ขมิ้นชัน ขาว 200 สรรพคุณ [Curcumin] แคปซูล สมุนไพรไทย ต้น ท่าพระจันทร์

ขมิ้นชัน
Click to rate this post!
[Total: 1055 Average: 5]

ขมิ้นชัน

        ขมิ้น หรือ ขมิ้นชัน ชื่อวิทยาศาสตร์ Curcuma longa L. จัดอยู่ในวงศ์ขิง (ZINGIBERACEAE)

ขมิ้นชัน

 

ต้นขมิ้น

         เป็นพืชล้มลุกที่จัดอยู่ในตระกูลขิง มีเหง้าอยู่ใต้ดิน เนื้อในของเหง้าจะเป็นสีเหลือง มีกลิ่นหอมเฉพาะตัว มีตั้งแต่สีเหลืองเข้มจนถึงสีแสด

         เอกลักษณ์ที่เด่นชัด คือ รสชาติที่จัดจ้าน สีสันมีความสวยงาม อีกทั้งยังได้มีการนำเอาสมุนไพรมาประยุกต์ผสมผสานลงไปในอาหารไทย ทำให้ได้รสชาติที่ดูแตกต่างแต่ลงตัว เมื่อพูดถึงเรื่อง สมุนไพร ที่คนไทยนิยมนำมาทำอาหาร เราคงจะพลาดที่จะเอ่ยถึง ขมิ้นชัน ไม่ได้ เพราะว่าเป็นอีกหนึ่งวัตถุดิบที่ทำให้อาหารมีสีสันสะดุดตา ตลอดจนมีสรรพคุณทางยาที่เป็นประโยชน์ต่อร่างกาย

ถิ่นกำเนิด : อยู่ในแถบเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

ชื่ออื่นๆ : ขมิ้นชัน ขมิ้นแกง ขมิ้นหยอก ขมิ้นหัว ขี้มิ้น หมิ้น ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับแต่ละภาคและจังหวัดนั้น ๆ นิยมนำไปใช้ในการประกอบอาหาร แต่งสี แต่งกลิ่นอาหาร เช่น แกงไตปลา แกงกะหรี่ ขมิ้นชันสรรพคุณเป็นยาสมุนไพร ขมิ้นชันอุดมไปด้วยวิตามินและแร่ธาตุหลายชนิด เช่น วิตามินเอ วิตามินบี 1 วิตามินบี 2 วิตามินบี 3 วิตามินซี วิตามินอี ธาตุแคลเซียม ธาตุฟอสฟอรัส ธาตุเหล็ก และเกลือแร่ต่าง ๆ รวมไปถึงเส้นใย คาร์โบไฮเดรต และโปรตีน

สรรพคุณขมิ้นชัน

               ขมิ้นชันเป็นพืชที่มีคุณค่าทางยาอีกด้วย ซึ่งชาวไทยนิยมนำส่วนต่างๆ มาใช้เป็นยาเพื่อบรรเทาอาการที่เกิดขึ้นรับร่างกาย สรรพคุณของขมิ้นในส่วนต่างๆ

  • ส่วนเหง้า : เหง้ารสฝาดหวานเอียด ใช้สำหรับแก้อาการไข้เรื้อรัง ผอมเหลือง แก้โรคผิวหนัง แก้เสมหะและโลหิต แก้ท้องร่วง สมานแผล แก้ธาตุพิการ ขับผายลม แก้ผื่นคัน ขับกลิ่นและสิ่งสกปรกในร่างกาย คุมธาตุ หยอดตาแก้ตาบวม ตาแดง น้ำคั้นจากเหง้าสดทาแก้แผลถลอก แก้โรคผิวหนังผื่นคัน ลดอาการอักเสบ ทำให้ผิวพรรณผุดผ่อง นำมาอัดเม็ดทำเป็นยารักษาอาการท้องอืดท้องเฟ้อ ธาตุพิการ อาหารไม่ย่อย กระเพาะอาหารอ่อนแอ รักษาแผลในกระเพาะอาหาร แก้ท้องร่วง แก้บิด
  • ผงขมิ้น : น้ำเหง้าแห้งมาบดเป็นผงและนำมาเคี่ยวกับน้ำมันพืช ทำน้ำมันใส่แผลสด
  • ขมิ้นสด : ใช้เหง้าสดล้างให้สะอาด ตำกับดินประสิวเล็กน้อย ผสมน้ำปูนใสพอกบาดแผลและแก้เคล็ดขัดยอก เผาไฟ ตำกับน้ำปูนใส รับประทานแก้ท้องร่วง แก้บิด

ขมิ้นชัน สรรพคุณ

 

ขมิ้นชันแคปซูล มีประโยชน์

          การรับประทานขมิ้นตามเวลาที่อวัยวะต่าง ๆ กำลังทำงาน จะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพของขมิ้นให้มากขึ้น โดยวิธีกินขมิ้นชันควรรับประทานขมิ้นชันตามเวลาต่อไปนี้ตามการรักษาตามสรรพคุณของขมิ้น

