อริยสัจ 4 มรรคมีองค์ 8 ความไม่เบียดเบียน หนทางดับ ทุกข์ ไม่บีบคั้น ข้อใดที่เราควรบรรลุ

อริยสัจ 4

ในชั่วชีวิตของมนุษย์ทุกคนบนโลกใบนี้ต่างต้องเผชิญกับความทุกข์และความสุขที่ปะปนกันไป ไม่มีใครที่พบเจอแต่เฉพาะเรื่องเลวร้ายหรือมีแต่ความทุกข์แบบนี้ตลอดไป และในขณะเดียวกันก็ไม่มีผู้ใดที่ต้องประสบพบเจอแต่ความสุขอยู่ตลอดเวลา เพราะความทุกข์และความสุขเป็นของที่คู่กันเสมอ ๆ

อริยสัจ 4
อริยสัจ 4

เปรียบเสมือนสภาวะต่างขั้ว ของขั้วบวกและขั้วลบ ขึ้นอยู่กับว่ามนุษย์ทุกคนจะตั้งรับมือกับสภาวะปัญหาที่กำลังเผชิญเกิดขึ้นนี้ได้อย่างไร ซึ่งตามหลักธรรมคำสั่งสอนของทางพระพุทธศาสนา ที่มีองค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้าผู้ทรงเป็นพระศาสดาเอก เป็นผู้ก่อตั้งศาสนาพุทธที่มีอายุยืนยาวนาน จากคำสั่งสอนของหลักธรรม อริยสัจ 4 ที่พระองค์ทรงแสดงพระธรรมเทศนามาก่อน ปีพุทธศักราช 2,500 ปี เกี่ยวกับความหมาย เรื่องของหลักความจริงอันประเสริฐ 4 ประการ

อริยสัจ 4 คืออะไร และอธิบายหลักของเหตุและผลได้อย่างชัดเจนได้หรือไม่ ?

อริยสัจ 4 สามารถทำความเข้าใจได้ไม่ยากนัก แต่ในบางครั้งแล้วสำหรับมนุษย์ปุถุชนทั่ว ๆไป เรื่องของการทำใจให้ยอมรับกับความเป็นจริงเป็นสิ่งที่ยากที่สุด ทำให้ไม่ว่าจะผ่านไปกี่ยุคกี่สมัยแล้ว สำหรับเรื่องของหลักอริยสัจนั้น

อริยสัจ คือ หลักธรรมคำสั่งสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าที่ยังคงเป็นอมตะ ทันสมัยและทันต่อเหตุการณ์นั้น การที่คนเรามีความทุกข์เกิดขึ้นอยู่เป็นประจำแบบสม่ำเสมอ ๆ ต้องหาต้นเหตุแห่งความทุกข์ หรือที่มาของความทุกข์นั้นๆที่ได้เข้ามากระทบจิตใจ เพื่อนำไปสู่หนทางหรือแนวทางของการดับทุกข์ ที่เรียกกันว่า มรรคมีองค์ 8

มรรคมีองค์8 หลักอริยสัจ 4 แตกต่างกันอย่างไร พร้อมทั้งคำอธิบาย ?

มรรคมีองค์8 อยู่ในหลักธรรม “ ทุกขนิโรธคามินีปฏิปทาอริยสัจ ” คือ ทางสายกลาง บนเส้นทางของมนุษย์ทุกชีวิต การเกิดความเสียใจ การสูญเสีย การจากลา การไม่เป็นไปตามสิ่งที่ตั้งใจไว้ สิ่งเหล่านี้คือ ความทุกข์ที่เกิดขึ้นมาด้วยกันทั้งสิ้นการเข้าใจมรรคมีองค์แปด คือ การเข้าใจหนทางสู่การพ้นทุกข์ หรือวิธีดับทุกข์ นั้นเอง
 
หลักอริยสัจ 4 เป็นหนึ่งในบทพระธรรม “ ธัมมจักกัปปวัตตนสูตร ” พระธรรมเทศนาที่มีคำสอนของทางเดินสายกลาง หรือ “มัชฌิมาปฏิปทา” หมายถึง หนทางดับทุกข์  หรือ มรรคมีองค์ 8  และ อริยสัจ4 ประกอบด้วย ทุกข์, สมุทัย, นิโรธ, มรรคแม้ว่าหลักธรรมอริยสัจ 4 จะมีเพียงองค์ประกอบหลัก 4 ประการท่านั้น แต่สาระสำคัญของอริยสัจ 4 คือเป็นหลักธรรมที่ควรละ และหลักธรรมที่ควรรู้สามารถนำมาศึกษาและประพฤติปฏิบัติตามในแนวทางของมรรคธรรมที่ควรเจริญ

