จุดคุ้มทุน EVEN 2 วิธีคิดเปอร์เซ็นต์ ง่ายๆ BREAKEVENPOINT การคํานวณ ต้นทุนการผลิต Excel fixedcost คือ ภาษาอังกฤษ แปลว่า

Click to rate this post!
[Total: 707 Average: 5]

Even แปลว่า

even
even

การหาจุดคุ้มทุนให้เจอ ทางออกของธุรกิจที่อยากมีกำไร (Break Even Point)

คํานวณจุดคุ้มทุน

หว่านพืชย่อมหวังผลฉันใด การทำธุรกิจก็หวังกำไรฉันนั้น.. คงไม่มีใครคิดใช่ไหมว่าที่เราลงทุนทำธุรกิจไปเพื่อรอวันขาดทุนอยู่ เพราะหากเป็นเช่นนั้นคงไม่เรียกธุรกิจ ออกจะเป็นไปทางการกุศลเสียมากกว่า เพราะธุรกิจคือการลงทุนที่คากหวังผลกำไร ผลตอบแทนอย่างสวยงาม แต่จะทำอย่างไรให้ได้มาซึ่งกำไรนั้นล่ะ การลงทุนหากยิ่งมากโดยไม่รู้วิธีการคำนวณที่ถูกต้องก็เหมือนลงแรงเปล่า ไม่รู้ว่าคุ้มค่าพอหรือไม่ เราจึงต้องมารู้จัก “จุดคุ้มทุน” เพื่อที่จะได้รู้ว่าการลงทุนคุ้มค่าพอสำหรับการลงทุนไปหรือไม่ คุ้มทุน (Break Even) แล้วหรือยัง และต้องมีรายได้เท่าไรจึงจะได้กำไรนั้นเองป

ความหมายจุดคุ้มทุน

เรื่องของจุดคุ้มทุนจึงเป็นเรื่องไม่ไกลตัว และไม่ได้ยากอย่างที่คิดเลย ก่อนอื่นเลยเราก็ต้องมารู้จักกับจุดคุ้มทุนกันก่อนว่าจุดคุ้มทุนหรือ Break Even Point คืออะไร

จุดคุ้มทุน หรือภาษาอังกฤษเรียกว่า Break Even Point คือ จำนวนของสินค้าที่ธุรกิจต้องสร้างและขายให้ได้ หรือเพื่อที่จะคืนทุนค่าใช้จ่ายในการทำธุรกิจ หรือให้รายได้เท่าทุนเรียกว่าจุดคุ้มทุน หากจุดคุ้มทุน คือ รายได้ยอดขายต่อเดือนที่จะทำให้ธุรกิจมีรายได้ที่เพียงพอเท่ากับกับค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานในแต่ละเดือนได้ เท่ากับธุรกิจคืนคืนแล้ว หากรายได้ต่อเดือนอยู่ในจุดที่สูงกว่ากว่าจุดคุ้มทุนจึงหมายถึง กำไร และในทางตรงข้าม รายได้ต่อเดือนอยู่ในจุดที่ต่ำกว่าจุดคุ้มทุนก็จะหมายถึง การขาดทุน

ทำความรู้จักต้นทุน ต้นทุนคงที่ และ ต้นทุนผันแปร

อยากที่จะมีกำไรสูง ๆ ก็ต้องรู้จักต้นทุน การทำกำไรที่ดีของโลกธุรกิจไม่ใช่แค่พยายามเพิ่มยอดขายเท่านั้น แต่หมายถึงการรู้จักบริหารเรื่องต้นทุนด้วย และที่สำคัญจุดคุ้มทุนจะต้องเกิดจากการคำนวณการหารต้นทุนคงที่เสียก่อน การทำความรู้จักกับต้นทุนจึงเป็นเรื่องสำคัญเช่นกัน เพราะหากเราไม่รู้จักต้นทุนว่าอันไหนคือต้นทุนคงที่ อันไหนคือต้นทุนผันแปร ก็จะไม่สามารถคำนวณจุดคุ้มทุนได้อย่างแม่นยำนั่นเอง