  • เวลา 03.00-05.00 น. ช่วงเวลาของปอด หากรับประทานช่วงเวลานี้จะมีสรรพคุณเป็นเสมือนวิตามินบำรุงตับและการช่วยในการบำรุงปอดช่วยให้ปอดแข็งแรง ช่วยป้องกันการเป็นมะเร็งปากมดลูก ช่วยเสริมสร้างภูมิคุ้มกันให้ผิวหนัง และช่วยเรื่องภูมิแพ้ หายใจไม่สะดวก
  • เวลา 05.00-07.00 น. ช่วงเวลาของลำไส้ใหญ่ ช่วยแก้ปัญหาลำไส้ใหญ่ สำหรับผู้ที่ขับถ่ายไม่เป็นเวลาหรือรับประทานยาถ่ายมานาน หากรับประทานขมิ้นในช่วงนี้จะช่วยฟื้นฟูปลายประสาทของลำไส้ใหญ่ให้บีบรัดตัว เพื่อช่วยให้ขับถ่ายได้อย่างเป็นปกติ ช่วยแก้ปัญหาลำไส้ใหญ่ขับถ่ายน้อยหรือมากจนเกินไป และช่วยป้องกันการเกิดโรคริดสีดวงทวารและมะเร็งลำไส้ได้อีกด้วย หากรับประทานพร้อมกับโยเกิร์ต น้ำผึ้ง นมสด มะนาว หรือน้ำอุ่น จะช่วยชะล้างผนังลำไส้ให้สะอาดได้
  • เวลา 07.00-09.00 น. ช่วงเวลาของกระเพาะอาหาร จะช่วยลดอาการท้องอืด ท้องเฟ้อ จุกเสียด แน่นท้อง และยังช่วยแก้อาการปวดเข่า ขาตึง บำรุงสมอง ป้องกันโรคความจำเสื่อมได้อีกด้วย จะช่วยแก้ปัญหาเรื่องกระเพาะอาหารที่เกิดจากการรับประทานอาหารไม่เป็นเวลา และยังลดอาการท้องอืด จุกแน่น ปวดเข่า ขาตึง ช่วยบำรุงสมองและป้องกันความจำเสื่อมได้
  • เวลา 09.00-11.00 น. ช่วงเวลาของม้าม ช่วยแก้ปัญหาเรื่องน้ำเหลืองเสีย มีแผลบริเวณปาก บรรเทาอาการของโรคเบาหวาน โรคเกาต์ การอ้วนเกินไปหรือผอมเกินไป
  • เวลา 11.00-13.00 น. ช่วงเวลาของหัวใจ ช่วยบำรุงหัวใจให้มีสุขภาพแข็งแรง
  • เวลา 15.00-17.00 น. ช่วงเวลาของกระเพาะปัสสาวะ ช่วยบำรุงหูรูดกระเพาะปัสสาวะให้แข็งแรง แก้อาการตกขาว และการทำให้เหงื่อออกในช่วงเวลานี้จะช่วยทำให้ร่างกายขับสารพิษออกไปจากร่างกายได้มาก
  • เวลา 17.00 น. จนถึงเวลาเข้านอน การรับประทานขมิ้นในช่วงนี้จะช่วยทำให้ความจำดีขึ้น เมื่อตื่นนอนจะไม่อ่อนเพลีย การขับถ่ายก็จะดีขึ้นด้วย

            การหาซื้อขมิ้นมารับประทานเองไม่ว่าจะเป็นแบบผงหรือแบบแคปซูล ควรจะซื้อจากแหล่งผลิตที่ได้มาตรฐาน มีความสะอาด ปลอดสารเคมี ไม่มีสารสเตียรอยด์ปลอมปน และในกระบวนการผลิตนั้นต้องไม่ผ่านความร้อนเกิน 65 องศา เพื่อคงคุณภาพของขมิ้น ใส่ใจกันสักนิดเพราะบางคนซื้อมารับประทานเองทุกวัน ทั้งนี้เพื่อความปลอดภัย

turmeric คือ ชื่อสามัญของ ขมิ้น หรือ ขมิ้นชัน 

น้ําผึ้ง ประโยชน์

         น้ำผึ้งแท้ๆ มีความหวานมาจากธรรมชาติที่ สามารถจะช่วยรักษาสิว บำรุงผิว และบำรุงความงาม สรรพคุณของน้ำผึ้งยังรักษาโรคและบรรเทาได้หลากหลายอาการ

  1. น้ำผึ้ง แก้ไอได้ – จากการศึกษาที่ตีพิมพ์ในวารสาร Pediatrics เผยว่า น้ำผึ้งมีสรรพคุณเทียบเท่ายาปฏิชีวนะเบา ๆ สามารถกำจัดเชื้อไวรัสที่ทำให้เกิดอาการไอได้ โดยเฉพาะคนที่ไอเรื้อรังไม่ยอมหาย ลองกินน้ำผึ้ง 2 ช้อนชาแล้วดื่มน้ำอุ่นตาม อาการไอจะค่อย ๆ บรรเทาลง
  1. น้ำผึ้ง แก้เจ็บคอ – น้ำผึ้งแก้ไอได้ อาการไวรัสลงคอจนทำให้รู้สึกเจ็บคอก็สามารถหายได้ด้วยน้ำผึ้งเช่นกัน ยิ่งหากจิบน้ำผึ้งผสมน้ำอุ่นที่บีบมะนาวผสมลงไปสักนิด
  1. น้ำผึ้ง แก้ท้องผูก – ในน้ำผึ้งมีสารอาหารที่อุดมมากไปด้วย “โพรไบโอติกส์” แถมยังเป็นมิตรกับแบคทีเรียประเภทแลคโตบาซิลัส การจิบน้ำผึ้งผสมน้ำอุ่นก่อนเข้านอน ตื่นเช้ามาสามารถช่วยให้รู้สึกโล่งสบายท้อง
  1. น้ำผึ้ง รักษาโรคกระเพาะ – มีฤทธิ์สมานแผล จึงสามารถรักษาแผลในกระเพาะอาหารของผู้ป่วยโรคกระเพาะได้ โดยเฉพาะคนที่มีอาการโรคกระเพาะในระยะเริ่มต้น ควรกินน้ำผึ้งวันละ 1 ช้อนชาเป็นประจำ
  1. น้ำผึ้ง รักษาเชื้อรา – ในน้ำผึ้งมีเอนไซม์ที่ผึ้งปล่อยออกมา ซึ่งเอนไซม์ที่ว่านี้ก็มีฤทธิ์คล้าย “ไฮโดรเจนเปอร์ออกไซด์” สามารถรักษาเชื้อราหรืออาการติดเชื้อแบคทีเรียได้
  1. น้ำผึ้ง แก้โรคนอนไม่หลับ – นักโภชนาการจาก  Seattle Sutton’s Healthy Eating ชิคาโก วิจัยคนพบว่า การรับประทานน้ำผึ้ง 1 ช้อนชาก่อนเข้านอน 30 นาทีทุกวันเป็นประจำ จะช่วยไปกระตุ้นให้ร่างกาย “ผลิตอินซูลิน” และ “หลั่งเซโรโทนิน “ ฮอร์โมนแห่งความสุขออกมาได้ จากนั้น”เซโรโทนิน” จะเปลี่ยนตัวเองเป็น “เมลาโทนิน ฮอร์โมน” ที่พาให้รู้สึกง่วงและรู้สึกอยากนอนหลับ
  1. น้ำผึ้ง บรรเทาอาการโรคภูมิแพ้ – น้ำผึ้งมีฤทธิ์คล้ายสารต้านการอักเสบ จากการวิจัยของ Dr.Matthew Brennecke แพทย์แห่งสถาบัน  Rocky Mountain Wellness Center เปิดเผยว่า น้ำผึ้งมีอนุมูลละอองเกสรขนาดเล็กอยู่เยอะ ซึ่งเมื่อร่างกายเจอสิ่งนี้ก็จะกระตุ้นให้ระบบภูมิคุ้มกันทำงานมากขึ้น ส่งผลให้ร่างกายหลั่งสาร “ฮีสตามีน” น้อยลง อาการของโรคภูมิแพ้อากาศจึงบรรเทาลงได้
  1. น้ำผึ้ง รักษาแผล ล้างแผลได้ – จากการศึกษาที่ตีพิมพ์ในวารสาร  British Journal of Surgery ที่บันทึกสถิติของคนไข้ที่รักษาแผลด้วยน้ำผึ้งแล้วหายดี แถมไม่มีอาการแผลไหม้หรือแสบแผลอีกด้วย ทั้งนี้วิธีรักษาแผลด้วยน้ำผึ้งให้ผสมน้ำผึ้ง 1 ส่วน ต่อน้ำ 9 ส่วนเข้าด้วยกัน แล้วนำมาล้างแผลตามปกติ
  1. น้ำผึ้ง แก้ท้องเสีย – น้ำผึ้งสามารถฆ่าเชื้อโรคในกระเพาะอาหารและลำไส้ได้ โดยเฉพาะเหล่าอาการติดเชื้อในกระเพาะอาหารจนทำให้เกิดอาการท้องเสีย แค่เพียงจิบน้ำผึ้งผสมน้ำอุ่นสัก 1 แก้วกาแฟ อาการท้องเสียและปวดเสียดท้องก็จะบรรเทาลงแล้วล่ะ
  1. น้ำผึ้ง เติมพลังให้ร่างกาย – น้ำผึ้งแค่เพียง 1 ช้อนโต๊ะ มีปริมาณคาร์โบไฮเดรตราว 17 กรัม ซึ่งก็เป็นคาร์โบไฮเดรตเชิงซ้อนที่อุดมไปด้วยกลูโคสและฟรุกโตสจากธรรมชาติแท้ๆ ดังนั้นร่างกายจึงสามารถดูดซึมพลังงานเหล่านี้เข้าเส้นเลือดได้อย่างรวดเร็ว บูสต์พลังให้หายจากอาการเพลียหรืออาการเหนื่อยล้าหลังออกกำลังหนัก ๆ ได้