ทั้งนี้ยังเป็นเส้นทางที่พระพุทธองค์ทรงตรัสรู้และนำมาสั่งสอน เทศนา เผยแพร่ให้แก่พระสาวกและพุทธบริษัททั้ง 4 (ภิกษุ, ภิกษุณี, อุบาสก, อุบาสิกา) เป็นหลักธรรมของความจริงอันประเสริฐ “อริยะสัจ 4”  คือแนวทางของการดับทุกข์ การปฏิบัติตามหลักธรรมอริยสัจ4 อยู่เป็นประจำเสมอๆนั้น จะช่วยทำให้ รู้เข้าใจ เกิดสภาวะของการไตร่ตรองตามสถานการณ์จริงของหนทางดับทุกข์ได้

ความจริงอันประเสริฐ 4 ประการ หลักอริยสัจ 4 ?

หลักอริยสัจ 4 คือ ” ส่วนประกอบของหลักธรรมที่ควรเจริญแล้ว ” อริยสัจ 4 คืออะไร มีอะไรบ้าง? 

  1. ทุกข์
  2. สมุทัย
  3. นิโรธ
  4. มรรค
มรรคมีองค์8
มรรคมีองค์8

ทุกข์ คืออะไร ยกตัวอย่างสาเหตุ และผลกรทบที่เกิดขึ้น

ทุกข์ คือ ” ความไม่สบายกาย, ความไม่สบายใจ, การประสบกับสิ่งที่ไม่ได้เป็นดั่งใจหวัง ” จากสิ่งที่มากระทบต่ออายตนะทั้ง 6 ประการ หรืออินทรีย์ของร่างกายทั้ง 6 อย่าง คือ ตา, หู, จมูก, ลิ้น, กาย,ใจ และความทุกข์เป็นผลของสมุทัย เป็น ธรรมที่ควรรู้

สมุทัย คืออะไร ยกตัวอย่างสาเหตุ และผลกรทบที่เกิดขึ้น

สมุทัย คือ ” สาเหตุที่ทำให้เกิดทุกข์ “เป็นสาเหตุที่ทำให้เกิดกิเลสขึ้น ทำให้จิตใจและร่างกายเกิดความทุกข์ จากสภาวะของตัวตัณหา ดังนั้นตัวสมุทัยธรรมที่ควรละ จะทำให้สู่หนทางแห่งการดับทุกข์ได้ง่ายมากยิ่งขึ้น ซึ่งเป็น การแก้ปัญหาแบบอริยสัจ 4 เป็นแนวทางเบื้องต้นของวิธีดับทุกข์ คือจะต้องประพฤติปฏิบัติตั้งใจทำปหานะ  นั่นคือ การละ การขจัดตัวกิเลส การกำจัดตัณหา จากความรัก ความโลภ ความโกรธ และความหลง สมุทัยเป็นเหตุของทุกข์ ต้องละปิดกั้นทางอบายและความอยาก จาก 3 ประการนี้คือ

  • มีรสอร่อยๆต่อลิ้น, อยากได้กลิ่นในสิ่งที่มีความหอมละมุนต่อจมูก, อยากได้ฟังเสียงที่มีความไพเราะมากระทบต่อหู เป็นต้น
  • ภวตัณหา คือ ความอยากได้ ความอยากมี ความอยากเป็น เช่น การอยากได้ยศได้ตำแหน่งหน้าที่การงานที่สูงๆขึ้น, การอยากมีคู่ชีวิตที่ดีๆไม่เจ้าชู้นอกใจและรักเดียวใจเดียว, การอยากเป็นมหาเศรษฐีที่ได้รับเงินรางวัลพิเศษ เป็นต้น
  • วิภวตัณหา คือ ความไม่อยากได้ ความไม่อยากมี ความไม่อยากเป็น เช่น การไม่อยากได้ทำงานวันหยุดเนื่องจากไม่ได้รับค่าตอบแทน, การไม่อยากมีคู่ชีวิตที่เกียจคร้านในหน้าที่การทำงาน, การไม่อยากเป็นผู้ที่ถูกนายจ้างเลิกสัญญาจ้างออกจากการทำงาน เป็นต้น

