มาตรฐานการสอบบัญชี ตรวจสอบบัญชี การตรวจสอบบัญชี วิธีการตรวจ

Click to rate this post!
[Total: 245 Average: 5]

ตรวจสอบบัญชี

การตรวจสอบบัญชี
การตรวจสอบบัญชี

ตรวจสอบบัญชี เป็นงานที่ให้ความเชื่อมัน สภาวิชาชีพ ในพระราชูปถัมภ์ ได้ออกแม่บทสำหรับงานที่ให้ความเชื่อมั่น (Framework for Assurance Engagement) ได้สรปุเรื่องที่มีสาระสำคัญไว้ดังนี้

  • คำจำกัดความ วัตถุประสงค์ และประเภทของงานที่ให้ความเชื่อมัน
  • ขอบเขตของแม่บทสำหรับงานที่ให้ความเชื่อมัน
  • การรับงาน ที่ให้ความเชื่อมั่น
  • องค์ประกอบของงานที่ให้ความเชื่อมัน

การตรวจสอบบัญชี

การตรวจสอบ (Audit Test) หมายถึง การทดสอบเพื่อให้ได้มาซึ่งหลักฐานการสอบบัญชี เพื่อสนับสนุนสิ่งที่ผู้บริหารได้ให้การรับรองไว้เกี่ยวกับงบการเงิน แบ่งเนื้อหาขอบเขตการตรวจสอบได้ 3 ระดับ คือ

การตรวจสอบบัญชี
การตรวจสอบบัญชี
  • สิ่งที่ผู้บริหารได้ให้การรับรองไว้เกี่ยวกับงบการเงิน
  • วิธีการได้มาของหลักฐานการสอบบัญชี
  • ประเภทของการสอบ

สิ่งที่ผู้บริหารได้ให้การรับรองไว้เกี่ยวกับงบการเงิน เช่น ผู้บริหารของกิจการได้ให้การรับรอง ว่าบัญชีมีเงินสดที่แสดงอยู่ในงบแสดงฐานะการเงินนั้นมีอยู่จริง การหาหลักฐานสนับสนุน ก็คือ 1 มีตัวตนอยู่จริงท 2 แสดงด้วยจำนวนที่ถูกต้อง 3 เป็นของกิจการและไม่มีข้อจำกัดในการใช้ เป็นต้น สิ่งที่ผู้บริหารต้องคำนึงถึงในการรับรองงบการเงินมีดังนี้