  1. 1. ต้นทุนคงที่ (Fixed Cost) คือ ต้นทุนพื้นฐานที่จะไม่ขยับไปไหน ไม่ว่าธุรกิจของเราจะผลอตหรือขายได้มากน้อยเท่าไร ก็จะมีต้นทุนที่ต้องจ่ายแน่นอนเท่าเดิม ไม่เปลี่ยนแปลงไปตามยอดขายแต่อย่างใด เช่น ค่าเช่าที่ ค่าแรงเงินเดือนพนักงาน ค่าซื้อเครื่องจักรอุปกรณ์ รวมทั้งดอกเบี้ยเงินกู้ธนาคาร เป็นต้น
  1. 2. ต้นทุนผันแปร (Variable Cost) คือ ต้นทุนที่จะเปลี่ยนแปลงได้เสมอ เปลี่ยนแปรผันไปตามปริมาณการผลิตหรือยอดขาย หากธุรกิจมีการผลิตมากก็จ่ายมาก ผลิตน้อยก็จ่ายน้อย ไม่ผลิตก็ไม่ต้องจ่ายนั้นเอง เช่น ค่าวัตถุดิบ ค่าน้ำ ค่าไฟ ค่าคอมมิชชั่น เป็นต้น นอกจากนี้ต้นทุนแปรผันยังรวมไปถึงการราคาผันผวนไม่คงที่จากสภาพแวดล้อมรอบข้างได้อีกด้วย เช่น เช่น ราคาน้ำมัน ราคาเหล็ก เป็นต้น

รู้จักต้นทุนแล้วต้องรู้จักกำไร

เพราะธุรกิจจะรู้จักเพียงต้นทุนไม่ได้ เพราะเมื่อไรก็ตามที่ที่ทำธุรกิจแล้วรู้ค่าใช้จ่ายคือมีต้นทุนในการทำธุรกิจเท่าไรแล้ว นักธุรกิจก็จะเริ่มกังวลว่าเราจะขาดทุนหรือไม่ ดังนั้นหากต้องการกำไรก็ต้องรู้จักวิธีคิดกำไร

วิธีคิดเปอร์เซ็นต์แบบง่ายๆ

จุดคุ้มทุน
จุดคุ้มทุน

วิธีคิดเปอร์เซ็นต์กําไร

                        กำไร = ยอดขายรวม – ต้นทุนรวม

                        เปอร์เซ็นต์กําไร = กำไร / ยอดขาย x 100

ตัวอย่างที่ 1 เช่น ร้าน A ขายน้ำผักผลไม้ขวดละ 50 บาท ต้นทุนผักผลไม้ คือ แอปเปิ้ล 10 ฝรั่ง 10 บาท เท่ากับต้นทุนแปรผันทั้งหมดคือ 20 บาท

ร้าน A จะมีกำไรคือ 50 – 20 = 30 บาท

ร้าน A จะมีเปอร์เซ็นต์กําไรคือ 30/50 x 100 = 60% หรือเรียกว่าร้อยละ 60

ดังนั้น 60% คือเปอร์เซ็นต์กําไร หรือจะเรียกว่าเป็น อัตรากำไรส่วนเกิน หากร้าน A ต้องการที่จะได้อัตรากำไร 80% ร้าน A จะต้องตั้งราคาขายบวกไปอีก 15% จากเดิม 60% นั้นเอง

กล่าวคือ ปัจจุบันร้าน A ราคาขาย 50 บาท ได้กำไร 60% ถ้าต้องการได้กำไร 80% จะต้องบวกราคาขายเพิ่มขึ้นอีก 20 % ดังนี้

ร้าน A ราคาขาย 50 + 20% = 60 บาท (เมื่อร้าน A ขาย 60 บาทจึงจะได้อัตรากำไรส่วนเกิน 80% นั่นเอง)

ตัวอย่างที่ 2 คือ ร้าน B เป็นร้านขายอาหารแมว ก็สามารถตั้งราคาขายบวก 20% เลยก็ได้ เช่น อาหารแมวยี่ห้อขนดกดีราคาทุน 100 บาท ราคาร้าน B ต้องการกำไรส่วนเกิน 40% ก็จะเท่ากับ