 

โทษ ของ น้ำผึ้ง

สำหรับการใช้ประโยชน์ของน้ำผึ้ง มีโทษสำหรับในกรณีที่มีอาการแพ้ หรือ กินมากเกินไปกว่าปริมาณที่เหมาะสม โทษของน้ำผึ้ง มีดังนี้

    1. น้ำผึ้งมาความหวานมาก ไม่ควรรับประทานแบบสดๆ โดยไม่ผสมอะไรเลย อาจทำให้น้ำตาลในเส้นเลือดสูงเกินไป
    2. สำหรับคนที่แพ้เกสรน้ำผึ้ง ไม่ควรรับประทานน้ำผึ้ง
    3. เด็กอายุต่ำกว่า 1 ขวบ ไม่ควรรับประทานน้ำผึ้ง เนื่องจากในน้ำผึ้งมีทั้งเอนไซม์ น้ำลายจากตัวผึ้ง เด็กอาจมีภูมิต้านทานไม่พอจนทำให้เกิดอาการอาเจียนหรือท้องเสียได้
    4. ผู้ป่วยโรคเบาหวาน ควรจำกัดการกินน้ำผึ้ง ให้อยู่ในปริมาณที่เหมาะสม
    5. ไม่ควรกินน้ำผึ้งเกินวันละ 10 ช้อนชา เพราะอย่าลืมว่าน้ำผึ้งก็เป็นน้ำตาลชนิดหนึ่ง ซึ่งอาจทำให้ระดับน้ำตาลในเลือดสะเทือนได้ โดยเฉพาะผู้ที่ป่วยเป็นโรคเบาหวานอยู่แล้ว

รักษาเกลื้อน กลาก

            วิธีรักษา กลาก เกลื้อน บน ใบหน้า อาการเป็น เกลื้อนและกลาก ให้ใช้ขมิ้นเพื่อรักษา

วิธีใช้

        ผสมขมิ้นกับน้ำแล้วทาบริเวณที่เป็นกลาก เกลื้อน จำนวน 2 ครั้ง/วัน เป็นสมุนไพรรักษา โรคผิวหนัง จาก เชื้อ ไวรัส

        ขั้นตอนการทำ ตำขมิ้นชั้นแห้งครึ่งกิโลกรัมให้ละเอียด จากนั้นนำไปหมักในน้ำ 2 ลิตร ทิ้งไว้ค้างคืน เมื่อได้ที่แล้วจึงกรองเอาเฉพาะน้ำไปผสมน้ำเพิ่มอีก 2 ลิตร ใช้ฉีดพ่นแปลงผักจะช่วยป้องกันหนอนใยผัก หนอนกระทูผัก และหนอนผีเสื้อทั่วไป

ประโยชน์ของขมิ้น

 