  • การจัดประเภทรายการและเหตุการณ์ของงวดบัญชีที่ตรวจสอบ
    • การเกิดขึ้นจริง (Occurrence) รายการและเหตุการณ์ที่บันทึกไว้เกิดขึ้นจริงและเกี่ยวข้องกับกิจการ เช่นยอดขายที่เกิดขึ้นต้องมาจากการขายจริง
    • ความครบถ้วน (Completeness) รายการและเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นได้ถูกบันทึกไว้ครบถ้วน ไม่ได้มีการละเว้น หรือบันทึกซ้ำซ้อน
    • ความถูกต้อง (Accuracy) รายการและเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นได้ถูกบันทึกไว้ด้วยจำนวนที่ถูกต้อง รวมทั้งการวัดมูลค่าอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องอย่างเหมาะสม
    • การตัดยอด (Cutoff) รายการและเหตุการณ์ได้บันทึกไว้ตรงตามงวดบัญชีที่ถูกต้อง เช่น หากสินค้าหรือบริการยังไม่ถึงงวดที่ตัดยอดก็ต้องคงค้างไว้ก่อนจนกว่าจะถึงงวด
    • การจัดประเภท (Classification) รายการและเหตุการณ์ วิธีการได้มาของหลักฐานการสอบบัญชีว่าได้มาอย่างไร
  • ยอดคงเหลือ
    • ความมีอยู่จริง (Existence) ของสินทรัพย์ หนี้สิน ส่วนของเจ้าของ วันสิ้นงวดบัญชี
    • สิทธิและภาระผูกพัน (Rights and Obligations) สินทรัพย์เป็นสิทธิของกิจการ และใช้ประโยชน์ในสินค้าคงเหลือ และหนี้สินเป็นภาระผูกพันของกิจการ
    • ความครบถ้วน (Completeness) หมายถึง กิจการบันทึกบัญชีเกี่ยวกับสินทรัพย์ หนี้สิน และสวนของเจ้าของทุกรายการหรือทั้งหมดโดยครบถ้วน ไม่ละเว้นการบันทึกบัญชี
    • การแสดงมูลค่าและการปันส่วน (Valuation and Allocation) หมายถึง สินทรัพย์ หนี้สิน และ สวนของเจ้าของ แสดงในงบการเงินด้วยจํานวนเงินที่เหมาะสม การปรับปรุงเกี่ยวกับมูลค่าและการปันส่วนได้ บันทึกบัญชีไว้อย่างเหมาะสม
  • การแสดงรายการและการเปิดเผยข้อมูลในงบการเงิน
    • การเกิดขึ้นจริง และสิทธิและภาระผูกพัน (Occurrence and Rights and Obligations) หมายถึง การเปิดเผยข้อมูล (เหตุการณ์ รายการ และประมาณการอื่น) เกี่ยวกับสิทธิและภาระผูกพันที่เกิดขึ้นจริง และเกี่ยวข้องกับกิจการ
    • ความครบถ้วน (Completeness) หมายถึง การเปิดเผยข้อมูลทั้งหมดอย่างครบถ้วนใน งบการเงิน
    • การจัดประเภทและการจัดข้อมูลให้เข้าใจง่าย (Classification and Understandability) หมายถึง การแสดงและอธิบายข้อมูลทางการเงินอย่างเหมาะสม และเปิดเผยข้อมูลอย่างชัดเจน
    • ความถูกต้องและการแสดงมูลค่า (Accuracy and Valuation) หมายถึง การเปิดเผยข้อมูล ทางการเงินและข้อมูลอื่นอย่างถูกต้องตามควร และด้วยจํานวนเงินที่เหมาะสม

หลักฐานการสอบบัญชี

หลักฐานการสอบบัญชี
หลักฐานการสอบบัญชี

หลักฐานการสอบบัญชี คือข้อมูลหรือข้อเท็จจริงต่าง ๆ ที่ผู้สอบบัญชีได้ทำการรวบรวมมา เพื่อตรวจสอบและเป็นการยืนยันว่างบการเงินของกิจการนั้นเป็นไปตามมาตรฐานการสอบบัญชี และมีความน่าเชื่อถือหรือไม่ และใช้ข้อสรุปนั้นเป็นเกณฑ์อย่างเหมาะสมในการแสดงความเห็นของผู้สอบบัญชี

คุณลักษณะของหลักฐาน

  • ความเพียงพอของหลักฐาน จะพิจรณาปริมาณของหลักฐาน
  • ความเชื่อถือได้ของหลักฐาน จะพิจรณาคุณภาพของหลักฐาน

ปัจจัยที่จะกระทบต่อความน่าเชื่อถือของหลักฐาน มีดังนี้

  1. 1.แหล่งที่มาของหลักฐาน
    • หลักฐานที่ได้มาจากภายนอก (บุคคลที่3) จะมีความน่าเชื่อถือมากกว่าหลักฐานที่จัดทำโดยบริษัทเอง
    • หลักฐานที่ผู้สอบบัญชีได้เห็น หรือทดสอบด้วยตนเองจะน่าเชื่อถือกว่า
  2. 2.ประสิทธิภาพของการควบคุมภายใน
    • องค์กรที่มีระบบการควบคุมภายในที่ดี จะทำให้หลักฐานมีความน่าเชื่อถือมากยิ่งขึ้น
  3. 3.วิธีการที่ใช้และเวลาในการมี่ได้มาของหลักฐาน
  4. 4.ความเหมาะสมของผู้ที่ให้ข้อมูล
  5. 5.ประสบการณ์จากการตรวจสอบครั้งก่อนๆ
  6. 6.หลักฐานที่เป็นความจริงหรือความเห็น
  7. 7.ความเสี่ยงอื่น ๆที่อาจทำให้เกิfข้อผิดพลาด