นิโรธ คืออะไร ยกตัวอย่างสาเหตุ และผลกรทบที่เกิดขึ้น

นิโรธ คือ  ” การพ้นจากความทุกข์ การดับจากความทุกข์ ” การขจัดซึ่งตัวกิเลส หรือการละจากตัวตัณหาทั้ง 3 ประการที่มีอยู่ในสมุทัยออกไปได้สำเร็จ ซึ่งนิโรธคือผลของมรรค และเป็นหลักธรรมสำหรับการบรรลุนั้นเอง

มรรค คืออะไร ยกตัวอย่างสาเหตุ และผลกรทบที่เกิดขึ้น

มรรค คือ ” วิธีพ้นทุกข์ วิธีการดับทุกข์ หนทางของการดับทุกข์ ” มรรคในอริยสัจ4 คือเป็นสาเหตุของนิโรธ เป็นหลักธรรมที่ควรเจริญตามหลักอริยสัจ 4 สำหรับมรรค มีชื่อเรียกอีกอย่างหนึ่งว่า อริยมรรคมีองค์แปด เนื่องจากมรรคมีองค์ประกอบด้วยของ มรรค ๘ ประการ ด้วยกัน ที่เป็นเส้นทางแห่งการพ้นทุกข์ มีศีล มีสมาธิ และมีปัญญา ได้ดังนี้

ความจริงอันประเสริฐ
ความจริงอันประเสริฐ

มีปัญญา หลักธรรมที่สามารถช่วยยุติถอนจากกิเลสและตัณหาได้ คือ

  • มิจฉาทิฏฐิ เช่น มีความเชื่อในคติธรรมที่ว่า “บุคคลหว่านพืชเช่นใด ย่อมได้ผลเช่นนั้น ผู้ทำกรรมดี ย่อมได้รับผลดี และผู้ทำกรรมชั่ว ย่อมได้รับผลชั่ว”
  • สัมมาสังกัปปะ  หมายถึง ” การดำริชอบ การมีความตั้งใจทำในสิ่งที่ดีงาม ” การทำในสิ่งที่ชอบธรรม การคิดไปในทางสุจริต เช่น การตั้งใจทำงาน ทำในสิ่งที่ชอบคือการไม่ไปทำงานสายและไม่เลิกทำงานก่อนเวลา และมีความเลื่อมใสศรัทธาในการทำความดีอยู่เสมอ

มีศีล หลักธรรมที่สามารถช่วยข่มจิตใจจากสภาวะของกิเลสได้ คือ

  • มมาวาจา หมายถึง ” การเจรจาในการชอบ การกล่าวคำจริงในทางสุจริต ” หลีกเลี่ยงหรือละเว้นต่อถ้อยคำอันเป็นอกุศลทางวจีทุจริต เช่น คำหยาบคาย, คำส่อเสียด, คำเพ้อเจ้อ, คำโกหก เปลี่ยนเป็นการเลือกใช้วาจาถ้อยคำที่ไม่มีโทษทั้งต่อตัวของผู้พูดและต่อตัวของผู้รับฟัง ควรเป็นวาจาที่อ่อนหวาน, เป็นวาจาที่มีจิตเมตตาเมื่อได้กล่าววาจาถ้อยคำนั้นออกไปแล้ว จะต้องทำให้เกิดเป็นประโยชน์, เป็นวาจาที่กล่าวแล้วถูกกาลเทศะ, และเป็นวาจาที่เป็นความจริงไม่เสริมหรือปรุงแต่งถ้อยคำเรื่องราว จนทำให้ผู้รับฟังเกิดการตีความที่มีในลักษณะเป็นไปในทิศทางที่ผิดเพี้ยนได้
  • สัมมากัมมันตะ หมายถึง ” การละเว้นจาก กายกรรมทางกาย 3 ประการ ” คือการไม่ฆ่าสัตว์, การไม่ลักทรัพย์, และการไม่ประพฤติผิดในกาม ซึ่งอยู่ในศีลข้อที่ 1 – ศีลข้อที่ 3
  • สัมมาอาชีวะ หมายถึง ” การประกอบสัมมาอาชีพในทางที่ชอบ อาชีพที่เป็นไปในทางสุจริต “และการทำมาหากินเลี้ยงอาชีพในทางที่ชอบธรรม ไม่ประกอบอาชีพที่ผิดกฎหมายของบ้านเมือง ไม่ประกอบสัมมาอาชีพที่ผิดต่อศีลธรรม แม้ว่าจะเป็นอาชีพที่มีรายได้ดีก็ตามและการทำงานไม่เหน็ดเหนื่อย เช่น การค้าขายยาเสพติด เป็นต้น
  • สัมมาวายามะ หมายถึง ” ความเพียรความพยายามชอบ การตั้งใจในการบำเพ็ญเพียรต่อการสร้างความดี ” การทำจิตใจให้มั่นคง ไม่พยายามมัวเมาลุ่มหลงไปในสิ่งที่ชั่วหรือสิ่งที่ไม่ดี เช่น การคบเพื่อนพากันไปทางผิด, การยกพวกต่างสถาบันตีกัน เป็นต้น