ประโยชน์ของขมิ้นชัน

  1. ขมิ้นมีสารต่อต้านอนุมูลอิสระซึ่งช่วยในการชะลอวัยและชะลอการเกิดริ้วรอย
  2. ช่วยเสริมสร้างภูมิต้านทานให้กับร่างกาย
  3. ช่วยรักษาระบบทางเดินหายใจที่มีอาการผิดปกติ
  4. ช่วยบำรุงสมอง ป้องกันโรคความจำเสื่อม
  5. สมุนไพร ขมิ้นชันอาจมีส่วนช่วยในการรักษาโรครูมาตอยด์ (ยังไม่ได้รับการยืนยัน)
  6. สรรพคุณของสมุนไพรขมิ้นชันช่วยลดการอักเสบ
  7. ช่วยแก้อาการวิงเวียนศีรษะ
  8. ช่วยรักษาอาการแพ้และไข้หวัด
  9. ช่วยบรรเทาอาการไอ
  10. ช่วยรักษาอาการภูมิแพ้ หายใจไม่สะดวกให้มีอาการดีขึ้น
  11. ช่วยป้องกันการแข็งตัวของหลอดเลือด
  12. ช่วยต่อต้านอนุมูลอิสระในเม็ดเลือดแดงของผู้ป่วยธาลัสซีเมียฮีโมโกบิลอี
  13. ช่วยรักษาแผลที่ปาก
  14. ช่วยบำรุงปอดให้มีสุขภาพดีและแข็งแรง
  15. น้ำมันหอมระเหยในขมิ้นมีสรรพคุณช่วยบรรเทาอาการปวดท้อง
  16. ช่วยรักษาอาการท้องเสีย อุจจาระร่วง โดยนำผงขมิ้นชันผสมน้ำผึ้ง ปั้นเป็นลูกกลอนแล้วนำมา รับประทานครั้งละ 3 เม็ด 3 เวลา
  17. ช่วยแก้อาการจุดเสียด แน่นท้อง ท้องอืด ท้องเฟ้อ
  18. ช่วยรักษาโรคลำไส้อักเสบ
  19. ช่วยลดการบีบตัวของลำไส้
  20. ช่วยรักษาอาการลำไส้ใหญ่บวม
  21. ช่วยรักษาโรคกระเพาะอาหาร
  22. ช่วยในการขับลม
  23. ช่วยบรรเทาอาการนิ่วในถุงน้ำดี
  24. มีฤทธิ์ในการช่วยขับน้ำดี
  25. ช่วยสมานแผลในกระเพาะอาหาร และทำความสะอาดลำไส้
  26. ช่วยบำรุงตับ ป้องกันตับอักเสบ ตับอ่อนอักเสบ
  27. ช่วยบำรุงหูรูดกระเพาะปัสสาวะให้แข็งแรง
  28. ช่วยป้องกันการเกิดโรคริดสีดวงทวาร
  29. ช่วยแก้อาการตกเลือด ด้วยการนำขมิ้นสดมาตำให้ละเอียด คั้นเอาน้ำมาผสมกับน้ำปูนใสแล้วรับประทาน
  30. ช่วยแก้อาการตกขาว
  31. ช่วยรักษาอาการปวดหรืออักเสบเนื่องจากไขข้ออักเสบ
  32. ช่วยแก้อาการน้ำเหลืองเสีย แผลน้ำเหลือง
  33. ช่วยแก้ผื่นคันตามร่างกายขมิ้นชันสรรพคุณ
  34. ช่วยรักษาโรคผิวหนัง ผดผื่นคัน
  35. ช่วยรักษากลาก เกลื้อน ใช้ผงขมิ้นผสมกับน้ำ นำมาทาบริเวณที่เป็นกลากเกลื้อน วันละ 2 ครั้ง
  36. ช่วยรักษาโรคผิวหนังพุพอง ตุ่มหนองให้หายเร็วยิ่งขึ้น
  37. ช่วยรักษาแผลจากแมลงสัตว์กัดต่อยได้ ด้วยการนำขมิ้นมาล้างน้ำให้สะอาด แล้วตำจนละเอียด คั้นเอาแต่น้ำมาทาบริเวณดังกล่าว
  38. มีฤทธิ์ในการต่อต้านและฆ่าเชื้อราที่เป็นสาเหตุของโรคผิวหนัง และต่อต้านยีสต์ซึ่งเป็นตัวที่ทำให้ภูมิคุ้มกันต่ำ
  39. ช่วยต่อต้านปรสิตหรือเชื้ออะมีบาที่เป็นต้นเหตุของโรคบิดได้
  40. ช่วยต่อต้านเชื้อแบคทีเรียและไวรัส เช่น แบคทีเรียที่ทำให้เกิดแผลในกระเพาะอาหาร แบคทีเรียที่ทำให้เกิดโรคท้องเสีย แบคทีเรียที่ทำให้เกิดหนอง เป็นต้น
  41. มีฤทธิ์ในการต่อต้านการกลายพันธุ์ ต้านสารก่อมะเร็งที่มีความเกี่ยวข้องกับโรคที่เกิดจากการเสื่อมของร่างกาย และโรคเบาหวาน
  42. ช่วยสมานแผลตามร่างกายให้หายเร็วยิ่งขึ้น ด้วยการนำผงขมิ้นมาผสมกับน้ำแล้วทาลงบนบาดแผล และยังช่วยให้บาดแผลไม่ให้ติดเชื้อของกระต่ายและหนูขาวได้ และสามารถเร่งให้แผลที่ติดเชื้อหาย
  43. ขมิ้นยังมีสรรพคุณช่วยในการป้องกันการงอกของขนอีกด้วย โดยผู้หญิงชาวอินเดียมักนำขมิ้นมาทาผิวเพื่อป้องกันไม่ให้ขนงอก
  44. ขมิ้นชันขัดผิว ใช้ทำทรีตเมนต์พอกผิวขัดผิวด้วยขมิ้น ช่วยให้ผิวพรรณนุ่มนวล ขาวผ่องใส เต่งตึง ด้วยการนำขมิ้นสดมาล้างน้ำให้สะอาด หั่นเป็นชิ้นเล็ก ๆ แล้วนำไปปั่นรวมกับดินสอพอง 2-3 เม็ด แล้วผสมกับมะนาว 1 ลูก ปั่นจนเข้ากัน นำมาพอกหน้าหรือผิวทิ้งไว้ประมาณ 20 นาที แล้วล้างออกด้วยน้ำสะอาด
  45. ขมิ้นเป็นส่วนประกอบของทรีตเม้นต์รักษาสิวเสี้ยน สิวผด สิวอุดตัน
  46. ขมิ้นเป็นส่วนประกอบอย่างหนึ่งในเครื่องสำอางบำรุงผิวต่าง ๆ
  47. นอกจากนี้ยังช่วยป้องกันแมลงศัตรูพืชได้อีกด้วย
  48. ช่วยเสริมสร้างภูมิคุ้มกันให้ผิวหนังมีสุขภาพดีแข็งแรง
  49. ขมิ้นชันอาจมีบทบาทช่วยป้องกันการเกิดโรคมะเร็ง เช่น โรคมะเร็งลำไส้ มะเร็งปากมดลูก
  50. ขมิ้นสามารถช่วยลดระดับคอเลสเตอรอลในร่างกายได้
  51. ช่วยกำจัดสารพิษออกจากร่างกาย
  52. ช่วยบรรเทาอาการของโรคเบาหวาน
  53. มีส่วนช่วยรักษาโรคความดันโลหิตสูง
  54. ช่วยลดอาการของโรคเกาต์
  55. ช่วยขับน้ำนมของมารดาหลังคลอดบุตร

ฮี รูดอย สรรพคุณ

  • ครีมลดรอยแผลเป็นทำให้รอยแผลเป็นต่างๆที่แข็ง ยุบและนุ่มลงได้
  • บรรเทาอาการอักเสบ ปวดแสบแดงร้อนบริเวณผิวหนัง ที่เกิดเนื่องจากการเผาไหม้ของแสงแดด
  • ช่วยการดูดซึมของน้ำเหลืองและทำให้การบวมลดลง
  • อาการตึงในบริเวณและอาการปวดจะบรรเทาลง
  • ป้องกันอาการหลอดเลือดดำส่วนผิวอักเสบหรือมีลิ่มเลือด
  • บรรเทาหลอดเลือดขอดอักเสบ หรือเกิดเป็นแผล เช่น ที่ขา ผิวหนังช้ำ บวม ห้อเลือด ทำให้รอยแผลเป็นต่างๆที่แข็งนุ่มลงได้
  • สามารถใช้ฮีรูดอยกับรอยสิวได้ โดยใช้กับรอยสิวที่แผลปิดสนิดดีแล้ว เนื่องจากถ้าทาตอนแผลยังไม่ปิดสนิทแผลอาจจะดำหรือเกิดการอักเสบซ้ำได้ เห็นผลดีกับรอยสิวที่มีรอยช้ำหรือรอยดำใต้ผิวหนังที่เกิดจากการกดเค้นสิว แต่ถ้าให้ดีสำหรับรอยแผลเป็นจากสิวควรใช้เป็นตัวฮีรูสการ์โพสเอคเน่มากกว่า