100 + 40% = 140 บาท (ราคา 140 บาท เป็นราคาที่ร้าน B ได้กำไร 40%)

            จากตัวอย่างดังกล่าวข้างต้นจะเห็นได้ว่า ธุรกิจหรือร้านค้าจะต้องมีการทำบัญชีรายรับรายจ่ายร้านขายของชํา หรือบัญชีธุรกิจได้ดำเนินกิจการอยู่เป็นอย่างดี ถึงอย่างไรธุรกิจจะสามารถมีวิธีการคำนวณราคาขายขั้นต่ำได้ ดังนี้

            ราคาขาย = (ต้นทุนคงที่รวม / จำนวนสินค้าที่ผลิตและขายได้ ) + ต้นทุนแปรผันต่อหน่วย

            หรือ ราคาขายที่คุ้มทุน = ต้นทุนรวม ÷ จำนวนสินค้าที่จะขาย 

วิธีคํานวณจุดคุ้มทุน

สำหรับการคิดจุดคุ้มทุนจะสามารถเขียนสมการเพื่ออธิบายความเข้าใจและนำสูตรไปเลือกใช้ได้หลายวิธีด้วยกันดังนี้

จุดคุ้มทุน (บาท) = จุดคุ้มทุน (หน่วย) x ราคาขายต่อหน่วย = ต้นทุนคงที่รวม + ต้นทุนแปรผันรวม

จุดคุ้มทุน (หน่วย) = ต้นทุนคงที่ / (ราคาขายต่อหน่วย – ต้นทุนแปรผันต่อหน่วย)

หรือ

จุดคุ้มทุน = ยอดขายที่กิจการจะไม่ขาดทุน = ต้นทุนคงที่ / อัตรากำไรส่วนเกิน

  • ต้นทุนคงที่ คือ ต้นทุนรายจ่ายที่คงที่แต่ละเดือน ไม่เกี่ยวข้องกับฝ่ายผลิต แต่จะเป็นส่วนบริการอย่างที่ได้กล่าวไปข่างต้น
  • ต้นทุนแปรผันต่อหน่วย คือ ต้นทุนรายจ่ายที่ไม่คงที่ เปลี่ยนแปลงได้อยู่ตลอดเวลา ดังที่ได้กล่าวไปข้างต้นเช่นกัน
  • ราคาขายต่อหน่วย คือ ราคาขายของผลิตภัณฑ์ที่ขายได้ ไม่ใช่ราคาตั้งที่ยังต้องลดราคาอีก

ตัวอย่างการคำนวณจุดคุ้มทุน เช่น คุณ A ขายจานชามจำหน่าย คำนวณแล้วมีต้นทุนผันแปรต่อใบละ 80 บาท มีค่าใช้จ่ายคงที่จำนวน 16,000 บาทต่อเดือน ราคาขายใบละ 160 บาท ต้องการรู้ว่าคุณ A จะต้องทำการขายจานชามอย่างน้อยกี่ใบต่อเดือน ถึงจะไม่ขาดทุน เรียกได้ว่าเท่าทุน หรือเป็นจุดคุ้มทุนนั้นเอง

จุดคุ้มทุน (หน่วย) = ต้นทุนคงที่ / (ราคาขายต่อหน่วย – ต้นทุนแปรผันต่อหน่วย)

=16,000/(160-80)

=16,000/80

=200 หน่วย

ดังนั้นคำตอบก็คือ นาย A ต้องขายจานชามให้ได้อย่างน้อย 200 ใบต่อเดือนจึงจะไม่ขาดทุน หรือเท่าทุนนั้นเอง

Excel ช่วยการคํานวณต้นทุนการผลิต

การคำนวณ รวมไปถึงการเก็บข้อมูลที่สำคัญสามารถใช้โปรแกรมพื้นฐานที่สำคัญอย่าง Microsoft Excel เพื่อช่วยในการคำนวณต้นทุน เปอร์เซ็นต์ กำไร ยอดขาย รวมไปถึงการจัดการข้อมูลพื้นฐานของธุรกิจได้อีกด้วย