วิธีการได้มาซึ่งหลักฐานการสอบบัญชี

การ ตรวจ สอบ บัญชี

ผู้สอบบัญชีจะมีวิธีการต่าง ๆ ซึ่งให้ได้มาเพื่อใช้ในการตรวจสอบ โดยอาจใช้วิธีใดวิธีหนึ่ง หรือใช้ทุกวิธีก็ได้ วิธีการมีดังนี้

  • การตรวจ (Inspection)
  • การสังเกตการณ์ (Observation)
  • การสอบถาม (Inquiry)
  • การขอคำยืนยัน (Confirmation)
  • การคำนวณ (Computation)
  • การปฏิบัติซ้ำ (Reperformance)
  • การวิเคราะห์เปรียบเทียบ (Analytical Procedure)
  1. 1.การตรวจ แบ่งได้ 2 ประเภท คือ 1การจตรวจสินทรัพย์ที่มีตัวตน 2 การตรวจเอกสาร และการบันทึกบัญชี
    • การตรวจสินทรัพย์ที่มีตัวตน เช่น การตรวจเงินสด หลักทรัพย์ สินค้าคงเหลือ สินทรัพย์ถาวร เป็นต้น
    • การตรวจเอกสาร และการบันทึกบัญชี เช่น การตรวจการบันทึกบัญชีตั้งแต่ขั้นต้นจนถึงขั้นปลาย ตลอดจนเอกสารที่เกี่ยวข้องการการบันทึกบัญชี หลักฐานเกี่ยวกับเอกสาร แบ่งได้ 2 ประเภทใหญ่ ๆ คือ
      • เอกสารภายใน (Internal Document) เป็นเอกสารที่จักทำขึ้นจากภายใน ใช้และเก็บรักษาไว้โดยกิจการ เช่น ใบรับสินค้า บัตรลงเวลาทำงาน เป็นต้น และ
      • อกสารภายนอก (External Document ) เป็นเอกสารที่บุคคลภายนอกออกให้ แล้วกิจการได้รับมา เช่น ใบเสร็จรับเงิน หนังสือยืนยันยอดลูกหนี้ เป็นต้น
  2. 2.การสังเกตการณ์ (Observation) การสังเกตการณ์เป็นการดูขั้นตอนหรือวิธีการปฏิบัติงานของบุคคลอื่น ที่ไม่อาจทิ้งร่องรอยไว้ให้ตรวจ เช่น
    • การสั่งเกตการณ์การปฏิบัติงานว่าเป็นไปตามกระบวนการที่บริษัทกำหนดไว้หรือไว้
    • สังเกตการณ์ตรวจนับสินค้า การรับส่งสินค้า การขายสินค้า ของแผนกคลังสินค้า เป็นต้น
  3. 3.การสอบกาม (Inquiry) เป็นหารหาข้อมูลจากบุคคลกรที่มีความรู้เกี่ยวกับเรื่องนั้น ๆ ไม่ว่าจะเป็นทั้งบุคคลกรภาย หรือภายนอก อาจสอบถามเป็นคำพูด หรือเขียนหนังสือเป็นลายลักษณ์อักษร เช่น
    • ผู้สอบอาจเขียนหนังสือสอบถามทนายความเกี่ยวกับคดีฟ้องร้องที่เกิดขึ้น หรือ
    • ผู้สอบอาจสอบถามการใช้งานโปรแกรมเฉพาะที่ใช้ในกิจการ เป็นต้น
  4. 4.การขอคำยืนยัน (Confirmation) เป็นการหาคำตอบจากข้อสอบถามที่ผู้สอบคิดขึ้น และเขียนสอบถามจากบุคคลภายนอกโดยเฉพาะ เช่น
    • การส่งหนังสือขอคำยืนยันยอดบัญชีลูกหนี้ จากลูกหนี้ของกิจการ
    • การขอข้อมูลจากธนาคาร
    • การขอข้อมูลเกี่ยวกับคดีฟ้องร้องต่าง ๆ ของบริษัททั้งฟ้องคนอื่น หรือถูกคนอื่นฟ้อง เป็นต้น
  5. 5.การคำนวณ (Computation) การคำนวนในที่นี้เป็นการคำนวณโดยผู้สอบ โดยจะตรวจความถูกต้อของตัวเลขในเชิงคณิตศาสตร์ด้วยการคำนวนตัวเลขในเอกสารเบื้องต้น และการบันทึกบัญชี หรือจะเป็นการทดสอบ การคำนวนค่าเสื่อมที่เกิดขึ้น ดอกเบี้ยต่าง ๆ ค่าประกันภัยจ่ายล่วงหน้า หรือรายการเกี่ยวกับค้างรับ ค้างจ่าย เป็นต้น
  6. 6.การปฏิบัติซ้ำ (Reperformance) เป็นการทดสอบด้วยตัวผู้สอบเอง โดยการทำซ้ำ ๆ เช่น ผู้สอบทดสอบการ เบิกจ่ายเงินสด การบันทึกบัญชีเกี่ยวกับสินค้า ลองทำหลาย ๆ รอบ เป็นการใช้เทคนิคคอมพิวเตอร์เข้ามาช่วย เป็นต้น
  7. 7.การวิเคราะห์เปรียบเทียบ (Analytical Procedure) เป็นการวิเคราะห์อัตราส่วนและแนวโน้มสำคัญรวมทั้งการเปรียบเทียบความสัมพันธ์และความเปลี่ยนแปลงของข้อมูลต่าง ๆ ว่าเป็นไปตามคาดหมายหรือไม่ จากปีก่อน หน้าที่เกิดขึ้น
  •  