 

ขมิ้นเหลือง แกงขมิ้น

        ทำแกงขมิ้น นำสมุนไพรอย่างขมิ้นนำมาต้มแกง ใส่ปลาทู รสชาติเหมือนต้มยำ แต่หอมขมิ้น เอาใจคนชอบปลา อาหารเมนูนี้ กินไม่อ้วน ปลาทูต้มขมิ้น แกงปลาสมุนไพร วิธีทำปลาทูต้มขมิ้น ง่ายๆทำกินเองได้ ใช้ขมิ้นมาเป็นวัตถุดิบทำแกง ต้มกับปลาทูตัวใหญ่ๆ เนื้อแน่นๆ ต้มขมิ้นหอมๆ ดีต่อสุขภาพ

        อาหารยอดนิยม เมนูแกงปลาทูต้มขมิ้น จัดเป็น อาหารพื้นบ้าน นำสมุนไพรอย่างขมิ้นนำมาต้มแกงใส่ปลาทู รสชาติเหมือนต้มยำ แต่หอมขมิ้น เอาใจคนชอบปลา อาหารเมนูนี้ กินไม่อ้วน เหมาะสำหรับคนลดความอ้วน เคล็ดลับความอร่อย ของเมนูนี้ คือ เทคนิคการเลือกวัตถุดิบ การปรุงรสชาติให้หอม รสเปรี้ยวอมหวาน แบบง่ายๆ

ปลาทูต้มขมิ้น เมนูปลาทู แบบง่ายๆ ส่วนผสมและขั้นตอนการทำเข้าใจง่าย เหมาะสำหรับคนรักการทำอาหาร อาหารคลีน

ส่วนผสมวัตถุดิบ สำหรับทำแกงขมิ้นปลาทูต้ม

  1. ปลาทู 2 ต้ว
  2. ข่าอ่อนซอยบางๆ 2 ช้อนโต้ะ
  3. ข่าแก่ หั้นเป็นท่อนพอดีคำ 2 ท่อน
  4. ตะไคร้ หั่นเป็นท่อน 3 ท่อน
  5. หอมแดง 3 หัว
  6. ผักชีฝรั่งซอย 2 ช้อนโต้ะ
  7. เนื้อขมิ้นบด 2 ช้อนโต้ะ
  8. น้ำตาลปี๊บ 1 ช้อนโต้ะ
  9. น้ำปลา 2 ช้อนโต้ะ
  10. น้ำมะขามเปียก 1 ช้อนโต้ะ
  11. น้ำมะนาว 1 ช้อนโต้ะ
  12. พริกแห้ง 2 ช้อนโต้ะ
  13. น้ำเปล่า 3 ถ้วย
  14. วิธีทำปลาทูต้มขมิ้น

วิธีทำ

  1. เตรียมปลาทูสำหรับนำมาต้ม โดย ให้ผ่าคลีบหลังและคลีบท้องออก นำไปต้มในน้ำเดือด
  2. ให้ปลาทูคลายความเค็มก่อน จากนั้นนำมาพักไว้สำหรับนำมาต้ม
  3. เตรียมเครื่อง โดย พริกแห้งให้นมาคั้วให้หอม ส่วน ข่า ตะไตร้ และหอมแดง ให้บุบ
  4. ต้มน้ำให้เดือด จากนั้น ใส่ ข่า ตะไคร้ หอมแดง และ ใบมะกรูดลงไปต้มให้หอม ใส่ ปลาทูลงไปต้ม
  5. ปรุงรสด้วย ขมิ้น น้ำปลา น้ำมะขามเปียก และ น้ำตาลปี๊บ
  6. ใส่ผักชีฝรั่งและพริกคั่วลงไป ต้มต่อให้เนื้อปลาทูนุ่ม ชิ้มรสชาติจนพอใจ จากนั้นปิดไฟ ใส่น้ำมะนาวเสริฟใส่จาน พร้อมรับประทาน

เคล็ดลับการทำปลาทูต้มขมิ้น

  • ปลาทู ให้เลือกปลาทูนึ่งสดๆ โดยให้สังเกตเนื้อปลาทูยังแน่นอยู่ไม่มีเมือกและไขติดเนื้อปลาทู
  • การเตรียมปลาทู ให้ผ่าครีบหลัง และ ครีบท้องออก เพราะเป็นส่วนที่มีก้างมาก เวลากินก้างจะติดคอ
  • จากนั้น นำปลาทูแช่น้ำร้อน หรือนำไปต้มก่อน ให้ความเค็มของปลาทูคลายความเค็ม เนื่องจากปลาทูมีความเค็ม เวลานำมาทำอาหารอาจทำให้อาหารมีรสเค็มเกินไป
  • ใบมะกรูดให้ฉีกใบและเอาส่วนของแกนใบออก เพราะแกนใบทำให้อาหารมีรสขม
  • น้ำมะนาวให้ใส่ขั้นตอนสุดท้ายหลังจากปิดไป เนื่องจากหากนำน้ำมะนาวลงไปต้มขณะน้ำเดือดๆ น้ำมะนาวจะทำให้อาหารมีรสขม
  • ข่าและตะไคร้ เราสามารถใช้ข่าและตะไคร้อ่อน โดยซอยบางๆใส่เพิ่มเข้าไปได้ เนื่องจาก ข่าและตะไคร้แผ่นบางๆ เวลาทานกับ น้ำแกงขมิ้นและเนื้อปลาทูให้รสชาติอร่อยเพิ่มขึ้น
  • น้ำตาลสำหรับเมนูนี้ แนะนำให้ใช้ น้ำตาลปี๊บ เนื่องจากน้ำตาลปี๊บ มีความหวานหอม เหมาะสำหรับทำแกงขมิ้น
  • ขมิ้น ให้ปลอกเปลือก และ ซอยบางๆ จากนั้น โขรกให้ละเอียด ก่อนนำไปผสมกับน้ำแกง
  • พริกแห้งให้นำไปคั่วก่อน ให้มีกลิ่นหอม ความหอมของพริกคั่วจะทำให้เพิ่มความอร่อยของอาหาร
  • อาหารเมนูนี้ น่าจะถูกอกถูกใจคนชอบ แกงพื้นบ้าน อาหารดีต่อสุขภาพ มีสมุนไพรต่างๆ อย่าง ขมิ้น ใบมะกรูด ข่า ตะไคร้ หอมแดง พริก ต้มขมิ้นหอมๆ ดีต่อสุขภาพ