มีสมาธิ หลักธรรมช่วยละกิเลสขจัดตัณหาได้ คือ

  • สัมมาสติ หมายถึง ” การมีสติในการระลึกชอบ การกระทำทุกสิ่งด้วยจิตสำนึกเสมอ ” ไม่เผลอพลาดทำ คิดและไตร่ตรองให้รอบครอบก่อนลงมือปฏิบัติ หรือการกระทำตามอารมณ์ด้วยความพึงพอใจของตนเอง เมื่อได้ทำแล้วเกิดความสะใจที่ได้ทำลงไป เป็นสิ่งที่สามารถเกิดความผิดพลาดได้อย่างง่ายๆ เพราะเกิดจากการทำอะไรด้วยอาการขาดสติยับยั้งชั่งใจ ทำตามใจตนเองเพียงแค่อารมณ์เพียงชั่ววูบ สามารถก่อให้เกิดปัญหาต่อตนเอง ต่อผู้อื่น ต่อครอบครัวและต่อสังคมได้อย่างมากมาย เพราะทุกคนที่ทำทุกอย่างในการดำเนินชีวิตประจำวันด้วยสติแล้ว จะทำให้ “สติมาปัญญาเกิด สติเตลิดเกิดปัญหา”
  • สัมมาสมาธิ หมายถึง ” การควบคุมจิตให้มีความแน่วแน่ มีจิตที่มั่นคง การมีจิตที่ตั้งมั่นชอบ ” ไม่เกิดความฟุ้งซ่านต่อสิ่งต่างๆที่มากระทบตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ ทำให้เกิดอารมณ์แปรปรวนได้อย่างง่ายๆ จนทำให้แสดงพฤติกรรมอันน่ารังเกียจที่ไม่เหมาะสมออกไปได้อย่างง่ายได้ ต้องใช้สมาธิเป็นตัวช่วยในการป้องกัน ต้านทานต่อสิ่งที่ทำให้เกิดอารมณ์เพ้อเจ้อ ความมัวเมา และความเผลอฝันในเหตุการณ์ที่ผ่านไปแล้ว หรือเหตุการณ์ที่ยังคงมาไม่ถึง

ในหลักธรรมอริยสัจ 4 คือ ธรรมะที่ล้วนเป็นความจริงทั้ง 4 ประการ

การปฏิบัติตามไตรสิกขา 3 ของธรรมะหลักธรรมแห่งการพ้นจากความทุกข์ คือ ศีล สมาธิ และปัญญา ที่จัดประเภทและสรุปจากที่มาตามแนวทางขององค์สัมมาสัมพุทธเจ้านั้นคือ อริยมรรค 8 ประการ สามารถนำมาประยุกต์ให้เหมาะสมกับสถานการณ์ต่าง  ๆได้ เพื่อเป็นแนวทางในการแก้ไขปัญหา ไม่กระทำผิดพลาด และเป็นเครื่องคอยเตือนสติ ปรับแต่งจิตใจไม่ให้ตกล่วงไปในทางที่ไม่ดี

เพราะตามธรรมดาของสรรพสิ่ง ย่อมถูกชักจูงให้ทำในสิ่งที่ไม่ดีได้ง่ายดายกว่า เนื่องจากไม่ต้องอาศัยความพยายามหรือความมุ่งมั่นในการทำ  แต่การทำความดีเป็นเสมือนสิ่งที่ต้องใช้เวลา ใช้ความตั้งใจ ในบ้างครั้งต้องรู้สึกถึงการฝืนในตัวเอง ฝืนความรู้สึก หรือเป็นสิ่งที่ไม่อยากทำ เพราะทำไปแล้วอาจจะรู้สึกว่าไม่ได้ก่อให้เกิดประโยชน์หรือยังไม่เห็นคุณค่าของสิ่งนั้น ๆ แต่สำหรับคำสั่งสอนของอริยสัจ 4 คือหลักจริงแท้แน่นอน ไม่มีเปลี่ยนแปลง ไม่ว่าจะผ่านไปกี่ยุคหรือกี่สมัยแล้วก็ตาม หลักธรรมที่เป็นดุจดั่งเพชรแท้ก็ยังคงทนถาวรในความเป็นเพชรแท้ตลอดไป