ตารางสรุป เทคนิคการสอบบัญชี

การ สอบ บัญชี

สอบ บัญชี

การสอบ บัญชี

การ สอบบัญชี

การ สอบ บัญ ชี

การสอบบัญชี

ประเภทของการตรวจสอบ

ผู้สอบบัญชีแบ่งประเภทของการตรวจสอบบการเงินตามวัตถุประสงค์ของการได้มาซึ่งหลักฐานการสอบถามบัญชีได้ 3 ประเภท ดังนี้

  1. 1.วิธีการประเมิณความเสี่ยง
  2. 2.การกดสอบการควบคุม
  3. 3.วิธีการตรวจเนื้อหาสาระ ซึ่งแบ่งได้ 2 ประเภท
    • การทดสอบรายละเอียด
    • การวิเคราะห์เปรียบเทียบ

แนวการสอบบัญชีการ สอบ บัญชี

แนวการสอบบัญชี (Audit Program) หมายถึง กระดาษทำการของผู้สอบบัญชี ที่บ่งบอกถึงวิธีการ ลักษณะการทำงาน ระยะเวลา ขอบเขตของวิธีการตรวจ ที่สอดคล้องกับผลประเมิณความเสี่ยงสืบเนื่องและความเสี่ยงจากการควบคุม

การแผนการสอบบัญชีโดยรวม หากผู้สอบบัญชีได้ระบุถึงการประเมิณความเสี่ยงสืบเนื่องและความเสี่ยงจากการควบคุมไว้แล้ว งานต่อไปของผู้สอบคือการ จัดทำแนวการสอบบัญชีหรือแผนการสอบบัญชี

แนวการสอบบัญชี แบ่งเป็น 3 ส่วน ดังนี้

1 ส่วนของเนื้อหา

  • ขอบเขตของการตรวจสอบ
  • ข้อมูลเกี่ยวกับธุรกิจที่ตรวจสอบ
  • สภาพแวดล้อมของการควบคุม
  • ผลการดําเนินงานของกิจการ
  • ระดับความมีสาระสําคัญ
  • นโยบายการบัญชี
  • การประเมินความเสี่ยงในแต่ละระดับรายการ
  • กําหนดการตรวจสอบ
  • ประมาณการรายได้และค่าใช้จ่าย
  • ทีมงานตรวจสอบ