น้ำปูนใส สูตรเคมี

      นํ้าปูนใส คือ สารละลายของแคลเซียมไฮดรอกไซด์  (Ca(OH)2) หรือสารละลายของปูนขาว (CaO) ที่ได้จากการเผาหินปูนหรือเปลือกหอย จนได้ของแข็งที่เป็นผงหรือเกร็ดสีขาวขุ่นที่เรียกว่า ปูนขาว หลังจากนั้น นำผงปูนขาวมาละลายในน้ำหรือนำผงปูนขาวมาผสมกับขมิ้นจนได้ปูนแดงแล้วนำมาละลายน้ำ ซึ่งจะเรียกสารละลายนี้ว่า น้ำปูนขาวหรือน้ำปูนแดง หลังจากนั้น ตั้งทิ้งไว้ให้ผงปูนตกตะกอน จนน้ำส่วนบนใส เรียกสารละลายส่วนบนนี้ว่า น้ำปูนใส นิยมใช้สำหรับประโยชน์ทางด้านอาหารเป็นหลัก ซึ่งมีทั้งชนิดที่ได้จากการละลายปูนขาว และการละลายปูนแดง

สรรพคุณ ทางยานํ้าปูนใส

    1. เป็นแหล่งเพิ่มธาตุแคลเซียมให้แก่อาหาร เพราะเมื่อใช้น้ำปูนใสในการแช่หรือเติมในอาหาร จะมีธาตุแคลเซียมที่ละลายอยู่ในน้ำปูนใสผสมเข้ากับอาหารด้วย ซึ่งเมื่อรับประทานอาหารเหล่านี้ ก็ย่อมได้รับแคลเซียมเพิ่มขึ้น ช่วยลดความเสี่ยงโรคกระดูกพรุน ลดความเสี่ยงโรคข้อกระดูกเสื่อม และเสริมสร้างกระบวนการสร้างกระดูก
    2. การแช่ผักหรือผลไม้ด้วยน้ำปูนใส ความเป็นด่างของน้ำปูนใสจะช่วยล้างยาฆ่าแมลง และโลหะหนักที่ตกค้างได้ จึงบางครั้งก็นิยมนำน้ำปูนใสมาล้างผักหรือผลไม้ก่อนรับประทาน
    3. การใช้นํ้าปูนใสในผลไม้หรือเนื้อสัตว์ นอกจากจะทำ ให้เนื้อสัมผัสมีความกรอบแล้ว ยังทำหน้าที่เป็นสารกันบูด ต้านการเติบโตของเชื้อจุลินทรีย์ และป้องกันอาหารบูดเน่าได้

 

เกลือ สรรพคุณทางยา

  • แก้ร้อนใน ดื่มน้ำเกลือเจือจาง ในช่วงเช้าขณะท้องว่าง 1 แก้ว
  • แก้ปัญหากลิ่นปากและปากขมได้ หากยังช่วยเจริญอาหาร ย่อยอาหาร
  • ขจัดความร้อนออกจากลำไส้ด้วย
  • ป้องกันและรักษาผมร่วง

โทษของบอระเพ็ด

  • สำหรับต้นบอระเพ็ด มีสารเคมีต่างๆมากมาย ซึ่งคุณสมบัติพิเศษของบอระเพ็ด คือ ความขม การบริโภคและการใช้ประโยชน์จากบอระเพ็ด มีข้อควรระวัง ดังนี้
  • การรับประทานรากของบอระเพ็ด เป็นเวลานานๆส่งผลต่อการทำงานของหัวใจ อาจทำให้มือเท้าเย็น แขนขาหมดแรงได้
  • การบริโภคบอระเพ็ดในปริมาณมากติดต่อเป็นเวลานานเป็นพิษต่อไต เป็นพิษต่อตับ
  • สำหรับผู้ป่วยโรคตับและ โรคไตไม่ควรรับประทานบอระเพ็ด

อ้อยดํา

       “อ้อยดำ” หรือ อ้อยแดง ก็เป็นอ้อยอีกชนิดหนึ่ง คนไม่นิยม แต่หมอยาไทยใช้เป็นวัสดุหลักในการทำยา โดยเฉพาะยาหม้อ ใช้ทั้งราก หน่อ ข้อ ต้น ใบ ลักษณะเหมือนกับต้นอ้อ ต้นแขมที่มีอยู่แถวริมห้วยหนองในป่าในเขา ลำต้นเหมือนกับอ้อยทั่วไป แต่เล็กและแข็ง เอามากัดเคี้ยวกินลำบากมาก เปลือกแข็งและรสขม มีน้ำน้อย ไม่ค่อยหวาน จึงเป็นที่มาของการนำเอามาเป็นยาสมุนไพรรักษาโรคหลายอย่าง โดยเฉพาะโรคยอดนิยม “เบาหวาน” มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า saccharum sinense

สรรพคุณ อ้อยดำ

    • ถ้ามีอาการไอ เป็นหวัด ใช้อ้อยดำที่ตัดต้นมาทั้งเปลือก เผาลนไฟจนร้อนเกิดฟองออกปลายทั้ง 2 ข้าง ปอกเปลือก เคี้ยวกินขณะที่ยังร้อน หรือจิ้มเกลือเคี้ยวกิน ช่วยแก้ไอ ขับเสมหะ แก้เสียงแหบแห้ง หรือใช้ราก 10 กรัม ต้มกับเหล้ากินวันละ 2 ครั้ง เช้าเย็น
    • ถ้ามีอาการร้อนใน เสมหะเหนียว เจ็บคอ ตัดอ้อยดำเป็นปล้อง ผ่า ทาเกลือ ลนไฟ เคี้ยวกินแก้ได้ แม้เวลาที่สะอึก ลมในท้อง กำเดาไหล คลื่นไส้อาเจียน เป็นโรคกระเพาะ ใช้น้ำอ้อยครึ่งแก้ว ผสมน้ำขิง 1 ช้อนชา ตั้งไฟอุ่นๆ ดื่มครั้งเดียวหมดแก้ว วันละ 2 เวลา เช้าเย็น ปากเปื่อย ร้อนใน ใช้อ้อยดำ ยาวเท่านิ้วชี้ 3 ท่อน ผ่า 4 เอา 3 ส่วน แช่น้ำ 3 แก้ว เติมข้าวสาร 1 หยิบมือ แช่ทิ้งไว้ 30 นาที ดื่มครั้งละ 1 แก้ว
    • อ้อยดำรักษาได้ เช่น โรคทางเดินปัสสาวะ ขัดเบา ชำรั่ว ไตพิการ ปวดประจำเดือน ขับน้ำเหลือง รักษาแผลเปื่อย แผลอักเสบ แผลเรื้อรัง ฝีหนอง ช้ำใน อีกสารพัดโรค