ข้อสรุปอริยสัจ 4

คือเป็นข้อควรประพฤติและปฏิบัติที่พอดีของทางสายกลางไม่หย่อนหรือหนักมากจนเกินไป ซึ่งสามารถที่จะเป็นวิธีการนำไปสู่เส้นทางของความหลุดพ้นได้ เป็นการตัดพบตัดชาติของการเกิดในวงจรเวียนว่ายตายเกิดในวัฏสงสาร นั่นคือการที่ไม่มีทางกลับชาติมาเกิดใหม่ได้ในที่สุด แต่สำหรับมนุษย์ปุถุชนที่นับถือศาสนาพุทธแล้ว เพียงการนำหลักธรรมในกรอบอริยสัจ 4 มาประยุกต์ใช้ในชีวิตประจำวันของการทำงาน ของการใช้ชีวิตในทุกๆวันที่ยังคงมีลมหายใจอยู่ และของการดำรงอยู่ร่วมกันในสังคมได้อย่างสงบสุข ตลอดจนการเร่งสร้างทำความเพียรในการทำความดีไม่กระทำความชั่วตามแนวทางของมรรคแปด สะสมกุศลกรรมธรรมอันดี ด้านทาน ด้านศีล และด้านการเจริญภาวนา

  • มั่นทำทานก่อนรับประทานอาหาร คือการใส่บาตรหรือการบริจาคในทุกๆวัน สละทรัพย์หรือสิ่งของเพียงเล็กๆน้อยเพื่อการละความตระหนี่ที่มีอยู่ในจิตใจ หรือการให้ความรู้เป็นทาน ด้วยการอธิบาย การบรรยาย ตลอดจนการช่วยเหลือผู้อื่นเท่าที่ความสามารถที่จะทำได้และต้องไม่ทำให้ตนเองเป็นผู้ที่มีความเดือนร้อน
  • รักษาศีล หลีกเลี่ยงการทำบาปหรือสิ่งที่เป็นอกุศลกรรมทางด้านกายกรรม ทางด้านวจีกรรม และทางด้านมโนกรรม การตั้งใจมั่นในการถือศีลให้ครบทั้ง 5 ข้อ ไม่กระทำความชั่วทั้งเจตนาและไม่เจตนา มีความอดทนอดกลั้นต่อสิ่งที่เป็นทางแห่งความเสื่อม ที่จะเข้ามามีผลและมีอิทธิพลต่อการกระทำทางกาย ทางวาจา และทางใจ
  • การฝึกสติและการก่อให้เกิดปัญญา จากการเจริญภาวนา เป็นการสร้างความดี มีจิตใจที่แน่วแน่ในการดำเนินชีวิต และทำให้สามารถเกิดปัญญาในการหาทางออกของปัญหาตามแนวทางอริยสัจ 4 เมื่อพบกับสถานการณ์ที่วิกฤตหรือเลวร้าย เข้าใจในหลักของเหตุและหลักของผลมากยิ่งขึ้น เป็นการป้องการและปิดกันทางอบายมุข อันจะนำมาซึ่งความเสื่อมของชีวิตได้
สรุปอริยสัจ4
สรุปอริยสัจ4

อริยสัจ 4 ทุกข์ สมุทัย นิโรธ มรรค หลักธรรม ที่ว่าด้วยความจริงมีเหตุและผลเป็นเครื่องรองรับ เป็นธรรมะที่ ช่วยข่มจิตใจ ละกิเลสกำจัดตัณหา และสามารถยุติถอนกิเลสตัณหาได้อย่างแยบคาย หลักธรรมนี้เป็นสัจธรรมที่อยู่คู่กับพระพุทธศาสนามาตลอด สามารถนำมาใช้ประยุกต์ได้กับทุกๆเหตุการณ์ในการดำเนินชีวิตประจำวัน ส่วนหนึ่งเป็นการช่วยทำให้ปุถุชนได้มีความเข้าใจถึงความทุกข์ที่เข้ามากระทบและความสุขที่เดินทางเข้ามาทักทายในชีวิตได้อย่างง่ายดายมากยิ่งขึ้น

 
โทร.081-931-8341
 

Leave a Comment

Scroll to Top