2 ส่วนของบุคคลที่จัดทำ

  • ผู้ช่วยผู้สอบบัญชีอวุโส
  • ผู้ควบคุมงาน
  • ผู้จัดการอวุโส

3 ผู้อนุมัติ (ชื่อผู้สอบบัญชีรับอนุญาติ)

ส่วนประกอบของแนวการสอบบัญชี

  • วัตถุประสงค์ของการสอบบัญชี
  • ขอบเขตการตรวจสอบ
  • เทคนิคการตรวจสอบที่ใช้
  • เวลาที่ใช้ในการตรวจสอบ
  • ดัชนีกระดาษทำการอ้างอิง
  • ลายมือชื่อผู้ตรวจสอบและผู้สอบทาน วันที่ตรวจ และวันสอบทานเสร็จสิ้น

เทคนิคการตรวจสอบภายใน

  • ขั้นตอนการวางแผนงานสอบบัญชี ควรวางแผนงานการสอบบัญชี 7 ข้อ ดังนี้
    • การพิจราณาการรับงานสอบบัญชี
    • การรวบรวมข้อมูลเกี่ยวกับธุรกิจที่ตรวจสอบ
    • การวิเคราะห์เปรียบเปรียบเทียบในเบื้องต้น
    • การกำหนดระดับความมีสาระสำคัญ
    • การประเมิณความเสี่ยงในการสอบบัญชียอดรับได้และความเสี่ยงสืบเนื่อง
    • การทำความเข้าใจในระบบการควบคุมภายใน และการะประเมิณความเสี่ยงจากการควบคุม
    • การพัฒนาแผนการสอบบัญชีโดยรวม (เลือกกลยุทธ์การสอบ) และแนวการสอบบัญชี (แผนการสอบ)
  • สร้างความสัมพันธ์ที่ดี ให้กับทุกฝ่าย เช่น ผู้ประกอบวิชาชีพ ผู้มีหน้าที่รับผิดชอบและใช้ข้อมูล ผู้บริหารของกิจการ สื่อสารกับผู้มีหน้าที่ด้วยความสุภาพ
  • การเลือกตัวอย่างในการสอบ ควรพิจารณาจากจำนวน ประชากร จัดกลุ่ม จัดประเภทที่จะสอบ ทดสอบการควบคุม ตรวจสอบสาระเนื้อหา
  • ตรวจสอบวงจรต่าง ๆ ทั้งวงจรรายได้ วงจรรายจ่าย และวงวจรอื่น ๆที่เกี่ยวข้อง เช่นวงจรการผลิต วงจรการจ้างแรงงาน วงจรการจัดหาเงิน และวงจรในการจัดหาเงินลงทุน เป็นต้น
  • สรุปและเขียนรายงานที่ผู้สอบตรวจพบ และแสดงวามเห็นเมื่อสิ้นสุดการตรวจ

ในการดำเนินกิจการ ภายในรูปแบบบริษัทหรือธุรกิจต่างๆ องค์กรเหล่านั้นจำเป็นต้องมีการตรวจสอบบัญชี ตรวจสอบงบประมาณต่างๆเพื่อทำการยื่นภาษีต่างๆต่อกรสรรพากร และรวมไปถึงการรวบรวม ตรวจสอบเอกสารต่างๆและงบการเงินที่จัดทำขึ้นว่ามีข้อมูลที่ถูกต้องครบถ้วนหรือไม่โดยผู้สอบบัญชีรับอนุญาติ