แกงไตปลาน้ำข้น

        แกงไตปลามีรสจัด จึงต้องรับประทานร่วมกับผักหลาย ๆ ชนิดควบคู่กันไปด้วย เพื่อช่วยลดความเผ็ดร้อนลง ซึ่งคนภาคใต้เรียกว่า ผักเหนาะ ผักเหนาะของภาคใต้มีหลายอย่าง เช่น สะตอ ลูกเนียง ยอดมะม่วงหิมพานต์ ผักบางอย่างก็เป็นผักชนิดเดียวกับภาคกลาง เช่น ถั่วพู ถั่วฝักยาว มะเขือเปราะ แตงกวา หน่อไม้

ส่วนผสมวัตถุดิบ

    1. ไตปลา 1/2 ถ้วย
    2. น้ำเปล่าประมาณ 2-3 ถ้วย
    3. ส้มแขก 3 ชิ้น
    4. มะขามเปียกคั้นน้ำ 1/4 ถ้วย
    5. กุ้งสด 300 กรัม
    6. ปลาย่างหรือปลากรอบ 100 กรัม
    7. น้ำตาลปึก 1 ช้อนโต๊ะ
    8. ใบมะกรูด 4 ใบ

เครื่องปรุงน้ำพริก

    1. พริกขี้หนูแห้ง 40 เม็ด
    2. พริกขี้หนูสด 1 ช้อนโต๊ะ
    3. พริกไทย 10 เม็ด
    4. กระเทียม 1/2 ถ้วย
    5. หอมหั่นหยาบๆ
    6. เกลือป่น 1 ช้อนโต๊ะ
    7. ข่า 10 แว่นบางๆหรือหั่น 1 ช้อนโต๊ะ
    8. ตะไคร้หั่นละเอียด 6 ช้อนโต๊ะ
    9. ผิวมะกรูด 1 ช้อนโต๊ะ
    10. ขมิ้นสดยาวประมาณ 2 นิ้วหั่น 1 ช้อนโต๊ะ
    11. กะปิ 2 ช้อนโต๊ะ

วิธีทำ

    • โขลกเครื่องเทศทั้งหมดรวมกันให้ละเอียด
    • ล้างปลาสำลี ควักไส้ออก ผึ่งให้สะเด็ดน้ำ นำไปย่างให้สุกแกะเอาแต่เนื้อ
    • ใส่น้ำ 2 ถ้วย ลงในหม้อ ตั้งในพอน้ำเดือดใส่ไตปลา ปล่อยให้เดือดสักครู่ กรองเอาแต่น้ำแล้วนำขึ้นตั้งไปใหม่
    • ใส่เครื่องแกงที่โขลกไว้พอหอม ใส่เนื้อปลาที่ย่างไว้ สักครู่ใส่ใบมะกรูดฉีด ยกลง เสริ์ฟพร้อมผักสดๆ

กินตาม ธาตุ 12 เดือนเกิด

         ธาตุเจ้าเรือนหรือธาตุเกิด สามารถดูได้จากวันเดือนปีเกิด หรืออาจสังเกตจากบุคลิกและอุปนิสัยใจคอว่ามีความสอดคล้องกับลักษณะธาตุเจ้าเรือนอะไร ซึ่งหลักการกินตามธาตุ 12 เดือนเกิดหากธาตุทั้งสี่ใน ร่างกายขาดความสมดุล ต่อการนําไปใช้ก็จะเกิดเกิดเจ็บไข้ได้ป่วย       

ธาตุดิน

    • ธาตุประจำตัวหรือธาตุเจ้าเรือนของคนที่เกิดในปีจอ (หมา) และปีฉลู (วัว)
    • คนที่เกิดเดือน 11, 12, 1 หรือ ตุลาคม พฤศจิกายน ธันวาคม
    • ส่วนใหญ่จะเป็นวันพฤหัสบดี และ วันศุกร์
    • ผู้ที่มีธาตุดินอยู่มาก จะเข้าได้กับทุกๆ ธาตุ แต่ถ้าจะดีที่สุดก็คือธาตุน้ำ

พืชสมุนไพรที่ควรรับประทาน : ควรเป็นสมุนไพรที่มี รสชาติฝาด หวาน มัน เค็ม เช่น ผักหรือผลไม้อย่างมังคุด ฝรั่ง เผือก เงาะ กล้วยน้ำว้า มะละกอสุก ถั่วต่างๆ หัวมันเทศ กล้วยดิบ บวบ ผักโขม กะหล่ำปลี หัวปลี ใบบัวบก

ธาตุน้ำ

    • ธาตุประจำตัวหรือธาตุเจ้าเรือนของคนที่เกิดในปีชวด (หนู) และปีกุน (หมู)
    • คนที่เกิดเดือน 8, 9, 10 หรือ กรกาคม สิงหาคม กันยายน
    • ผู้ที่เกิดในวันพุธ ส่วนใหญ่จะเป็นธาตุน้ำ
    • ผู้ที่มีธาตุน้ำอยู่มาก จะเข้าได้ดี กับธาตุดิน รองลงมาก็ธาตุลม เป็นศัตรูกับธาตุไฟ

พืชสมุนไพรที่ควรรับประทาน : ควรมีรสชาติ เปรี้ยว ขม เช่น ผักหรือผลไม้อย่าง มะกรูด มะนาว ส้มเขียวหวาน ส้มโอ สับปะรด มะเขือเทศ มะยม มะกอก มะดัน มะระ ใบยอ ยอดมะขาม มะอึก ขี้เหล็ก

ธาตุลม

    • ธาตุประจำตัวหรือธาตุเจ้าเรือนของคนที่เกิดในปีเถาะ (กระต่าย) ปีมะเมีย (ม้า) ปีมะแม (แพะ) ปีวอก (ลิง)
    • คนที่เกิดเดือน 5, 6, 7 หรือเมษายน พฤษภาคม มิถุนายน
    • ส่วนใหญ่จะเป็นคนเกิดวันศุกร์ และวันพุธ
    • ผู้ที่ มีธาตุลมอยู่มาก จะคบหาสมาคมกับผู้อื่นก็ดูจะฉาบฉวยผิวเผิน เป็นเพราะเป็นราชาธาตุก็ได้ เลยไม่ชอบเอาใจใคร