แน่นอนว่าจะได้ความแม่นยำที่มากขึ้น และรวดเร็วมากกว่านั่งกดเครื่องคิดเลขอย่างแน่นอนเพราะ เพียงแค่เราใส่สูตรการคำนวนที่ Microsoft Excel มี และดัดแปลงรูปแบบในแบบธุรกิจที่เราต้องก็จะกรอกข้อมูลเพียงบางส่วนแต่ได้ข้อมูลรูปแบบครบถ้วน หรือถ้าหากไม่ต้องการกรอกข้อมูลหรือใส่สูตรเอง ก็สามารถหาดาวน์โหลด

การวิเคราะห์จุดคุ้มทุน

วิธีคิดเปอร์เซ็นต์แบบง่ายๆ
วิธีคิดเปอร์เซ็นต์แบบง่ายๆ

การหาจุดคุ้มทุนเหมาะกับการวิเคราะห์สินค้าชนิดเดียว หรือแบ่งสินค้าออกไปในแต่ละชนิดเพื่อนำว่าสินค้าในแต่ละประเภทเพื่อตัดสินใจว่าจะมีจุดคุ้มทุนอยู่ที่เท่าไร นอกจากนี้การหาจุดคุ้มทุนนั้นไม่ได้จำกัดแค่การหาจุดคุ้มทุนของสินค้าเท่านั้น แต่ยังสามารถช่วยวิเคราะห์เพื่อคำนวณจุดคุ้มทุนของการตัดสินใจตั้งบูทได้ด้วยเช่นกัน เพราะอย่าลืมว่าสำหรับการตั้งบูทขายสินค้าในแต่ละครั้ง มีค่าใช้จ่ายที่ค่อนข้างสูง และมีค่าใช้จ่ายที่เป็น ค่าเช่า ซึ่งจะเป็นต้นทุนผันแปร ทำให้ผู้ประกอบการหรือนักธุรกิจต้องกลับมาตัดสินใจว่าพื้นที่ตรงนั้นคุ้มค่าในจุดคุ้มทุนหรือไม่ ควรดำเนินการออกไปตั้งบูทนี้ดีหรือเปล่านั่นเอง

เมื่อธุรกิจมีจุดคุ้มทุนที่ต่ำมากเพียงใด ก็จะมีส่วนต่างของกำไรที่สูงมากเท่านั้น และส่งผลให้ธุรกิจสามารถคืนทุนได้เร็ว กำไรจึงนับว่ามีส่วนสำคัญต่อการพิจารณาผลประกอบการของธุรกิจอย่างมาก

เมื่อจะถึงระยะเวลาคืนทุน

ที่สำคัญสำหรับการวิเคราะห์จุดคุ้มทุนเพื่อให้ผู้ประกอบการหรือนักธุรกิจได้ทราบว่าจะมีระยะเวลาการคืนทุนเมื่อไรนั้นเอง หากมีการลดต้นทุนคงที่อย่างเหมาะสม ย่อมส่งผลต่อระยะคืนทุนที่รวดเร็วมากขึ้น สำหรับระยะเวลาคืนทุนในแต่ละธุรกิจย่อมไม่เท่ากัน บางธุรกิจอาจจะคืนทุนได้เร็ว บางธุรกิจอาจจะคืนทุนได้ช้าซึ่งก็จะขึ้นอยู่กับปัจจัยสภาพแวดล้อมด้วยกันหลายอย่างเช่นกัน หากเป็นธุรกิจที่ไม่ใหญ่มาก มีต้นทุนคงที่ที่แน่นอนมากกว่าต้นทุนผันแปรก็อาจจะทำให้ช่วยคำนวณระยะเวลาการคืนทุนได้แม่นยำมากกว่า ซึ่งความไม่แน่นอนในการคำนวณรวมไปถึงผลประกอบการที่ได้ด้วยเช่นกัน แม้ว่าผู้ประกอบการจะมีการคำนวณสูตรแล้วก็ตาม แต่ก็จะต้องมีการขายจริงแล้วเพื่อดูการตลาดว่ามีกระแสตอบรับดีหรือไม่ กำลังการผลิตหรือความสามารถในการขายได้มากน้อยขนาดไหน จำนวนลูกค้ารวมไปถึงโอกาสการเติบโตทางธุรกิจอีกด้วย ปัจจัยหลายอย่างจึงมีผลต่อระยะเวลาการคืนทุนด้วยกันทั้งหมดทั้งสิ้น