วัตถุประสงค์ของ การตรวจสอบบัญชี

เพื่อเพิ่มระดับความเชื่อมันของผู้ใช้งบการเงินที่มีต่องบการเงินการบรรลุวัตถุประสงค์ดังกล่าวเกิดขึ้นได้โดยการแสดงความคิดเห็นของผู้สอบบัญชีว่างบการเงินที่ได้จัดทำนั้นเป็นไปตามแม่บทการรายงานทางการเงินหรือไม่ การตรวจสอบบัญชี การแสดงให้เห็นว่าบริษัทหรือองค์กรนั้น ๆ ได้มีการจัดทำบัญชีอย่างมuมาตรฐาน ถูกต้องตามหลักการบัญชีที่รับรองทั่วไป และแสดงความคิดเห็นต่องบการเงินขององค์กรนั้น ๆ ว่ามีการจัดทำอบ่างถูกต้องและมีข้อมูลครบถ้วนหรือไม่ เพื่อให้ผู้ที่อ่านงบนั้นได้รับข้อมูลที่ครบถ้วน

ซึ่งกระบวนการในการสอบบัญชีนั้นสามารถแบ่งอออกได้เป็น 3ขั้นตอนคือ

  • กระบวนการวางแผน
    • การพิจารณารับงานสอบบัญชี
    • รวบรวมข้อมูลเกี่ยวกับบริษัทที่จะทำตรวจสอบ
    • วิเคราะห์เปรียบเทียบในเบื้องต้น
    • กำหนดระดับการมีสาระสำคัญ
    • การประเมินความเสี่ยงในการสอบบัญชีที่ยอมรับได้และความเสี่ยงสืบเนื่อง
    • ทำความเข้าใจระบบควบคุมภายในและประเมินความเสี่ยงจากการควบคุม
    • พัฒนาแผนการสอบบัญชีโดยรวมและการจัดทำแนวการสอบบัญชี
  • การปฏิบัติงานตรวจสอบ
    • วงจรรายได้
    • วงจรรายจ่าย
    • วงจรการผลิต
    • วงจรการลงทุน
    • วงจรการจัดหาเงิน
    • การตรวจสอบที่สำคัญเพิ่มเติม
  • การเสร็จสิ้น
    • ประเมินผลจากหลักฐานการตรวจสอบบัญชี
    • การเสนอรายการปรับปรุงและรายการจัดประเภทบัญชี
    • ออกรายงานการสอบบัญชี

ประโยชน์การตรวจสอบบัญชี

งานตรวจสอบบัญชี
งานตรวจสอบบัญชี
  1. 1.มั่นใจในงบการเงินช่วยให้จัดสรรงบประมาณต่าง ๆ ได้ง่ายยิ่งขึ้น การตรวจสอบบัญชีให้เป็นไปตามมาตรฐานนั้นการสอบบัญชี และมาตรฐานรายงานทางการเงินนั้น จะช่วยทำให้ผู้ประกอบการมีความมั่นใจในการบริหารเงินภายในธุรกิจ และนำไปทำกิจกรรมต่าง ๆได้อย่างมีประสิทธิภาพ
  2. 2.ช่วยลดความผิดพลาดในการจัดทำงบการเงิน การตรวจสอบบัญชีจะทำการประเมินความเสี่ยงต่อสิ่งที่จะทำให้งบการเงินของบริษัทเกิดความผิดพลาด และไม่เป็นไปตามมาตรฐานการสอบบัญชี และหากพบข้อผิดพลาดในระหว่างการตรวจสอบ ก็จะทำให้ผู้บริหารองค์กรทราบและแก้ไขได้ทันที
  3. 3.นำผลการตรวจสอบที่ได้มาปรับปรุงการดำเนินงานของบริษัท การตรวจสอบบัญชีนั้นก็ถือว่าเป็นการประเมินประสิทธิภาพ และผลลัพธ์ในการดำเนินกิจกรรมต่าง ๆขององค์กรนั้น ดังนั้นหากทำการตรวจสอบแล้วพบว่าองค์กรของเรามีจุดอ่อนหรือปัญหาตรงจุดไหน ก็ทำให้องค์กรหาวิธีแก้ไขได้อย่างถูกวิธี

(Visited 226 times, 1 visits today)
 
โทร.081-931-8341
 
แชร์บทความ :

Leave a Comment

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *

Scroll to Top