีของทางสายกลางไม่หย่อนหรือหนักมากจนเกินไป ซึ่งสามารถที่จะเป็นวิธีการนำไปสู่เส้นทางของความหลุดพ้นได้ เป็นการตัดพบตัดชาติของการเกิดในวงจรเวียนว่ายตายเกิดในวัฏสงสาร นั่นคือการที่ไม่มีทางกลับชาติมาเกิดใหม่ได้ในที่สุด แต่สำหรับมนุษย์ปุถุชนที่นับถือศาสนาพุทธแล้ว เพียงการนำหลักธรรมในกรอบอริยสัจ-4 มาประยุกต์ใช้ในชีวิตประจำวันของการทำงาน ของการใช้ชีวิตในทุกๆวันที่ยังคงมีลมหายใจอยู่ และของการดำรงอยู่ร่วมกันในสังคมได้อย่างสงบสุข ตลอดจนการเร่งสร้างทำความเพียรในการทำความดีไม่กระทำความชั่วตามแนวทางของมรรคแปด สะสมกุศลกรรมธรรมอันดี ด้านทาน ด้านศีล และด้านการเจริญภาวนา


อัพเดทครั้งสุดท้าย เมื่อ 16 สิงหาคม 2022

Leave a Comment

Scroll to Top