พืชสมุนไพรที่ควรรับประทาน  : ควรมีรสชาติ เผ็ดร้อน เช่น ผักหรือผลไม้อย่างขิง ข่า ตะไคร้ กระชาย พริกไทย ยี่หร่า สะระแหน่ ขมิ้นชัน กานพลู ดีปลี

 

ธาตุไฟ

    • ธาตุประจำตัวหรือธาตุเจ้าเรือนของคนที่เกิดในปีขาล (เสือ) ปีมะโรง (งูใหญ่) ปีมะเส็ง (งูเล็ก)  ปีระกา (ไก่)
    • คนที่เกิดเดือน 2, 3, 4 หรือ มกราคม กุมภาพันธ์ มีนาคม
    • ผู้ที่เกิดในวันอาทิตย์ วันอังคาร วันเสาร์
    • ส่วน ใหญ่จะเป็นธาตุไฟ ผู้ที่มีธาตุไฟอยู่มาก มักจะชมชอบคบหาสมาคมกับคนธาตุลม และธาตุดิน แต่จะเป็นศัตรูกับธาตุน้ำ

ควรรับประทานอาหาร : รส ขม เย็น และจืด เพราะอาหารรสขมจะช่วยแก้โลหิตเป็นพิษ ดีพิการ ส่วนอาหารรสเย็นจะช่วยแก้ร้อนใน และดับพิษร้อน เช่น สะเดา แตงโม หัวผักกาด ฟักเขียว แตงกวา คะน้า บวบ มะเขือ และควรหลีกเลี่ยงอาหารรสเผ็ดร้อน

อาหารบำรุงไต 9 ชนิด

           การรับประอาหารบำรุงไต 9 ชนิด วิธีง่ายที่สุดในการดูแลบำรุงไตให้แข็งแรง และทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ  เลือกอาหารที่มีประโยชน์ต่อไตของกระบังลม และอยู่กับม้าม ตำแหน่งของไตขวา จึงอยู่ต่ำกว่าไตซ้ายเล็กน้อย ไตทำหน้าที่กลั่นกรองน้ำ เกลือแร่และสารเคมีส่วนเกินที่ร่างกายไม่ต้องการ พร้อมทั้งทำการคัดหลั่งของเสียออกจากร่างกาย

  1. แครนเบอรี ช่วยยับยั้งเชื้อแบคทีเรียในปัสสาวะ ช่วยป้องกันการเกิดนิ่วในไต
  2. แอปเปิล ช่วยในการย่อยสลายไขมันที่อยู่ในไต ช่วยล้างพิษในไต
  3. งาดำ บำรุงไต และดูแลให้ไตแข็งแรง เสริมสร้างภูมิคุ้มกัน ชะลอวัยและการกำจัดสารพิษ ปกป้องตับละไต คุณสามารถรับประทานงาดำ
  4. เห็ดหูหนูดำ การบำรุงไต และป้องกันไตจากโรคนิ่วในถุงน้ำดี
  5. ขิง ทช่วยในการล้างพิษและบำรุง
  6. น้ำต้มใบมะนาวกับขิงแก่ ต้มรวมกันจนเดือด ดื่มวันละ 1 แก้ว เพื่อบำรุงไตให้แข็งแรง
  7. ตะไคร้ บำรุงไตให้แข็งแรงช่วยให้ไตทำงานได้ดี
  8. หอมแดง ช่วยล้างพิษให้ไต ทำให้ไตทำงานได้ดีขึ้น
  9. เห็ดหลินจือ เป็นสมุนไพรบำรุงไต ช่วยลดอาการอักเสบของไต ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการไหลเวียนโลหิต

กระเพาะปัสสาวะอักเสบ ห้ามกินอะไร

         โรคกระเพาะปัสสาวะอักเสบ (Cystitis, Lower Urinary tract infection) เป็นโรคที่พบได้บ่อยในผู้หญิงมากกว่าผู้ชายหลายเท่า เนื่องจากท่อปัสสาวะของผู้หญิงจะสั้น และอยู่ใกล้ทวารหนักซึ่งเป็นแหล่งที่มีเชื้อโรคมาก เชื้อโรคจากบริเวณดังกล่าวจึงเข้าทางท่อปัสสาวะของผู้หญิงได้ง่ายกว่าผู้ชาย   

ห้ามกินและหลีกเลี่ยงสารอาหารที่ระคายเคืองต่อกระเพาะปัสสาวะ เช่น กาแฟ สุราแอลกอฮอล์ น้ำอัดลม น้ำผลไม้ใส่น้ำตาลในปริมาณมากๆ

แหล่งอ้างอิง :

https://medthai.com/%E0%B8%82%E0%B8%A1%E0%B8%B4%E0%B9%89%E0%B8%99%E0%B8%8A%E0%B8%B1%E0%B8%99/
http://fic.ifrpd.ku.ac.th/fic/index.php/2016-04-26-06-50-20/food-news-main-menu-3/fic-food-news-menu/583-food1-07-08-2018
https://fongza.com/tag/%E0%B9%82%E0%B8%97%E0%B8%A9%E0%B8%82%E0%B8%AD%E0%B8%87%E0%B8%99%E0%B9%89%E0%B8%B3%E0%B8%9C%E0%B8%B6%E0%B9%89%E0%B8%87
https://911drugstore.com/product/herudoidcream/
https://nlovecooking.com/tag/%E0%B8%A7%E0%B8%B4%E0%B8%98%E0%B8%B5%E0%B8%97%E0%B8%B3%E0%B9%81%E0%B8%81%E0%B8%87%E0%B8%82%E0%B8%A1%E0%B8%B4%E0%B9%89%E0%B8%99/
https://fongza.com/tag/%E0%B9%82%E0%B8%97%E0%B8%A9%E0%B8%82%E0%B8%AD%E0%B8%87%E0%B8%9A%E0%B8%AD%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B9%80%E0%B8%9E%E0%B9%87%E0%B8%94/
https://www.sanook.com/horoscope/57041/
https://www.we-care-thailand.com/%E0%B8%AD%E0%B8%B2%E0%B8%AB%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%9A%E0%B8%B3%E0%B8%A3%E0%B8%B8%E0%B8%87-%E0%B9%84%E0%B8%95/
http://203.157.123.7/ssopanom/?news=%E0%B8%AA%E0%B8%A1%E0%B8%B8%E0%B8%99%E0%B9%84%E0%B8%9E%E0%B8%A3


อัพเดทครั้งสุดท้าย เมื่อ 23 กรกฎาคม 2022

Leave a Comment

Scroll to Top