อย่างไรก็ตามระยะเวลาคืนทุนสามารถคูณด้วยเดือนได้เลย โดยควรพิจารณาวิเคราะห์จากกำไร หรืออัตรากำไรส่วนเกินได้ในช่วงประมาณ 3-6 เดือนแรก นำมาวิเคราะห์กำไรโดยเฉลี่ยว่าธุรกิจมีผลประกอบการ กล่างคือได้กำไรอยู่ที่เท่าไร นำมาหารกับต้นทุนคงที่ทั้งหมด ก็จะได้จำนวนเดือนที่จะเป็นระยะเวลาคืนทุน ซึ่งควรมีการจัดทำเป็นระยะเพื่อช่วยในการวิเคราะห์กำไรส่วนต่าง ๆ ทั้งนี้รายจ่ายที่เกิดขึ้นหรือธุรกิจก็อาจจะมีการเปลี่ยนเรื่องรายจ่ายที่มากขึ้นเมื่อกำไรเพิ่มมากขึ้นตาม เช่น เพิ่มจำนวนคนงาน ธุรกิจก็จะต้องจ่ายค่าแรงงานที่มากขึ้นเมื่อธุรกิจได้กำไรหรือเติบโตขึ้นนั้นเอง

ตัวอย่างการวิเคราะห์จุดคุ้มทุน เช่น ธุรกิจ ABC ขายที่คาดผมมีต้นทุนคงที่ต่อเดือนเท่ากับ 1,000 บาท มีต้นทุนผันแปรชิ้นละ 20 บาท ตั้งราคาขายที่ 30 บาทต่อชิ้น

จุดคุ้มทุน = 1,000 / (30-20) = 100 ชิ้น หมายความว่าร้านธุรกิจ ABC ต้องขายที่คาดผมให้ได้ 100 ชิ้นต่อเดือนจึงจะเท่าทุน คืนทุน หรือเป็นจุดคุ้มทุน (Break Even point) หรือต้องขายให้ได้มากกว่า 100 ชิ้นเพื่อให้ธุรกิจได้กำไร

หากต้องการให้ธุรกิจร้าน ABC มีจุดคุ้มทุน (Break Even point) ที่ต่ำลงเพื่อให้ธุรกิจมีระยะเวลาคืนทุนที่เร็วและสร้างกำไรได้มากขึ้น ด้วยวิธีการลดต้นทุนการผลิตให้น้อยลงและเพิ่มยอดขายที่มากขึ้น ธุรกิจร้าน ABC อาจจะปรับเปลี่ยนกลยุทธ์ดังนี้

  • ลดต้นทุนคงที่ เช่น ลดค่าใช้จ่ายสำหรับเช่าที่ เปลี่ยนจากการเช่าหน้าร้าน เป็นการขายออนไลน์
  • ลดต้นทุนแปรผัน เช่น หันมาใช้วัสดุแบบอื่น เพิ่มมูลค่าสินค้าของด้วยรูปลักษณ์ที่แปลกใหม่
  • เพิ่มราคาขาย เช่น ปรับเปลี่ยนราคาขายเป็น 35 บาทต่อชิ้นแทน

สรุป

การมีจุดคุ้มนี้ก็เพื่อให้สามารถคำนวณได้ว่าควรมีการตั้งราคาขาย และต้องมีปริมาณสินค้าเท่าไรสำหรับการขาย เรียกได้ว่าเป็นเครื่องมือสำคัญต่อธุรกิจอย่างมากทีเดียว เพราะหากธุรกิจรู้ว่าตนเองมีจุดคุ้มทุนตรงไหน เท่าไรที่เรียกว่าจุดคุ้มทุนและสามารถวางแผนให้ธุรกิจสามารถเติบโตเลยจุดคุ้มทุนนี้ไปได้ นั่นหมายถึงหนทางแห่งความอยู่รอดทางธุรกิจ


อัพเดทครั้งสุดท้าย เมื่อ 19 ตุลาคม 2021

 
โทร.081-931-8341
 

Leave a Comment

Scroll to Top